| Shau_Leuw_Hiang's profile+ + + + + ShauPost :: หน...BlogListsNetwork | Help |
|
|
ระหว่างสัญญาณไฟแดงอธิคม คุณาวุฒิ ขมเป็นยา, ไทยโพสต์ วันอาทิตย์ที่ 7 ตุลาคม 2550 เส้นทางปกติที่ผมเดินทางจากบ้านมาสำนักงานนั้น จะต้องอาศัยถนนลาดพร้าวซึ่งขึ้นชื่อลือนามมาก ในฐานะเส้นทางที่สามารถทำให้ผู้คนป่วยไข้วิกลจริตได้ง่ายๆ หากคิดจะใช้ถนนสายนี้โดยบุ่มบ่ามตามใจไม่รู้จักวางแผนสับหลีกเวลาให้ถูกต้อง
ตามเส้นทางนี้ต้องผ่านสามแยกไฟแดงเล็กๆ แต่มีรถราปริมาณไม่น้อยต่อแถวรอคอยจังหวะไฟเขียวเพื่อเลี้ยวขวาเข้าซอย ซึ่งโดยตารางชีวิตปกติของผมต่อให้พยายามหลีกเลี่ยงชั่วโมงเร่งด่วนแล้วก็ตาม แต่วันร้ายคืนร้ายการต่อแถวในเลนขวาสุดเพื่อเตรียมเลี้ยวนั้นก็อาจต้องใช้เวลาในการฟังเพลงฆ่าเวลาร่วมๆ 3-5 เพลง กว่าจะได้รับอนุญาตให้เคลื่อนตัวผ่านไปได้
แรกๆ ผมก็พยายามปฏิบัติตามกติกาด้วยตบะสำรวม แต่ผ่านไปสักระยะก็ค่อยๆ ค้นพบข้อเท็จจริงว่า ทุกครั้งที่เห็นสัญญาณลูกศรไฟเขียวอนุญาตให้เลี้ยวขวาได้ จังหวะนั้นรถยนต์หลายต่อหลายคันที่เคยต่อแถวเป็นระเบียบในเลนขวาสุดก็จะรีบเบี่ยงออกเลนกลาง จากนั้นต่างคนก็ต่างกระทืบคันเร่งแข่งตะบึงไปข้างหน้าเพื่อเลี้ยวขวาให้ทันจังหวะไฟเขียวนั้นให้ได้ เนื่องจากในบรรดารถที่ต่อคิวอยู่เลนขวาสุดหลายคันก็ไม่ได้เลี้ยวขวาแต่รอจังหวะยูเทิร์น ซึ่งกรณีหลังก็ยิ่งทำให้การเคลื่อนตัวช้าหนักเข้าไปอีก
แน่นอนครับ เดิมทีผมก็มองพฤติกรรมนี้ด้วยท่าทีอิดหนาระอาใจในความเอาแต่ใจตัวเองของคนประเทศนี้ เพราะกติกาตามลูกศรบอกทิศทางที่เขียนอยู่บนพื้นถนนระบุว่า รถที่อยู่ทางช่องขวาสุดเท่านั้นจึงจะมีสิทธิเลี้ยวได้ ส่วนเลนกลางกับเลนซ้ายลูกศรเขาบอกให้ขับตรงได้เพียงอย่างเดียวเท่านั้น
เวลาเห็นรถคันไหนมีพฤติกรรมแบบที่ว่านี้ขับแซงซ้ายฉีกผ่านออกไป ผมเคยแสดงปฏิกิริยาบิดไหล่เอียงซ้ายส่งสายตาหมิ่นแคลนหยามหยันทะลุผ่านกระจกตั้งใจส่งคลื่นกระแสจิตไปอบรมด่าทอคนเหล่านี้อยู่หลายครั้ง ซึ่งก็อย่างว่า...นอกจากจะไม่ได้ผลแล้ว บ่อยครั้งผมยังพบว่าความหมายในสายตาเย็นชาของอีกฝ่ายที่ส่งผ่านสวนกลับมานั้น มันทำราวกับว่า...มีนกเอี้ยง 2-3 ตัวเกาะอยู่บนหลังบนไหล่ผมด้วยซ้ำไป
