Shau_Leuw_Hiang's profile+ + + + + ShauPost :: หน...BlogListsNetwork Tools Help

Shau_Leuw_Hiang

Occupation

+ + + + + ShauPost :: หนังสือพิมพ์...ซะที่ไหนเล่า :P + + + + +

หัวกระไดท่าน้ำ

กฤษกร วงค์กรวุฒิ
เสียงจากบรรณาธิการ, ฅ.คน, มิถุนายน 2552

               ไม่มีบ้านเศรษฐีหลังใดในละแวกนี้มี ‘กระไดท่าน้ำ’ หากว่าบางหลังอาจจะดัดจริตมีศาลาและนอกชานโล่งรับลมแม่น้ำ แต่ทั้งหมดก็ถูกล้อมให้ปลอดภัยอยู่ในรั้ว หลังแนวคอนกรีตกันคลื่นซัดตลิ่งที่ตัดตรงจนไม่เหลือรอยต่ออันละมุนละไมของดินกับน้ำ

               ด้วยเหตุนี้ จึงแทบไม่มีใครออกมานั่งที่นั่น

               พระจันทร์ขึ้นดึก, ผมนั่งอยู่เหนือหัวกระได น้ำขึ้นสูงปริ่มบันไดขั้นบน อดใจไม่ไหวจึงผลัดผ้าลงไปอาบน้ำ

               ค่อยๆ ไล่เท้าไปทีละขั้นด้วยความไม่คุ้นเคย นับได้ 5 ขั้น น้ำแม่น้ำสูงเลยอก อุ่นเหลือใจ ในความมืด คิดว่ามันคงเป็นขั้นสุดท้าย ถัดไปคงเวิ้งว้างเหนือผิวเลน หากแต่เมื่อควานเท้าไปในน้ำกลับพบลูกบันไดขั้นที่หก และน่าทึ่งที่มันกว้างหนีปลายเท้าออกไปทุกที

               ลุงเจ้าของบ้านที่เดินมาส่องไฟฉายให้ตอนผมมาถึง หลับไปแล้ว คงไม่คิดว่าจะมีใครมาโดดน้ำในแม่กลองเอาตอนสองยาม, แกไม่ได้สร้างความประทับใจให้ในตอนนั้น แต่ความคิดเปลี่ยนไปเมื่อค่อยๆ ถัดจนลงมายืนที่บันไดจมน้ำขั้นสุดท้ายนี้

               ผมยิ้มในความมืด รู้สึกมั่นคงเมื่อก้าวออกมายืนเต็มตัว แม้น้ำปริ่มปาก ลานบันไดไม่ได้ถูกสร้างขึ้นมาอย่างชุ่ยๆ แต่มันต้องมาจากฐานข้อมูลที่แม่นยำทีเดียว

               ระดับต่ำสุดของแม่น้ำในยามน้ำลงจะต้องไม่ต่ำกว่าบันไดขั้นนี้ลงไปมาก ตำแหน่งของลานขนาดเมตรเศษๆ นี้ นับว่ากว้างขวางดีพอที่จะใช้ทำกิจกรรม โดยเฉพาะใส่บาตรหลวงตา ซึ่งคนใส่ไม่ต้องนั่งพนมมือแต้ค้ำหัวพระ หรือต้องนำเครื่องถวายใส่กระป๋องหย่อนลงเรือให้น่าเวทนา หรือลงมาซื้อก๋วยเตี๋ยวเรือกินสักชามก็คงสะดวกดี

               ขั้นบันไดที่กว้างขวางกว่าปกตินี้บอกอะไรต่อมิอะไรได้มากมายเหลือเกิน เมื่อเทียบกับบันไดปูนที่ต่อมาจากศาลาหลังคาแดงแล้วไปขาดเท้งเต้งอยู่เหนือระดับน้ำเกือบสองเมตรในตอนน้ำลง

               แต่อะไรก็ไม่สำคัญเท่ากับมันบอกถึงวิถีชีวิตที่เปิดกว้างและพร้อมจะเรียนรู้

               คงมีแต่คนโง่ ผู้นอกจากไม่รู้จักแม่น้ำ หนำซ้ำยังไม่เคยใช้สมองคิดเท่านั้น ที่ยอมเสียเงินสร้างศาลาเรือนแสน แต่ไม่ดีพอจะให้ออกมานั่งเล่นมองแม่น้ำ หัวกระไดที่ควรจะใช้ประโยชน์ได้ก็สร้างขึ้นมาด้วยเหตุเพียงว่า มันน่าจะมีไว้สักหน่อย เพราะที่ไหนก็มี แต่เอาไปทำอะไรไม่รู้

               ในปลายสายฝนที่ค่อยๆ เคลื่อนเข้ามาหาบ้านปลายหัวแหลม คำอธิบายว่าทำไมที่นี่มันถึงฉีกลมออกเป็นสองทางอย่างนั้น ฉลาดลึกซึ้งพอจะทำให้ผมหมดข้อกังขาว่า คนที่เกิดและโตอยู่ในร่องสวนมะพร้าว คิดได้เหมือนกับอัลวิน ทอฟเลอร์ ที่ชี้ว่า การสื่อสารได้ทำลายเอกภาพของชุมชนในคลื่นลูกที่หนึ่งลงอย่างราบคาบ เพราะมันทำให้ทุกคนคิดไปบนประสบการณ์ของคนอื่นอย่างมีรายละเอียดจนเกิดควบคุม

               หัวกระไดท่าน้ำ เป็นหนทางเก่าแก่ที่ชาวสวนใช้เป็นประตูเชื่อมโลก; โลกที่เคลื่อนที่ช้าๆ ผ่านมาตามแม่น้ำ น่าแปลกที่ประตูเชื่อมโลกบานนี้สร้างคนที่น่าพึงพอใจเสียยิ่งกว่าคนที่มีประตูให้เลือกหลายร้อยหลายพันบานที่ ‘ออน’ มาตามสาย

               บางที การเท่าทันโลกอาจไม่ใช่การได้ข้อมูลข่าวสารทั้งหมด หากแต่เป็นความฉลาดพอจะรู้ว่า ข่าวสารข้อมูลชนิดไหนที่ใช้ประโยชน์ได้กับชีวิตที่ดำรงอยู่

               ในท่ามกลางกระไดท่าน้ำที่ลอยโด่เหนือพื้นน้ำ ไม่น่าแปลกใจที่ทุกวันนี้เรามีตลาดน้ำเปิดใหม่ให้ฮือฮาไปทั่ว แม้แต่ในพื้นที่ที่ไม่เคยมีตลาดน้ำมาก่อน

               และมีคนพร้อมจะตามไปถึงทันทีที่ได้ข่าว โดยไม่สำเหนียกใจว่าของอร่อยที่ได้กินมันแยกหม้อคนละใบกับที่ชาวบ้านเขากินกันจริงๆ

               และไม่ทันมองเห็นอีกด้วยว่า คนอีก 75 จังหวัดที่เหลือ...

               กำลังหัวเราะขำ.