กลายเป็นเรื่องปกติไปแล้ว ที่พรมแดนระหว่าง ‘คนโง่’ กับ ‘คนรักษากติกา’ จะมีระยะห่างกันแค่นิดเดียว
อย่างที่บอกครับว่า ทั้งหมดนั้นเป็นเพียงพฤติกรรม ‘แรกเริ่มเดิมที’ ของผมต่อสถานการณ์แบบนี้ เพราะหลังๆ มาผมก็ชักจะไม่ไหวต้องเริ่ม ‘เอาบ้าง’ เหมือนกัน เห็นจังหวะไฟเขียวไกลๆ รถเลนซ้ายโล่งๆ ก็รีบฉีกออกมาจากแถวขวาสุดเพื่อไปให้ทัน
ทุกครั้งที่ทำแบบนี้ผมอดเวทนาตัวเองไม่ได้ หลายครั้งต้องปลอบใจตัวเองนึกขำๆ ไปถึงสติ๊กเกอร์ท้ายรถออดี้คันหรูของครูบาอาจารย์มหาวิทยาลัยท่านหนึ่ง ซึ่งแทนที่จะติดสติ๊กเกอร์มหาวิทยาลัยดังในต่างประเทศประเภท...คอร์เนล...เคมบริดจ์...เบิร์กลีย์...สแตนฟอร์ด แบบที่นักเรียนนอกขี้โอ่ชอบทำกัน แต่อาจารย์จิ๊กโก๋ท่านนี้กลีบติดสติ๊กเกอร์ ‘กูก็รีบ’ ไว้ท้ายรถ...อารมณ์เดียวกับแท็กซี่ลิโม่รักทักษิณยังไงยังงั้น
พูดให้ดูดีมีเหตุมีผล มันก็ไม่ใช่แค่เรื่อง ‘รีบร้อน’ หรือ ‘กลัวโง่’ หรอกครับ เพราะพฤติกรรมการตัดสินใจบนท้องถนนแบบนี้ ถ้ากระทำโดยระมัดระวัง ยึดถือความปลอดภัย และไม่เบียดเบียนเพื่อนร่วมทางจนเกินไปนัก อย่างน้อยมันก็ช่วยให้การจราจรบริเวณนั้นลื่นไหลขึ้น เผาผลาญเวลาและพลังงานน้อยลง เหมือนที่บางแยกก็อนุโลมให้เลี้ยวขวาได้ 2 ช่องทางเพื่อความคล่องตัว
ผมเข้าใจว่าตำรวจจราจรที่นั่งคุมสัญญาณไฟอยู่ในป้อมก็เข้าใจสภาพ เพราะไม่เคยเห็นท่านออกมาจับหรือเอาเรื่องเอาราวกับรถคันไหนที่ทำแบบนี้ ผ่านได้ก็ผ่านไป แต่ถ้าเคราะห์ร้ายคาดการณ์จังหวะผิดไปไม่ทันสัญญาณไฟเขียว ก็ควรเคารพเงื่อนไขว่าต้องขับตรงแล้วไปเสียเวลากลับรถเอาข้างหน้าสถานเดียวเท่านั้น ห้ามหน้าหนาหยุดรอขวางรถทางตรงดื้อๆ โดยเด็ดขาด
คำถามคือ หากวันดีคืนดีตำรวจผู้รักษากฎหมายท่านเกิดเปลี่ยนใจ เดินออกจากป้อมไปยืนดักรถที่เลี้ยวขวาจากเลนกลางเพื่อจับและปรับ กรณีแบบนี้เราจะหาคำอธิบายกันอย่างไร ใครกันแน่ที่สมควรถูกตำหนิมากที่สุด
ถ้ายึดตามกติกาที่ลูกศรบอกทิศทางบนท้องถนนเขียนเอาไว้...งานนี้ ‘คนใช้ถนน’ ผิดแน่ๆ
ถ้ายึดตาม ‘เหตุผล’ และ ‘ประสิทธิภาพ’ การใช้พื้นที่บนท้องถนน ก็คงต้องอะลุ้มอล่วยผู้ใช้ถนน แถมดีไม่ดีอาจมีรายการตั้งคำถามยั่วยุโทสะหมิ่นประมาทกันต่อว่าหากผู้รักษากติกาอยากได้ ‘ค่าเครื่องดื่มชูกำลัง’ ...บอกกันตรงๆ ก็ได้
หรือถ้าจะคุยกันถึงระดับ ‘การออกแบบ’ ระเบียบกติกา ก็ต้องไปตั้งคำถามเอากับผู้เขียนเครื่องหมายจราจรตรงจุดนั้นว่า อาศัยเหตุผลกลใดจึงออกแบบระเบียบกติกาไว้หละหลวม ขาดแคลนจินตนาการ และน่ากังขาเช่นนั้น
โชคดีที่นั่นเป็นเพียงคำถามที่ผมบังเอิญคิดขึ้นมาเล่นๆ ฆ่าเวลาระหว่างติดอยู่ในสัญญาณไฟแดง ซึ่งตัวละครทุกคนที่อยู่บริเวณนั้นก็คงมีเป้าหมายคล้ายๆ กันคือ...ก็แค่อยากเคลื่อนตัวไปข้างหน้าเสียที
เรื่องของเรื่องจึงยังไม่มีใครตัดพ้อตัวเองว่าเป็นโจร ยังไม่มีใครร้อนวิชาบ้าระเบียบ ยังไม่มีใครเล่นบทผู้พิทักษ์กติกาแต่ลึกๆ อยากตบเอาทรัพย์สินลาภยศ หาเศษหาเลย จิกๆ ทึ้งๆ ตามนิสัยไก่ในเข่ง...ในภาพสังคมระดับที่ใหญ่ขึ้นไปกว่านั้น. วีรบุรุษผู้เสพติดคาร์บอนอธิคม คุณาวุฒิ
ขมเป็นยา, ไทยโพสต์ วันอาทิตย์ที่ 14 ตุลาคม 2550 เท่าที่ผมสำรวจประเด็นขึ้นปกนิตยสารบนแผงในช่วงเดือนเมษายนที่ผ่านมา ซึ่งนิตยสารในเมืองไทยจำนวนมากต่างพร้อมใจกันพูดถึงประเด็น ‘โลกร้อน’ กันอย่างคึกคัก ก็ดูเหมือนจะมีนิตยสาร way ที่ผมทำอยู่นี่แหละครับ ที่ค่อนข้างทำตัวจู้จี้ แตกแถว และเปรี้ยวอวัยวะใช้เดินกว่าชาวบ้าน เพราะประเด็นที่เราเลือกที่จะหยิบมาพูดถึงท่ามกลางบรรยากาศที่ใครต่อใครต่างก็แสดงความรักโลกห่วงใยโลก (ซึ่งลึกๆ แล้วก็คือห่วงชีวิตตัวเองนั่นแหละ) ก็คือ ‘การตลาด’ และ ‘ผลกำไร’ จากภาวะโลกร้อน
เรื่องของเรื่อง เราไม่ได้สนุกกับการ ‘ปั่นมูลค่าตัวเอง’ ด้วยการทำตัวแปลกแตกแถว แต่บนข้อเท็จจริงที่ว่า นานวันเข้าเวทีประชุมว่าด้วยโลกร้อนที่ไล่เวียนจัดในแต่ละประเทศนั้น เริ่มจะแปรสภาพกลายเป็น ‘มหกรรมซื้อขายคาร์บอนเครดิต’ มากขึ้นเรื่อยๆ ผู้คนที่เดินทางไปประชุมแลกเปลี่ยนข้อมูลความรู้ไม่ได้มีแค่นักวิทยาศาสตร์ ผู้นำประเทศที่เกี่ยวข้องหรือนักอนุรักษ์เท่านั้น แต่สัดส่วนของบรรดาโบรกเกอร์ซื้อขายคาร์บอนเครดิตก็มีมากขึ้นเรื่อยๆ เช่นกัน จนนักสังเกตการณ์หลายต่อหลายคนเริ่มพูดกันว่า นี่มันไม่ใช่การประชุมว่าด้วยโลกร้อนแล้ว แต่เป็นตลาดนัดซื้อขายคาร์บอนชัดๆ