ความกล้าหาญในการเริ่มต้น

อธิคม คุณาวุฒิ
Side Ways,
ไทยโพสต์ วันอาทิตย์ที่ 19 เมษายน 2552


               มีเรื่องน่าเศร้าและเป็นสัญญาณอันตรายในระดับลงลึกถึงรากฐานทางความคิดของผู้คนอย่างน้อย 2 ประการใหญ่ๆ ภายหลังเหตุการณ์สงกรานต์เผาเมือง และการใช้อาวุธสงครามกราดยิงแกนนำพันธมิตรฯ อย่างนายสนธิ ลิ้มทองกุล

               หนึ่ง เมื่อมีเค้าลางชัดเจนว่าความขัดแย้งที่เกิดขึ้นยังไม่ดำเนินไปถึงจุดจบอย่างสมบูรณ์ การใช้เงื่อนไขพระราชกำหนดสถานการณ์ฉุกเฉินและกำลังทหารตำรวจกวาดล้างม็อบเสื้อแดง เป็นเพียงการกวาดมวลชนบนถนนลงสู่ใต้ดิน หนำซ้ำกระทั่งมี พ.ร.ก.สถานการณ์ฉุกเฉินค้ำยันอยู่แท้ๆ ก็ยังเกิดเหตุการณ์รุมยิงถล่มแกนนำสำคัญของฝ่ายเสื้อเหลืองจนได้

               สิ่งที่เกิดขึ้นนั้น นอกจากจะแปลความหมายอย่างตรงไปตรงมาได้ว่า อำนาจรัฐไม่สามารถเอื้อมมือให้ความคุ้มครองพลเมืองในสังกัดได้อย่างถ้วนทั่วอย่างแน่แท้ เพราะถ้ากระทั่งบุคคลระดับ ‘ตัวเป้า’ ที่ควรได้รับการเฝ้าระวังอย่างเข้มงวดยังประสบเหตุการณ์เช่นนี้ได้ ต่อไปคนเล็กคนน้อย ตัวละครชายขอบที่สังคมไม่เคยมองเห็น ก็อย่าหวังเลยว่าจะได้รับการคุ้มครองสวัสดิภาพและมีหลักประกันความปลอดภัย

               ยิ่งเมื่อคนเสื้อแดง ไม่ว่าจะแดงแท้หรือแดงเทียมถูกคลื่นคนส่วนใหญ่เบียดไล่ให้ไปอยู่ชายขอบของความชอบธรรม ทั้งด้วยพฤติกรรมของตัวเองและด้วยแรงบวกจากตัวตั้งในใจ สมาชิกบางกลุ่มในสังคม ภายใต้ความต้องการพื้นฐานของทุกคนที่ต้องการดำเนินชีวิตอย่างสะดวกและปลอดภัย มันก็เป็นไปได้อย่างสูงว่า หากต้องเผชิญกับสถานการณ์ที่ไม่สะดวกและไม่ปลอดภัยผสมรวมกับความไร้ประสิทธิภาพของกลไกรัฐ ไม่ว่าจะเป็นตำรวจ ทหาร หรือฝ่ายการเมือง ผู้คนตามชุมชนต่างๆ ก็พร้อมที่ลุกขึ้นมารบราต่อกรกับผู้เป็นต้นเหตุโดยไม่ต้องรีรออีกต่อไป

               วีรกรรมของชาวบ้านชุมชนกิ่งเพชร อุรุพงษ์ นางเลิ้ง หรือแม้แต่ ‘แบทแมน’ แห่งแฟลตดินแดง ที่วิ่งเข้าไปปิดวาล์วรถแก๊สด้วยตัวเองโดยไม่ต้องยืนรอความช่วยเหลือจากเจ้าหน้าที่รัฐ ในแง่หนึ่งก็อาจจะเป็นการแสดงออกถึงความเข้มแข็ง ใจถึง พร้อมจะดูแลตัวเอง แต่อีกมุมหนึ่งเราต่างก็รู้ว่า นั่นไม่ใช่สัญญาณที่ดีแม้แต่น้อย ลองถ้าไม่ต้องมีขั้นตอน ขื่อแป ระเบียบวิธีปฏิบัติ ใครอยู่ชุมชนไหนก็แก้ปัญหาเฉพาะหน้าตามบุญตามกรรม ถึงที่สุดแล้ว ไม่ใครก็ใครคงอดคิดไม่ได้ว่า...มาถึงขนาดนี้ไม่ต้องมีรัฐบาลก็ได้ อย่างมากใครยิงมาก็โดนยิงสวน

               ไม่เห็นความจำเป็นของการมีรัฐบาลนั่นไม่เท่าไหร่ แต่ถ้าเมื่อใดผู้คนส่วนใหญ่บังเกิดความรู้สึกต่อเนื่องไปถึงขั้นที่ว่า ประชาธิปไตยที่ไม่สามารถอำนวยความสงบร่มเย็น เป็นหลักประกันความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สินนั้น ไม่ใช่สิ่งจำเป็นที่จะต้องยึดมั่นถือมั่น ไม่ใช่สิ่งสมมติสลักสำคัญอันใดจะได้เที่ยวเอาชีวิตเข้าไปแลกเพื่อให้ได้มา เอาแค่อยู่รอดปลอดภัยด้วยวิธีใดก็ได้...บางทีทัศนคติแบบนี้ต้องนับเป็นเรื่องใหญ่

               มันอาจเกี่ยวโยงมาถึงสัญญาณไม่สู้ดีประการต่อมาก นั่นคือ การไม่สามารถปรับตัวให้เข้ากับพล็อตทางการเมืองใหม่ๆ รวมถึงไม่สามารถสร้างความเชื่อมต่อระหว่างอุดมคติทางการเมือง กับการจัดการความสัมพันธ์ของข้อเท็จจริงที่มีอยู่เดิมในสังคม

               เป็นที่ชัดเจนว่า พล็อตทางการเมืองเก่าๆ ที่ยังมุ่งปลุกเร้าความฮึกเหิม เห็นอกเห็นใจ และสร้างความชอบธรรมด้วยการพยายาม ‘นับศพ’ นั้น...มันไปไม่รอด อำนาจรัฐมีความรุนแรงตามความเคยชินของตัวมันเองก็จริง แต่ท่ามกลางข้อมูลมหาศาลจากคลิปวิดีโอกล้องโทรศัพท์มือถือในยุคที่ ‘ใครๆ ก็เป็นนักข่าวได้’ โดยไม่จำเป็นต้องถูกบังคับให้เชื่อแค่กล้องโทรทัศน์ 7-8 ช่องนั้น ไม่เพียงแต่ทำให้ความพยายามในการนับศพกลายเป็นเรื่องน่าเวทนา เป็นเรื่องของเด็กๆ ที่ถูกผู้ใหญ่ดุนหลังให้เสียผู้เสียคน ยังส่งผลข้างเคียงสำคัญคือ มันสะท้อนให้เห็นถึงการขาดแคลนข้อมูล ขาดแคลนประเด็น ขาดแคลนจินตนาการ ในการสร้างพื้นที่ต่อรอง จนนำไปสู่การทำลายตัวเองชนิดที่ทำเอาผู้คนที่เคยนั่งเฝ้าเอาใจช่วยต่างต้องทอดถอนใจด้วยความเสียดาย...