‘คาร์บอนเครดิต’ คืออะไร...อธิบายคร่าวๆ ก็คือมันเป็นเครื่องมือที่เกิดขึ้นต่อเนื่องมาจากพิธีสารเกียวโต เมื่อประชาคมโลกไม่สามารถบังคับให้กลุ่มประเทศอุตสาหกรรมลดปริมาณการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ (องค์ประกอบหลักของกลุ่มก๊าซเรือนกระจก) สู่ชั้นบรรยากาศได้ เนื่องจากไปตันกับเหตุผลคลาสสิกที่ว่ามันจะส่งผลกระทบต่อเนื่องไปถึงตัวเลขเศรษฐกิจโดยรวม หนทางบรรเทาปัญหาเท่าที่สติปัญญามนุษย์จะนึกออกก็คือ ถ้าอย่างนั้นประเทศอุตสาหกรรมใดจำเป็นต้องปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์เกินเพดานมาตรฐานต่อไปก็อนุญาตให้ทำได้ แต่ส่วนต่างของปริมาณก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ที่ปล่อยออกมาเกินมาตรฐานนั้น จะต้องถูกนำไปเป็นเครดิตสนับสนุนการผลิตพลังงานสะอาด พลังงานที่ไม่ก่อให้เกิดมลพิษจากประเทศอื่น...ซึ่งจะเป็นประเทศใดในโลกก็ได้
พูดง่ายๆ ก็คือ อยากใช้พลังงานเท่าไหร่ก็ใช้ไป ตราบเท่าที่มีสติปัญญาบริหารส่วนต่างของปริมาณก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ที่ปล่อยออกมาเกินมาตรฐาน ซึ่งโดยตรรกะนี้จะเห็นว่าภาพรวมของปริมาณก๊าซเรือนกระจกที่โลกปล่อยออกมาก็ไม่ได้ลดอะไร
ชีวิตจริงของพระเอกหนัง An Inconvenient Truth ซึ่งที่บ้านใช้ไฟเปลืองกว่าคนทั่วไปที่อาศัยในละแวกเดียวกันเป็นสิบๆ เท่า ก็ใช้เหตุผลข้อนี้เองในการอธิบายว่า ความชอบธรรมในการใช้ไฟฟ้าเยอะๆ ของคุณอัล กอร์นั้น...มาจากไหน
นี่คือยังไม่ต้องพูดถึงบรรดา ‘ธุรกิจผสมโรง’ ประเภทรักษ์โลกจนน้ำลายไหล ทั้งบริษัทรับจ้างปลูกป่าที่ได้กำไรมหาศาลจากอาการ ‘ตกใจ’ นี้ ทั้งธุรกิจผลิตพลังงานทดแทนซึ่งห้อยโหนกระแสนี้ ด้วยการลงทุนปลูกอ้อยปลูกมันในประเทศด้อยพัฒนากินพื้นที่กว้างขวางเป็นรัฐๆ แต่ดูแลคุณภาพชีวิตลูกจ้างในไร่ด้วยมาตรฐานต่ำทรามพอๆ กับสัตว์
อย่างไรก็ตาม ทั้งหมดนี้ไม่ได้หมายความว่าผมจะเกิดความรู้สึกหงุดหงิด อาฆาตมาดร้าย หรือนึกอยากจะลุกขึ้นมาประท้วงสถาบันโนเบลที่ไปมอบรางวัลสาขาสันติภาพให้คุณอัล กอร์ ในฐานะบุคคลที่ช่วยรณรงค์ให้ชาวโลกตระหนักถึงภาวะโลกร้อน หรือต่อให้รู้สึกอย่างนั้นจริง ก็คงไม่เกิดประโยชน์มรรคผลพอที่จะสร้างแรงกระทบกระเทือนไปถึงใครได้ (น่าสังเกตว่าด้วยความที่รางวัลสาขานี้กินความกว้างขวางและมักเกี่ยวพันไปถึงการเมืองระหว่างประเทศ โนเบลสาขาสันติภาพจึงมักตกเป็นเป้าวิพากษ์วิจารณ์อยู่เสมอ...เรียกว่าอาการพอๆ กับรางวัลซีไรต์บ้านเราเลยทีเดียว)