               เสียดายที่น่าจะทำอะไรได้มากกว่านั้น แต่กลับถูกจำกัดด้วยพื้นฐานลักษณะ ‘ท่าบังคับ’ ที่ถ่ายทอดทางพันธุกรรมต่อๆ กันมาจากรุ่นสู่รุ่น ลักษณะความเป็นนักประชาธิปไตยที่นิยมผลักไสผู้อื่นให้เป็นฝ่ายตรงข้าม ขณะเดียวกันก็เพลิดเพลินกับการนำพาตัวเองพร้อมหอบหิ้วอุดมคติและมวลชนเข้าสู่มุมอับครั้งแล้วครั้งเล่า

               ถ้าประชาธิปไตยมีพื้นฐานสำคัญอยู่ที่การเคารพความหลากหลาย มันก็อาจจะต้องเริ่มต้นจากจุดนี้ จุดที่เชื่อว่าอุดมคติว่าด้วยประชาธิปไตยนั้นเป็นสมบัติสาธารณะ ไม่มีใครมีสิทธิถือครองคำอธิบายแต่เพียงฝ่ายเดียว ไม่ว่าจะเป็นแดงแท้ผู้รักสันติ ไม่ว่าจะเป็นเหลืองผู้เป็นเสรีชน ไม่ได้เป็นสาวกแม่ยกแกนนำ รวมถึงบรรดาผู้คนที่เคยถูกแขวนป้ายประทับตราว่าแดงเรื่อๆ หรือเหลืองอ่อนๆ

               มีแต่ความกล้าหาญที่จะเริ่มต้นเดินเข้าไปหาซึ่งกันและกัน หาจุดร่วมเพื่อถ่างกรอบความคิด เปิดพื้นที่ให้การประเมินสถานการณ์ดำเนินไปอย่างรอบด้าน มีผู้ซักค้านแลกเปลี่ยน และที่สำคัญคือมีผู้ฟัง มันจึงจะพอมองเห็นทางรอด ไม่ใช่หลับตาจินตนาการทีไร ได้แต่กลิ่นคาวเลือด และปริมาณรายชื่อวีรชนที่บัดพลีชีวิตครั้งแล้วครั้งเล่า

               ทั้งหมดนี่คือการสนทนากับผู้ที่เชื่อว่าตนเป็นพลังบริสุทธิ์ครับ.


In my mind [April Truth's Day]

เรื่อง > Ursa Major.

 - 1 -

                ถ้าหากคุณลองแหงนหน้าขึ้นมองบนฟากฟ้าเบื้องบนยามค่ำคืน  เมื่อได้มีโอกาสออกไปเที่ยวพักผ่อนตามต่างจังหวัด  เราจะได้พบกับดวงดาวสุกสกาวเต็มฟากฟ้า  บางคราวถ้าโชคดีอาจจะได้เห็นทางช้างเผือกขาวพาดผ่านราวฟ้า  ชวนให้เกิดจินตนาการกว้างไกล

                ใน อดีตกาลโลกและบรรดาดาวเคราะห์ทั้งหลายรวมทั้งดวงอาทิตย์ล้วนก่อกำเนิดมา พร้อมกันเมื่อราว 4,600 ล้านปีมาแล้วในมุมหนึ่งของกลุ่มดาวมหึมาที่เราเองเรียกว่า  ทางช้างเผือก หรือ Milky Way   และโลกของเราก็เป็นดาวเพียงดวงเดียวในครอบครัวดวงอาทิตย์ที่ยังคงมีสิ่งมีชีวิตอาศัยอยู่  เราเชื่อว่าในบรรดาสิ่งมีชีวิตหลากหลาย  มนุษย์ (Homo Sapien)  ถือกำเนิดขึ้นมาหลังสุดในช่วงไม่ถึง 1 ล้านปีมานี้เอง

                ด้วยชีวิตที่ต้องอาศัยพึ่งพิงกับสิ่งที่อยู่รอบกาย  เพื่อการยังชีพด้วยอารยธรรมการรวมกลุ่มล่าสัตว์และเพาะปลูก  ทำให้สังคมโบราณมีวัฒนธรรมร่วมกับสิ่งที่ดำรงอยู่ไม่ว่าจะเป็น แสงแดดอุ่น  ผืนฟ้าคราม ป่าเขา ดวงดาวหรือสายน้ำ  ซึ่งตัวอย่างดังกล่าวจะสามารถเห็นได้จากการรู้จักใช้สมุนไพรรักษาโรคภัยไข้เจ็บ  การ ตั้งถิ่นฐานบ้านเรือนในบริเวณสองฟากฝั่งลำน้ำและที่ลุ่มเพื่อการเพาะปลูกรวม ถึงการปรับตัวและตั้งรับกับสภาพธรรมชาติอันโหดร้ายในบางคราว

                แต่ ในระยะเวลาแค่เพียงราวๆ 100 ปีที่ผ่านมาที่โลกได้รู้จักกับน้ำมันผนวกเข้ากับวิทยาการต่างๆ ที่สมองมนุษย์คิดค้นขึ้นมาเพื่อตอบสนองความต้องการอันไร้ขีดจำกัด ของมนุษยชาติและสิ่งที่บังเกิดคู่ควบมากับความเจริญแบบก้าวกระโดดทำให้  ผืนฟ้าที่เคยสดใสก็กลับหม่นมัวลงจากควันพิษที่ถูกปลดปล่อยออกมา     สายน้ำที่เคยแลใสไหลเย็นก็กลับขุ่นคล้ำจนใช้การอะไรไม่ได้นอกจากเป็นทางระบายน้ำทิ้ง   ป่าไม้ที่เคยเป็นคลังยารักษาโรคแหล่งอาศัยของเหล่าเพื่อนร่วมโลกและคอยรักษาสมดุลแห่งธรรมชาติก็กลับลดพื้นที่ลงรวดเร็วอย่างน่าใจหาย   ปรากฏการณ์ธรรมชาติอันเลวร้ายมีให้พบเห็นได้ไม่เว้นแต่ละวัน   ซึ่ง ทั้งหมดทั้งมวลนั้นเราคงอดกล่าวโทษไม่ได้ว่าเกิดเพราะการใช้และรูปแบบการ ดำเนินชีวิตแบบเสพไม่หยุดใช้ไม่ยั้งของคนอย่างเราๆ ท่านๆ นี่เอง

                ประมาณการกันว่า  ในช่วงเวลาไม่กี่สิบปีมานี้ทรัพยากรภายในโลกกว่าครึ่งถูกดึงขึ้นมาใช้  บางส่วนก็เพียงเพื่อความดูดีของผู้ใช้และสิ่งของ  แต่ มิได้ก่อให้เกิดสาระอันใดมากกว่านั้นเลยและบางส่วนก็แปรสภาพกลับกลายเป็นขยะ และควันพิษปริมาณมหาศาลที่ส่งผลกลับมายังมนุษย์ไปอีกหลายร้อยปี  ยังมิพักที่จะเอ่ยถึงว่า  การที่ทรัพยากรส่วนมากถูกขนถ่ายจากประเทศต่างๆ ทั่วโลกไปสู่ประเทศอุตสาหกรรมเพื่อก่อผลประโยชน์ความมั่งคั่งทางเศรษฐกิจ  พร้อม ทั้งปลดปล่อยสารพิษออกสู่โลกในปริมาณมากก่อให้เกิดความเหลื่อมล้ำในการใช้ ทรัพยากรของโลกที่ทุกคนควรจะมีสิทธิ์ใช้ในปริมาณที่เท่าเทียมกันเนื่องจาก ความจำกัดของทรัพยากรที่มีอยู่ตราบใดที่เรายังคงหาแหล่งทรัพยากรใหม่ไม่ได้ นอกจากโลกใบนี้

 