โดยรสนิยมส่วนตัว ผมอาจจะไม่ค่อยไว้ใจบุคคลที่มีพฤติกรรมนิยมใช้ความชั่วของคนอื่นมาสร้างแต้มต่อให้ตัวเอง มีโอกาสก็ทิ่มตำกันด้วยจังหวะเหลี่ยมคูทางการเมือง คนประเภทที่ ‘กล้าแสดงออก’ พยายามทำให้คนอื่นมองเห็นภาพตนเองทำงานหนักและรักครอบครัว แบบที่คุณอัล กอร์ แกแสดงท่าครุ่นคิดอยู่หน้าโน้ตบุ๊คตลอดเวลาในภาพยนตร์สารคดีเรื่องนี้ (แม้ว่ามันจะเป็น ‘หนัง’ ก็ตาม) แต่ทั้งหมดนี้ก็ต้องถือเป็นเรื่องจุกจิกหยุมหยิมมาก เมื่อเทียบกับภารกิจและความทุ่มเทเอาจริงเอาจังของแก
แม้กระทั่ง คำโต้แย้ง 9 ข้อที่ศาลอังกฤษยกขึ้นมาเป็นคำแนะนำก่อนที่จะฉายหนังเรื่องนี้ให้เด็กๆ ดู...ทั้งข้อพิสูจน์ที่ว่าโลกร้อนเป็นสาเหตุของเฮอร์ริเคน แคทรีนาจริงหรือไม่...หมีขั้วโลกจมน้ำตายเพราะน้ำแข็งขั้วโลกละลายหรือเพราะพายุกันแน่ ฯลฯ ...ข้อโต้แย้งเหล่านี้น่าจะถือเป็นเรื่องปกติธรรมดามากของบรรยากาศความรู้สมัยใหม่ ซึ่งควรเคลื่อนย้ายได้และพิสูจน์ใหม่ได้
อย่างที่พูดๆ กันครับ ถ้าเรารื้อรายละเอียดด้านมืดด้านสว่างของมนุษย์ออกมาแบทุกแง่ทุกมุม...มันก็จะไม่เหลือใครคู่ควรแก่การยกย่องเป็นวีรบุรุษอีกต่อไป เพราะแต่ละคนล้วนมีริ้วรอยบาดแผลกันทั้งนั้น
ปัญหาก็คือ แล้วอะไรควรปล่อยวาง อะไรควรซีเรียส
เอาเฉพาะกรณีโลกร้อน หากอานิสงส์ที่คุณกอร์เดินสายจุดประเด็นจะเกิดมรรคผลในทางปฏิบัติจริง ไม่ใช่แค่อาการรักษ์โลกแบบกิ๊บก๊าบ ก็ต้องยอมรับก่อนว่าลำพังวิธีศรีธนญชัยแบบที่ใช้ๆ กันนั้นมันไม่มีทางแก้ปัญหาได้ ระบบเศรษฐกิจของโลกที่หมุนด้วยน้ำมันนั้นทำลายตัวมันเองอยู่แล้ว ดูแค่ตัวเลขจีดีพีของจีนที่พุ่งโด่ง คู่กับตัวเลขปริมาณการปล่อยก๊าซเรือนกระจกของจีนที่ตีคู่ทำท่าจะแซงหน้าสหรัฐ...คนที่ยังเหลือสติสัมปชัญญะก็คงเชื่อมโยงได้ว่ามันเกิดอะไรขึ้น
คนที่กล้าบอกและกล้าสาธิตด้วยการกระโดดลงจากสายพานระบบนี้เป็นคนแรก...นั่นต่างหากที่คู่ควรเป็นวีรบุรุษ.