- 2 -

                จวบจนถึงวันนี้ใช่ว่าอนาคตของเราจะหม่นมัวไร้ความหวังเสียเลยทีเดียวและวิถีทางที่น่าจะนำไปสู่ความยั่งยืนในการใช้ทรัพยากรในอนาคต  ก็คือความเข้าใจและร่วมมือกันของประชาชนพลโลกแต่การที่จะทำอย่างที่กล่าวมาใช่จะเป็นเรื่องง่ายดายนัก  เนื่อง จากในวิถีชีวิตที่เราปลูกฝังลัทธิบริโภคนิยมขึ้นทั่วโลกนั่นคือการกระตุ้น ให้แต่ละคนนำทรัพยากรมาใช้เพื่อตอบสนองความสะดวกสบายทุกๆ อย่าง  ไม่เว้นแม้แต่สังคมเกษตรกรรมเช่น การทำนาปลูกข้าวที่แต่เดิมเคยทำกันแค่ปีละเพียงครั้งเดียว  ก็ถูกเพิ่มขึ้นเป็น 2 ครั้งและ 3 ครั้งต่อปีในบางท้องที่  ทำให้เกิดการแย่งชิงน้ำในการทำการเกษตร  รวมถึงผืนดินที่ถูกใช้อย่างต่อเนื่องก็ทำให้ดินเสียอย่างรวดเร็ว   โดยที่ยังไม่ต้องเอ่ยถึงว่าปริมาณปุ๋ยเคมีและยาฆ่าแมลงที่ตกค้างอยู่ในดิน  แหล่งน้ำและสัตว์น้ำอีกปริมาณมหาศาลขนาดไหน

                การเริ่มต้นในการปลูกฝังค่านิยมความคิดในการใช้ทรัพยากรอย่างรู้คุณค่า  เป็นสิ่งที่ง่ายที่จะทำให้เกิดขึ้นในเด็กและเยาวชน  เพราะ ถ้าจะกล่าวไปแล้วเด็กๆ ก็คือเจ้าของทรัพยากรที่แท้จริงเพราะในอนาคตข้างหน้าคนเหล่านี้จะต้องเป็น ผู้เผชิญกับปัญหาสภาวะแวดล้อมเป็นพิษและทรัพยากรธรรมชาติที่มีให้ใช้ใน ปริมาณที่จำกัดยิ่งนัก

                แต่สิ่งที่กล่าวมาทั้งหมดข้างต้นนี้ก็ใช่ว่าจะง่ายเสมอไป  ใน เมื่อเด็กส่วนใหญ่เติบโตมากับสภาพสังคมและชีวิตสมัยใหม่ที่แวดล้อมไปด้วย ลักษณะการแข่งขันกันบริโภคและการโฆษณาชักชวนให้เกิดความต้องการที่ ถูกกระตุ้นขึ้น (Generated Demand) ซึ่งเป็นเพียงการสร้างภาพของตัวตนด้วยเปลือกภายนอก  กลับทั้งยังไม่สามารถเข้าใจถึงแหล่งที่มาของทรัพยากรซึ่งเป็นต้นทุนทางธรรมชาติทั้งปวงไม่ว่าจะเป็นน้ำอาบ  ดื่มกิน  หรือการลดลงของพื้นที่ป่าในชนบท  ไม่เคยเห็นว่าในยามหน้าแล้งการขาดน้ำในการใช้อุปโภคบริโภคนั้นเป็นเช่นไร ในเมื่อเปิดก๊อกน้ำทุกครั้งก็มีน้ำไหลให้ใช้สะดวกดาย    หรือการที่จะเชื่อมโยงปัญหาและความเดือดร้อนของผู้คนที่ต้องถูกไล่ที่หมดหนทางทำกินจากการสร้างเขื่อน  เพื่อนำน้ำมาป้อนสังคมเมืองในยามหน้าแล้ง   รวมทั้งการผลิตกระแสไฟฟ้าเพื่อให้ในเมืองมีไฟสว่างเรืองรองทุกตรอกซอกซอย      ในขณะที่ตนเองนั้นมีเพียงหลอดไฟบ้านละดวง  ซึ่งการที่จะทำให้เด็กๆ ที่เติบโตมาด้วยภาวะปัจจัยเช่นนี้จินตนาการและรู้ซึ้งถึงสาเหตุในการแบ่งปันกันใช้  เป็นเรื่องไม่ง่ายนัก

                แต่ข้อเสนอที่เป็นไปได้คือเริ่มจากความรู้สึก ผิด ชอบ ชั่ว ดี และการทำความเข้าใจถึงประโยชน์ส่วนรวมของคนหมู่มาก  ซึ่งเป็นภูมิปัญญาโบราณแบบสังคมตะวันออกที่นับวันจะลดน้อยถอยลงไปทุกที  โดยแทนที่ด้วยความคิดแบบปัจเจกชนนิยมผสมกับลัทธิบริโภคนิยมแบบตะวันตก  ที่ ทำให้คนทั้งหลายคิดว่าตนเองไม่ได้ทำอะไรให้คนอื่นเดือดร้อนก็น่าจะเพียงพอ แต่ไม่เคยรู้เลยว่าสาเหตุมาจากการบริโภคโดยไม่สนใจคนรอบข้างของตนเอง  หรือไม่ก็มักโยนความผิดให้กับรัฐหรือเอกชนไป 

                แต่ใช่ว่าข้อความข้างต้นผมจะกล่าวหาสังคมและแนวคิดแบบตะวันตกว่าไม่ดี  เพียงแต่เรารับเอามาไม่ครบถ้วนทั้งกระบวนการเท่านั้นเอง  เพราะ ในสังคมตะวันตกการบริโภคต่างๆ จะถูกควบคุมด้วยระบบการจัดเก็บค่าตอบแทนในการบริโภคและการรับบริการของแต่ละ ชนิดด้วยราคาต้นทุนอันแท้จริงซึ่งเป็นการจำกัดการบริโภคไปโดยปริยาย  แต่ในประเทศเรากลับไม่ใช่เช่นนั้น  แต่กลับกลายเป็นสวัสดิการหรือการบริการของรัฐหรือรัฐอุปถัมภ์ไปเสียส่วนใหญ่  โดยการอ้างถึงการจ่ายภาษีแล้วก็ควรจะได้รับการบริการไปทุกๆ อย่าง

                หัน กลับมามองที่เยาวชนที่เราคาดหวังไว้กับปัญหานี้เราเริ่มได้จากการฝึกสำนึก ผิด ชอบ ชั่ว ดี ให้เกิดขึ้นก่อนด้วยสังคมของครอบครัวและโรงเรียนเพราะผมเองเห็นว่าในโลกนี้ ไม่มีใครที่ไม่อยากเป็นคนดี  แต่บางอย่างที่คนส่วนมากนิยามความดีไว้สูงเสียจนทำได้ยากกระทั่งเด็กบางคนเกิดการต่อต้านและไม่เห็นด้วย

จากนั้นถึงจะมองในเรื่องของการปลูกฝังสำนึกรักและดูแลส่วนรวม  แต่ ทั้งหมดทั้งมวลนี้จะเกิดขึ้นไม่ได้เลยหากปราศจากผู้ใหญ่ที่เข้าใจและคอย ประคับประคองดูแลและต้องช่วยกันลดค่านิยมของการบีบคั้นให้เด็กเป็นคนเก่ง  ซึ่งบางทีอาจจะมีความเห็นแก่ตัวติดตามมาด้วย  ซึ่งผมคิดว่าคงไม่มีพ่อแม่ผู้ปกครองท่านใด  อยากเห็นลูกของท่านเป็นคนไม่ดีหรอก  จริงไหมครับ?

เริ่มจากการชักจูงในสิ่งดีที่ทำได้ง่าย  เช่นการไม่ทิ้งขยะเกลื่อนกราด  การปฏิเสธถุงพลาสติกใส่ของในยามที่เห็นว่าของที่ซื้อไม่จำเป็นต้องใส่ถุงก็ได้  การไม่เปิดน้ำเปิดไฟทิ้งไว้

 

- 3 -

ธรรมชาติ  คำคำนี้ถูกนำมาใช้และอ้างถึงบ่อยมากในนามของสิ่งที่ดีงามตามสายตาของนักสิ่งแวดล้อมและเป็นสิ่งที่ทุกคนพยายามใฝ่หา   ถ้าจะถามว่าธรรมชาติคืออะไรใครตอบได้บ้าง? อาจจะยากไป  แต่ถ้าถามว่าอะไรบ้างที่เป็นธรรมชาติ?   คงจะตอบได้ง่ายกว่า

                หาก จะมองโลกกลมๆ ใบนี้ที่มีอายุจากก่อเกิดจนถึงวันนี้ก็ราว 4,600 ล้านปีมาแล้วตั้งแต่มวลสารและบรรดากลุ่มก๊าซต่างๆ พากันหมุนวนและก่อตัวเป็นระบบสุริยะ

                จากเดิมในบรรยากาศของโลกล้วนเต็มไปด้วยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์และไอน้ำปกคลุมเต็มชั้นบรรยากาศ  แต่พอโลกเริ่มเย็นตัวลงบรรดาไอน้ำต่างพากันควบแน่นตกลงมาเป็นฝนและไหลรวมลงสู่ที่ต่ำกว่าจนเป็นทะเลและมหาสมุทรในปัจจุบัน

                จาก นั้นจึงจะเกิดสิ่งมีชีวิตชนิดต่างๆ ขึ้นบนโลกที่มีโครงสร้างสลับซับซ้อนเพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ จนก่อเกิดสิ่งมีชีวิตที่เรียกตัวเองว่า Homo Sapien  ขึ้นเมื่อราว 4 -5 แสนปีที่ผ่านมานี่เอง  และในช่วงเวลาเพียงแค่ราว 100 ปีที่ผ่านมาบรรดา Homo Sapien  ทั้งหลายนี้ก็ได้ทำให้สภาพแวดล้อมทางธรรมชาติเปลี่ยนแปลงอย่างมากมาย  จาก ความคิดพื้นฐานที่เชื่อว่าพวกตนนั้นเป็นสายพันธุ์ของสิ่งมีชีวิตที่ฉลาดที่ สุดจนสามารถที่จะเปลี่ยนแปลสภาพธรรมชาติต่างๆ ของโลกให้เหมาะสมกับความอยู่รอดของเผ่าพันธุ์ได้   แต่ในปัจจุบันความเชื่อเหล่านั้นก็ได้รับการพิสูจน์แล้ว  จากสภาพความวิปริตผิดเพี้ยนของฤดูกาลและวิบัติภัยในรูปแบบต่างๆ รวมถึงโรคร้ายที่เกิดขึ้นเพียงชั่วข้ามคืน   แล้วย้อนกลับมาทำลายชีวิตมนุษย์เอง

                ถ้าหากเปรียบระยะเวลา 4,600 ล้านปีลงเหลือเพียง 365 วันบรรดา Homo Sapien ทั้งหลายก็เพิ่งเกิดขึ้นมาเดินบนโลกแค่เพียง 1 ชั่วโมงที่ผ่านมา และแค่เวลาเพียง 1 วินาที  มนุษย์ก็ได้ทำให้โลกใบนี้ย่อยยับได้ในชั่วพริบตา

                วันใดคุณได้แหงนหน้าขึ้นมองฟากฟ้ายามค่ำคืนที่มีดวงดาวสุกสกาว  คุณจะรับรู้ได้ทันทีว่าโลกเป็นเพียงเสี้ยวธุลีในอวกาศมหาศาล  ขอให้จำไว้ว่าถ้าหากดาราจักรทางช้างเผือกมีขนาดเทียบเท่ากับโลก  โลกเราจะมีขนาดแค่เพียง 0.2 ไมครอน หรือเล็กเพียงไวรัสเท่านั้นเอง แล้วคุณยังจะคิดเอาชนะธรรมชาติอีกหรือ  มนุษย์โลกทั้งหลาย

                เพราะถ้าหากวันใดสมดุลธรรมชาติที่เสียไปถูกโลกปรับสมดุลใหม่  ใครจะรู้ว่าเมื่อวันนั้นมาถึงจะมีใครมาคอยเรียกดาวเคราะห์สีน้ำเงินนี้ว่า  โลกมนุษย์อีก

                ธรรมชาติ  คำคำนี้เป็นคำที่มักถูกอ้างถึงบ่อยๆ แต่แท้จริงแล้วยิ่งใหญ่เกินใครจะควบคุมได้  เพราะ ธรรมะ ที่แปลว่าความจริง  กับชาตะ  ที่แปลว่าเกิดนั้นเมื่อรวมความแล้ว truth birth จะหมายถึง ความเป็นจริงที่เกิดขึ้น  นั่นคือ ธรรมชาติ

 

- 4 -

ครับผมเริ่มต้นบทความนี้จากการมองจักรวาล  สู่โลกในอดีตและปัจจุบัน   และแคบลงมาในระดับประเทศ  จนกระทั่งถึงหน่วยที่ย่อยที่สุดของสังคม  คือ  ครอบครัว  เนื่อง จากว่าผมเชื่อว่าสิ่งเหล่านี้ร้อยโยงเกี่ยวเนื่องเป็นเรื่องราวอันเดียวกัน และสิ่งที่จะช่วยให้โลกใบนี้ยังคงสดสวยได้คงต้องเริ่มกันจากผู้ใหญ่ของทุก ครอบครัวเข้าใจโดยเริ่มบอกแก่เด็กๆ  ที่บ้านถึงเรื่องราวเหล่านี้  และผมเชื่อเป็นอย่างยิ่งว่าการเริ่มทำเช่นนี้ไม่ใช่สิ่งที่ยากเย็นเลยหากเราช่วยกัน

เพราะถ้าเราลองนึกกันดูเล่นๆ ว่าในอีก 20 30 ปีข้างหน้าในยามที่คุณแก่ตัวลง   และในวันนั้นลูกๆ ของคุณเติบโตขึ้นมาเรายังจะมีน้ำทะเลใสๆ   ป่าสีเขียวสวย   อากาศดีๆ ไว้ให้หลานของเราที่จะเกิดขึ้นมาก็คงดี ใช่ไหมครับ?  เราจะได้พาหลานของเราไปเล่นน้ำทะเล  เล่นน้ำตก  ดูนก เหมือนกับที่เราเคยได้สัมผัสมาในวัยเด็ก  มันก็คงเป็นอีกช่วงชีวิตที่ดีก่อนที่เราจะลาโลกใบนี้ไป  ใช่ไหมครับ?

หากคุณลองแหงนหน้าขึ้นมองบนฟากฟ้าเบื้องบนยามค่ำคืน  เมื่อได้มีโอกาสออกไปเที่ยวพักผ่อนตามต่างจังหวัด  เราจะได้พบกับดวงดาวสุกสกาวเต็มฟากฟ้า  บางคราวถ้าโชคดีอาจจะได้เห็นทางช้างเผือกขาวพาดผ่านราวฟ้า  ชวนให้เกิดจินตนาการกว้างไกล  เกิดตายในช่วงชีวิตคนเราเป็นเวลาแค่พริบตาในปฏิทินกาลเวลาของจักรวาล  แต่เวลาแค่เพียงชั่วพริบตานั้นคุณเลือกที่จะทำสิ่งดีๆ ให้เกิดขึ้นกับลูกหลานและพื้นแผ่นดินเดียวกันที่เราอาศัยอยู่ที่ชื่อว่า  โลก .......