เนื่องจากยังไม่มีเวลาพิมพ์ Side Way ตอนใหม่
เอาขมเป็นยาตอนเก่าๆ ที่พิมพ์เสร็จแล้วไปอ่านก่อนละกันนะคะ :) อุปสงค์-อุปทานของความฉิบหายอธิคม คุณาวุฒิ
ขมเป็นยา, ไทยโพสต์ วันอาทิตย์ที่ 28 ตุลาคม 2550 ขณะไล่กดรีโมตเปิดข่าวภาคเที่ยงดูพร้อมๆ กับจัดการอาหารมื้อกลางวัน บางเวลาผมรู้สึกขำปนกระอักกระอ่วนใจ ไม่ใช่เพราะได้ยินหรือเห็นภาพข่าวที่ประเภทดูแล้วชวนให้กลืนข้าวไม่ลง แต่เท่าที่ผมสังเกตวิธีการให้เวลากับพื้นที่ข่าวต่างประเทศในช่วงข่าวแถวๆ นี้ นอกจากจะมีเวลาอย่างจำกัดจำเขี่ยพูดได้อย่างมากแค่เรื่องสองเรื่องแล้ว วิธีเลือกข่าวเอามาเล่าให้ผู้บริโภคเสพต่อนั้นส่วนใหญ่ก็มักจะเน้นข่าวต่างประเทศที่เป็นลักษณะข่าวสีสัน หรือข่าวขำๆ แปลกๆ กันเป็นหลัก ซึ่งก็นั่นแหละข่าวบางชิ้นฟังแล้วก็ขำดี ขำจนรู้สึกกระอักกระอ่วนใจปนสงสัยว่า...ท่าทางผู้ผลิตรายการเขาจะ ‘เดาทาง’ รสนิยมคนดูว่า คงชอบเรื่องทำนองนี้แหละจึงต้องพยายามตอบสนองรสนิยมกันไป ถ้าจะหาเหตุผลมาอธิบายว่า ทิศทางของการนำเสนอข่าวในโลกยุคใหม่มันก็ต้องเล่นกันแบบนี้ คือทำให้ข่าวเป็นเรื่องสนุก เป็นมหรสพชนิดหนึ่ง หรือเป็นสีสันความเคลื่อนไหวที่ใครๆ ก็เข้าถึงได้...มันคงมีส่วนถูกอยู่บ้าง แต่ถึงอย่างนั้นก็ตาม ผมเข้าใจว่าขนบของการเสนอข่าวประเภทนี้ไม่ได้เพิ่งเกิดเมื่อไม่กี่ปี แต่สามารถสืบย้อนหลังกลับไปได้เป็น 20-30 ปี ผมยังจำได้ถึงทุกวันนี้ว่าราวๆ 20 กว่าปีก่อนขณะที่อิรักกำลังลุยอิหร่าน...ขณะที่เลบานอนกำลังลุกเป็นไฟ ทีวีบ้านเรายังเสนอประเด็นข่าวต่างประเทศประเภท..รายงานข่าวผลการสำรวจวิจัยในต่างประเทศว่า...คนส่วนใหญ่ในโลกนี้นิยมใช้วิธีไหนในการใส่ม้วนกระดาษชำระในห้องน้ำ คือเอาด้านที่ถูกฉีกไว้ด้านหน้าหรือเอาด้านหลัง...ซึ่งดูๆ แล้วก็ขำดี ขำในแง่ที่ว่า...สงสัยโปรดิวเซอร์ข่าวเขาคงเดาว่าพวกเราชอบแบบนี้...