........ใช่ไหมครับ?

 * * *  * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * *

นี่คือ 1 ใน 27 เรื่อง 'ต้นฉบับ'  ของบทความทั้งหมดในแคมเปญ April Truth's Day
แคมเปญที่พูดความจริงเรื่องโลกร้อนกันในวันที่มีแต่คนพูดเรื่องหลอกลวง

นอกจากบทความชิ้นนี้แล้ว ยังมีเรื่องราวอีกมากมายที่ถูกเขียนอยู่ในเว็บไซต์กว่าร้อยแห่ง
และกิจกรรมอีกมากมาย ดูรายละเอียดได้ที่นี่เลย  http://www.lonelytrees.net/?p=984

 ** บทความทั้งหมดในแคมเปญอยู่ภายใต้สัญญาของ Creative Common เชิญเอาไป post ต่อกันตามสบายจ้า (แต่อย่าลืม mention เจ้าของเรื่องเค้าด้วยนะ) Wink

ประชาธิปไตยไม่มีม้วนเดียวจบ

อธิคม คุณาวุฒิ
Side Ways,
ไทยโพสต์ วันอาทิตย์ที่ 23 พฤศจิกายน 2551


               ระเบิดเอ็ม 79 ที่ยิงใส่ผู้ชุมนุมพันธมิตรฯ ถึง 2 ครั้งภายในระยะเวลาห่างกันเพียง 2 วันนั้น ลูกแรกทำหน้าที่เป่าลมให้นกหวีดของแกนนำพันธมิตรฯ เสียงดังฟังชัด ส่วนลูกที่สองตอกตะปูย้ำข้อเท็จจริงว่า ต่อแต่นี้ไปแนวทางสันติวิธีจะยิ่งถูกปฏิเสธและได้รับการหมิ่นหยามจากทุกฝ่าย พูดสำนวนนักโฟนอินก็คือ...อย่าอยู่อย่างสงบกันเลย’

               กลางสถานการณ์ที่กฎหมายไม่สามารถบังคับใช้ ผู้กุมอำนาจรัฐหมดสภาพไม่คู่ควรแก่การไว้เนื้อเชื่อใจ สิ่งที่ทุกคนพูดเหมือนกันคือยังไม่จบแค่นี้ คำถามจึงมีอยู่ว่า แล้วลูกต่อๆ ไปมันจะก่อให้เกิดอะไรตามมาในระดับสภาพจิตผู้คนในสังคม ลำพังแค่ 2 ลูกแรกก็น่าสะพรึงกลัวแล้ว มูลค่าเลือดเนื้อและชีวิตของคนที่จากพรากถูกตีราคาผ่านจุดยืนทางการเมืองและความหงุดหงิดเบื่อหน่ายกับสภาพยืดเยื้อเรื้อรัง ผู้เสียชีวิตกลายเป็นวีรชนในหมู่ผู้ชุมนุม แต่พ้นจากนั้น ลองไปถามคนที่สวมเสื้อสีต่าง ถามคนที่ยังไม่ยอมเลือกสี...น้ำหนักของความตายยังจะมีความหมายเท่าเทียมกันหรือไม่

               นี่คือเรื่องเศร้าที่สุดของพลเมืองสังกัดประเทศเดียวกัน

               ในระดับยุทธศาสตร์ ความหมายของคำว่า
อย่าอยู่อย่างสงบกันเลย’ กับคำว่า ‘ม้วนเดียวจบ’ นั้น แม้นจะถูกประดิษฐ์ให้มีหน้าตาแตกต่างสุดขั้วชั่วดีเพียงใดก็ตาม แต่ทั้ง ‘รายจ่าย’ ระหว่างทาง รวมถึง ‘เป้าหมาย’ ตอนจบ...มันมีอะไรแตกต่างกัน

               พูดอย่างห้วนที่สุดก็คือ ทั้งหมดนี้เป็นการดันผู้คนในสังกัดของตนออกไปห้ำหั่นฆ่าฟันคนสังกัดอื่น สร้างภาพโกลาหลมิคสัญญี เพื่อบีบให้ทหารถือปืนขับรถถังออกมา โดยแต่ละฝ่ายต่างก็หวังเหมือนกันว่าปลายกระบอกปืนจะหันไปฝั่งตรงข้ามตัวเอง

               เรื่องที่เกิดขึ้นในวันนี้และพรุ่งนี้ ไม่ว่ามันจะเป็นไปตามจินตนาการของคำว่า ‘ม้วนเดียวจบ’ หรือ
อย่าอยู่อย่างสงบกันเลย’ หรือไม่ก็ตาม สิ่งที่น่าประหลาดใจก็คือ ทุกฝ่ายรวมถึงกองทัพเองใช่ว่าจะไม่รู้...ต่อให้ทหารออกมา ปัญหามันก็ไม่ได้จบ แถมมีโอกาสลุกลามบานปลาย เลยเถิดไปจากกรอบจินตนาการที่ใครจะคิดจะประเมินต่อไปได้

               หันปืนไปทางรัฐบาล ไม่ใช่แค่มวลชนรากหญ้านับสิบล้านเท่านั้นจะลุกฮือ แต่ชนชั้นกลางและปัญญาชนฝ่ายก้าวหน้าที่รังเกียจการยึดอำนาจก็ย่อมไม่อยู่เฉย จะบ่ายหน้าหันปืนไปทางพันธมิตรฯ ก็รังแต่จะยั่วยุให้ผู้คนที่เคยเงียบลุกขึ้นมาต่อต้าน ปรากฏการณ์ที่เรียกๆ กันว่า ‘หลังทักษิณ’ หรือ ‘หลังพันธมิตรฯ’ ไม่ว่าจะถูกอธิบายด้วยศัพท์ทางวิชาการชนิดใดก็ตาม แต่โดยแรงเหวี่ยงของมันทั้งคู่ต่างก็มีลักษณะยืดเยื้อเรื้อรังพอๆ กัน

               ภายใต้ความหวังและความปรารถนาดีของคนที่ไม่อยากเห็นการเสียเลือดเสียเนื้อ คนที่อยู่กับสังคมไทยมานานจนพอที่จะรับรู้ว่า ‘เครื่องค้ำยัน’ แท้จริงที่ประคับประคองสังคมไทยมาโดยตลอดนั้นประกอบด้วยอะไรบ้าง จึงพยายามแล้วพยายามอีกที่จะทะนุถนอมเสาค้ำยันนั้น โดยหวังว่าเครื่องค้ำยันดังกล่าวจะแข็งแรงเพียงพอที่จะประคับประคองสังคมไทย ให้เดินผ่านวินาทีหน้าสิ่วหน้าขวานต่อไปได้เรื่อยๆ และหวังอีกว่าระหว่างทางของการเปลี่ยนผ่าน ควรให้มีการสูญเสียเลือดเนื้อและชีวิตน้อยที่สุด