อยากรู้เรื่องแบบนี้ พูดอย่างยุติธรรมแล้ว วิธีคิดแบบนี้ก็คงไม่ได้เกิดขึ้นเฉพาะในประเทศเรา แต่มันเป็นกันทั้งโลก โดยเฉพาะถ้ามองไปถึง ‘ต้นแบบ’ หรือหัวหอกของประเทศโลกเสรี ที่ดัดจริตสะดีดสะดิ้งกับประเด็นสิทธิเสรีภาพของสื่อมากๆ อย่างอังกฤษและอเมริกา มหาวิทยาลัยโซโนมา สเตท ของสหรัฐ ซึ่งทำโครงการวิจัยด้านสื่อสารมวลชน เกี่ยวกับบทบาทของสื่อมวลชนอิสระในประเทศประชาธิปไตย ในการต่อสู้กับการปิดกั้นข่าวสารรวมถึงการเซ็นเซอร์ตัวเอง ที่เรียกกันว่า Project Censored โดยมีนักวิชาการ นักหนังสือพิมพ์ บรรณารักษ์ และผู้บริโภคข่าวทั่วโลก ร่วมมือกับเหล่าอาจารย์ นักศึกษา อาสาสมัครในมหาวิทยาลัยโซโนมา สเตท ทำโครงการนี้ต่อเนื่องมาหลายปี ปีนี้ นอกจาก Project Censored จะทำหน้าที่จัดอันดับ ‘ข่าวใหญ่ที่ไม่เป็นข่าว’ ตามธรรมเนียมปฏิบัติทุกๆ ปีแล้ว ยังจัดอันดับ ‘ข่าวขยะ’ ที่ได้รับการนำเสนอตามสื่อกระแสหลักอย่างใหญ่โตเป็นเรื่องเป็นราว ทั้งที่เนื้อหาของข่าวนั้นเหลวไหลไม่เป็นประโยชน์ต่อสติปัญญาและอารมณ์ต่อมนุษย์แต่อย่างใด หนำซ้ำยังไปเบียดบังพื้นที่ข่าวอื่นๆ ให้หดหายตกหล่นไปดื้อๆ ในบรรดา 10 อันดับข่าวเหลวไหลไม่เป็นโล้เป็นพายแต่ได้รับความสนใจจากทั้งคนทำสื่อรวมถึงคนเสพสื่อในอังกฤษและอเมริกา ได้แก่ หนึ่ง พฤติกรรมไร้สติของบริทนีย์ สเปียร์ส สอง แอนนา นิโคล สมิธ นางแบบเพลย์บอย มีลูกสาว ซึ่งเป็นประเด็นที่ผู้คนในสังคมบริโภคการนินทาสาระแนเป็นอาหารว่างสนใจก็คือ...ใครเป็นพ่อเด็ก สาม แบรด พิตต์ และแองเจลินา โจลี ลูกบุญธรรมและมีลูกกันเอง สี่ แพะคดีฆาตกรรมโจน เบเนต ห้า โอ. เจ. ซิมป์สัน กับหนังสือเล่มใหม่ หก การโต้ฝีปากระหว่าง ซี โอดอนเนลล์ พิธีกรและนักแสดงตลก กับ โดนัลด์ ทรัมพ์ เจ็ด มิสยูเอสเอ บ้าปาร์ตี้ แปด พอล แม็คคาร์ทนีย์ หย่าร้าง เก้า นักบินอวกาศสหรัฐใส่ผ้าอ้อมขณะทำร้ายศัตรูหัวใจ สิบ มาดอนนารับลูกบุญธรรมคนใหม่ สิ่งที่ควรทำความเข้าใจกันก่อนก็คือ การพูดถึงความเหลวไหลของข่าวขยะเหล่านี้ไม่ใช่แค่การโอ้อวดว่าใครโง่ใครฉลาดกว่ากัน และยิ่งไม่ใช่การข่มทับว่าใครมีรสนิยมในการเสพข่าวสูงส่งใครต่ำต้อย แต่ในขณะที่สายตาชาวอเมริกันโฟกัสไปที่ ‘เจ้าหญิงแห่งเพลงป็อป’ ผู้กำลังสติแตกขณะมีลูกอ่อน ข้อเท็จจริงในสังคมอเมริกันที่ไม่ค่อยมีใครอยากเอามาคิดเป็นจริงเป็นจังก็คือในเวลาเดียวกันนั้น