                แน่นอน ความพยายามนี้ถูกตั้งคำถามจากอีกฝ่ายที่ไม่เชื่อด้วย

               สุดท้ายแล้ว แม้นจะไม่มีใครคาดเดาได้ว่าสิ่งที่กำลังเกิดขึ้นในวันนี้พรุ่งนี้จะรุนแรงแค่ไหน หรือจะดำเนินไปสู่จุดจบรูปแบบใด แต่สิ่งที่เราอาจจะพอพูดกันได้ก็คือ ในเมื่อแต่ละฝ่ายต่างก็มีคำอธิบายความเป็นประชาธิปไตยของตัวเองด้วยกันทั้งคู่ ขณะเดียวกันแต่ละฝ่ายต่างก็ทำหน้าที่ผลิตความเหนื่อยหน่ายให้เกิดแก่ผู้คนในสังคมระดับใกล้เคียงกัน เรื่องราวดังกล่าวย่อมนำไปสู่ข้อวินิจฉัยของสังคมว่า ทั้งหมดนี้มันอาจไม่ใช่การต่อสู้เรียกร้องเพื่อให้ได้มาซึ่งประชาธิปไตยแบบที่คนส่วนใหญ่ให้ฉันทานุมัติ แต่เป็นการประลองกำลังครั้งใหญ่ระหว่างกลุ่ม ระหว่างเส้าอำนาจในนาทีเปลี่ยนผ่าน

               นั่นก็หมายความว่า สงครามครั้งสุดท้ายที่ฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งพยายามจุดขึ้นนั้น ไม่ได้มีความหมายในตัวของมันเอง แต่ความหมายและภาระผูกพันจะเกิดขึ้นก็ต่อเมื่อ กรรมวิธีและกระบวนการในการหาข้อยุติที่จะเกิดขึ้นนั้น ไม่ได้รับการยอมรับจากผู้คนส่วนใหญ่ในสังคมต่างหาก ถัดจากนั้นแหละ แรงขับเคลื่อนที่แท้จริงจึงจะเกิดขึ้น

               สิ่งที่ควรเตรียมใจยอมรับกันเอาไว้ก็คือ ภายหลังจากนั้นไม่ว่าผลที่ออกมาจะยืดเยื้อเรื้อรัง ไม่เป็นที่ถูกอกถูกใจผู้คนทุกฝ่ายก็ตาม ยกตัวอย่างรูปธรรม เช่น เราอาจต้องจินตนาการไปถึงบรรยากาศในเกาหลีใต้ช่วงทศวรรษ 1980 ที่เกิดการชุมนุมต่อเนื่องเป็นปีๆ ไล่ยุคมาตั้งแต่ ปาร์ก จุงฮี..ชุน ดูฮวาน...จนถึงโร แตวู ฯลฯ กว่าที่เราจะหาข้อยุติได้ก็ต้องกินเวลาต่อเนื่องนับสิบปี

               ระหว่างนี้ภาษาของสงครามจะค่อยๆ เลือนหาย ประชาธิปไตยเป็นเรื่องที่ต้องต่อรองภายใต้โครงสร้างของกลุ่มเส้าอำนาจต่างๆ และต้องการระยะเวลายาวนานในการฟูมฟักให้คนพร้อมที่จะอยู่ร่วมในกติกาแบบเดียวกัน และพร้อมจะยื่นมือออกแรงหากเห็นอะไรเคลื่อนไปจากฉันทานุมติและข้อตกลง

               ในนาทีเปลี่ยนผ่านอาจใช้ภาษาสงครามได้ แต่ที่ผ่านมาก็ไม่เคยปรากฏว่าประชาธิปไตยจะมีทางลัด.

พื้นที่ข่าวที่เลือนหาย

อธิคม คุณาวุฒิ
Side Ways,
ไทยโพสต์ วันอาทิตย์ที่ 7 กันยายน 2551

               เคยมีคนทำสื่อ (เข้าใจว่าเป็นรุ่นน้อง) จากหนังสือพิมพ์รายวันภาษาอังกฤษท่านหนึ่ง เข้ามาพูดคุยแลกเปลี่ยนกับผมเมื่อราว 2-3 เดือนที่แล้ว คำถามหนึ่งที่เธออยากทราบคือ คิดเห็นอย่างไรที่เซ็กชั่นสารคดี ข่าวสังคม สิ่งแวดล้อม ศิลปวัฒนธรรม ในหนังสือพิมพ์รายวันหลายฉบับ เริ่มปรับเนื้อหาไปสู่สิ่งทีเรียกว่า...ไลฟ์สไตล์มากขึ้น หรือในความรู้สึกของคนทำอาจจะใช้คำว่า ‘เบา’ มากขึ้นเมื่อเปรียบเทียบกับของเดิมซึ่งเคยมีพื้นที่ให้กับประเด็นเชิงสังคมหนักๆ

               จำได้ว่าผมตอบคำถามนี้แบบไม่ค่อยทะนุถนอมน้ำใจกันสักเท่าไหร่ เพราะผมไปชวนคุยว่า ก่อนอื่นยอมรับกันไหมว่าสื่อสิ่งพิมพ์รายวันหรือรายใดๆ ก็ตามนั้นมันก็เป็นธุรกิจชนิดหนึ่ง ซึ่งต้องตอบสนองความต้องการของผู้อ่าน เพราะฉะนั้นเมื่อมีการประเมินกันว่าจำเป็นต้องมีการปรับทิศทางเนื้อหากันใหม่ ก่อนที่จะไปรบรากับฝ่ายการตลาด (ซึ่งเป็นคู่กรณีคลาสสิกของคนทำข่าวอยู่แล้วนั้น) เราควรทบทวนกันเองก่อนดีไหมว่า เหตุใดเราจึงไม่สามารถผลักประเด็นที่เชื่อกันว่าดีและมีประโยชน์นั้นไปสู่การยอมรับของผู้อ่าน เพราะถ้าหากผู้อ่านยอมรับและหวงแหนพื้นที่ดังกล่าว มีหรือที่ฝ่ายการตลาดหน้าไหนจะกล้าไปขัดใจ

               ครับ...คำตอบทำนองนี้คงไม่ถูกไปเสียทั้งหมด และโดยวัตถุประสงค์ผมเพียงแค่ต้องการเหนี่ยวรั้งเตือนสติคนร่วมอาชีพไม่ให้เกิดความรู้สึกพลุ่งพล่านเดือดดาลผู้อื่นโดยไม่จำเป็น แต่บังเอิญในช่วง 2-3 วันที่ผ่านมา น้องสาวบังเกิดเกล้าอีกรายหนึ่งซึ่งแอคทีฟกับความเคลื่อนไหวของสื่อเป็นพิเศษได้แจ้งข่าวให้ทราบว่า แนวโน้มที่พยายาม ‘ไลฟ์สไตล์’ และ ‘เบา’ นั้น มันชักจะระบาดลุกลามจนน่าเสียดาย

               ตามความเข้าใจของผม เซ็กชั่นสารคดี สังคม ศิลปวัฒนธรรม ที่ปรากฏอยู่ตามหนังสือพิมพ์หัวไม่สีนั้น โดยสถานะของมันก็คงใกล้เตียงกับ ‘โต๊ะบันเทิง’ ของหนังสือพิมพ์หัวสี เพียงแต่คนทำอาจมีความเชื่อว่า รสนิยมของชนชั้นผู้เสพหนังสือพิมพ์หัวไม่สีนั้น น่าจะต้องการอะไรมากไปกว่าข่าวบันเทิงหรือข่าวอักษรย่อชื่อดาราแบบที่หนังสือพิมพ์หัวสีนิยมเล่น...ซึ่งก็ไม่แน่ใจว่าถึงบัดนี้ความเชื่อดังกล่าวยังเป็นจริงอยู่หรือไม่

               อย่างไรก็ตาม ด้วยลักษณะพื้นที่ที่ค่อนข้างเปิดกว้าง ทั้งในแง่การนำเสนอประเด็นและการประดิษฐ์รูปแบบวิธีการเขียนซึ่งไม่ได้จำกัดอยู่เพียงรูปแบบการรายงานข่าว เซ็กชั่นทีเคยมีสถานะแบบโต๊ะบันเทิงนี้ จึงมักจะเป็นเป้าหมายความสนใจของคนทำสื่อรุ่นหนุ่มรุ่นสาว ในฐานะเวทีในการ ‘จุด’ และ ‘ปั้น’ ประเด็นของคนระดับหัวหน้าข่าว ซึ่งหลายต่อหลายครั้งประเด็นจากโต๊ะข่าวนี้ก็มักจะมีแง่มุมแปลกๆ มีการให้คำอธิบายบางประการที่ไปไกลกว่าข่าวรายวัน สำหรับคนระดับนักข่าวเอง มันก็เป็นพื้นที่ในการแสดงฝีมือการทำข่าวเชิงลึก การทำข่าวที่สามารถสอดแทรกแสดงทักษะฝีมือการเขียน รวมถึงเป็นพื้นที่ในการสร้างตัวตนในฐานะคอลัมนิสต์ให้กับคนรุ่นใหม่ๆ

               แน่นอนว่า ภายใต้การทำงานที่กระตือรือร้นของนักข่าวรุ่นหนุ่มรุ่นสาว หลายครั้งมันก็คงไปสร้างความเปรี้ยวมือเปรี้ยวเท้าทั้งต่อผู้คนทั้งภายในองค์กรและนอกองค์กร โทษฐานที่มักจะมีอะไรบางอย่างดู ‘อินโนเซนส์’ และ ‘กระดูกมวยอ่อน’ หลุดออกไปบ้าง แต่เราก็มักจะพบเช่นกันว่า หากสื่อมวลชนเจนเนอเรชั่นหนุ่มสาวเหล่านี้ ไม่หลงยึดติดกับ ‘ตัวตน’ และหมดเปลืองต้นทุนความเป็นมนุษย์ไปกับการสร้าง ‘ตำนาน’ ฉบับย่นย่อของตัวเองเสียก่อน สิ่งที่พวกเขาทำออกไปนั้น ก็มักจะมี ‘ความเชื่อมต่อ’ ไปถึงความคิดอ่านเชิงอุดมคติ ความรู้สึกผูกพันกับทุกข์สุขของบ้านเมือง การเลือกข้างคนเล็กคนน้อยด้อยโอกาส ฯลฯ ปรากฎผ่านชิ้นงานให้เห็นอยู่เสมอๆ

               แนวโน้มปรากฏการณ์ที่สื่อสิ่งพิมพ์เซ็กชั่นนี้ค่อยๆ เลื่อนไหลไปสู่เนื้อหาเบาๆ กลายเป็นรายงานไลฟ์สไตล์คนเมืองนี้ ทำให้ผมนึกไปถึงการล้มหายตายจากของหน้าข่าวสิ่งแวดล้อมซึ่งเคยคึกคักอย่างมากภายหลังปีการเสียชีวิตของสืบ นาคะเสถียร โต๊ะสิ่งแวดล้อมเป็นแหล่งรวมนักข่าวมือดี และมีประเด็นให้ผู้คนฮือฮาได้อย่างสม่ำเสมอ แต่หลังจากเกิดวิกฤติเศรษฐกิจในช่วงปี 2540 หน้าสิ่งแวดล้อมที่หนังสือพิมพ์ทุกฉบับต่างต้องมีนั้นก็ค่อยๆ ถูกยุบรวมละลายหายไปกับโต๊ะข่าวอื่นๆ จนไม่เหลือพื้นที่ข่าวเฉพาะของตัวเองอีกต่อไป

               จริงอยู่...สิ่งที่เคยเกิดขึ้นกับหน้าข่าวสิ่งแวดล้อมนั้น ย่อมมีเหตุปัจจัยหลายประการสะสมปะปนกัน แต่เราก็สามารถมองได้เช่นกันว่า เมื่อถึงนาทีหน้าสิ่วหน้าขวาน เมื่อถึงคราวต้องประคองตัวเองให้มีชีวิตรอดจากปัญหาเศรษฐกิจ สิ่งที่เราพร้อมจะ ‘ตัดออก’ เป็นลำดับต้นๆ ก็คือประเด็นข้อกังวลหรือคำถามกวนใจเรื่องสิ่งแวดล้อม...จากนั้นพอลืมตาอ้าปากได้ ค่อยมาทำท่าตื่นเต้นกับประเด็นโลกร้อนกันต่ออีกยก

               หากแนวโน้มความต้องการและความสนใจของผู้อ่านเป็นไปตามที่นักการตลาดประจำสื่อแต่ละสำนักบอกเอาไว้จริง...คนเมืองหรือผู้บริโภคสื่อสิ่งพิมพ์หัวไม่สีนั้น ต้องการเสพเรื่องใกล้ตัว ต้องการ ‘ไกด์’ ในการใช้ชีวิต ประเภทต้องมาสอนกันตามหน้าหนังสือพิมพ์ว่าทำงานอย่างไรให้เจ้านายรัก...ปฏิบัติธรรมช่วงวันหยุดอย่างไรจึงจะมีพละกำลังออกไปห้ำหั่นกับผู้คนต่อในวันทำงาน...ไลฟ์สไตล์เก๋ๆ ของบุตรหลานคนรวย...หรือถึงวันศุกร์ทีจะไปเมาที่ไหนถึงจะอาเจียนได้ลื่นคอ ฯลฯ

               ทั้งหมดนี้มิได้หมายความเพียงหยาบๆ แค่ว่าข่าวเหล่านี้เหลวไหลหรือไม่มีประโยชน์ แต่ประเด็นคือมันหา ‘ความเชื่อมต่อ’ ระหว่างชนชั้นผู้มีกำลังซื้อหนังสือพิมพ์หัวไม่สีกับชนชั้นอื่นในประเทศแทบไม่เจอ หรืออาจจะเจอแต่ต้องใช้ความพยายามอย่างสูงในการกราดสายตาไล่อ่านเรื่องแบบนี้ที่ซุกอยู่ในหน้าใดหน้าหนึ่งของหนังสือพิมพ์ปึกใหญ่ทุกเช้า

               ในฐานะที่พื้นที่เหล่านี้เคยเป็นเวทีสำหรับการขับเคลื่อนของภาคประชาชน เป็นพื้นที่รายงานให้เห็นความเคลื่อนไหวของภาคประชาสังคม (ไม่ว่าถึงวันนี้ความหมายของคำว่าภาคประชาชนหรือประชาสังคมจะเคลื่อนไปแค่ไหนก็ตาม)

               ถึงแม้นจะไม่ใช่สาเหตุโดยตรง แต่บางทีอาจเป็นเพราะพื้นที่ข่าวที่เลือนหายนี้เอง ที่ทำให้เราไม่เคยเข้าใจคนร่วมประเทศแบบ ณรงค์ศักดิ์ กรอบไธสง...หรือไม่มีคำอธิบายชัดๆ ว่าอารยะขัดขืนนั้นทำงานร่วมกับกระบวนการยุติธรรมได้อย่างไร…