ประเทศอเมริกามีคนจนคุณภาพชีวิตระดับต่ำทรามกว่า 16 ล้านคน 1 ใน 3 ของคนจนเหล่านั้นมีอายุต่ำกว่า 17 และ 2 ใน 3 เป็นผู้หญิงที่กำลังเลี้ยงลูกตามลำพัง ข้อเท็จจริงจากการสำมะโนประชากรนี้ชี้ให้เห็นว่า เจ้าหญิงแห่งเพลงป็อปมิใช่ผู้ที่โดดเดี่ยวโศกเศร้าเท่าที่คิด กับกรณีข่าวเหลวไหลประเด็นอื่นๆ ก็ไม่ต่างกัน เช่น ขณะที่สื่อให้ความสำคัญกับการตีฝีปากระหว่างมหาเศรษฐีโดนัลด์ ทรัมพ์ กับพิธีกรตลกปากร้าย ว่าใครเอาชื่อเสียงและความร่ำรวยทำประโยชน์ต่อชาวโลกมากกว่ากัน พื้นที่ข่าวนี้ก็ไปเบียดงานวิจัยของสถาบันโลกเพื่อการวิจัยและพัฒนาทางเศรษฐกิจของสหประชาชาติ ซึ่งระบุว่าสินทรัพย์กว่าครึ่งหนึ่งในโลกเป็นของประชากรที่ร่ำรวยจำนวน 2 เปอร์เซ็นต์เมื่อเทียบกับประชากรทั้งโลก ขณะที่ทรัพย์สินของประชากรจำนวนครึ่งหนึ่งในโลกมีมูลค่าเพียง 1 เปอร์เซ็นต์ของสินทรัพย์ทั้งหมดในโลก รายงานนี้ถือเป็นการวิจัยความมั่งคั่งส่วนบุคคลของประชากรโลกที่ครอบคลุมที่สุดเท่าที่เคยทำกันมา หรือขณะที่สังคมอเมริกันกำลังสนใจว่าใครเป็นแพะ ใครเป็นฆาตกรลอยนวล ทหารสัญชาติเดียวกับพวกเขาก็คงปืนไล่ยิงคนที่อิรักเป็นศพไปนับสิบๆ โดยที่โลกไม่ทันสังเกต..เหล่านี้เป็นต้น ทั้งหมดนี้ชี้ให้เห็นว่า ความเป็น ‘มืออาชีพ’ ในการผลิตข่าวสารสร้างตัวละครเพื่อสนองตอบอุปทานรสนิยม และกำลังซื้อของผู้บริโภค...อาจเป็นเหตุผลที่ฟังดูสอดคล้องกับโลกในความเป็นจริงดีทีเดียว...เพราะมันเป็นโลกแห่งความเป็นจริงที่กำลังเดินไปสู่ความฉิบหาย เป็นโลกที่ไม่มีใครต้องการใส่ใจใครอย่างจริงจัง.
เทวพาณิชย์ซินโดรมอธิคม คุณาวุฒิ
ขมเป็นยา, ไทยโพสต์ วันอาทิตย์ที่ 22 เมษายน 2550 พรรคพวกจอมประชดรายหนึ่งผู้ซึ่งประกาศตัวตนว่ามีชาลี แชปลิน เป็นศาสดา แวะเวียนเข้าเยี่ยมผมที่สำนักงานเมื่อปลายสัปดาห์ นอกเหนือจากสีหน้าแววตาเก็บงำความขี้เล่นตลกร้ายอันเป็นเอกลักษณ์ประจำตัวแล้ว เจอกันคราวนี้เพื่อนยังทำตัวกลมกลืนกับยุคสมัยด้วยการแขวนวัตถุสีดำทรงกลมเส้นผ่านศูนย์กลางใหญ่กว่าเหรียญพระเครื่องทั่วไปราว 3-4 เท่า ใส่กรอบสแตนเลสมาตรฐานดูดีมีชาติตระกูลพร้อมเชือกห้อยสีดำเส้นใหญ่ตัดกับเสื้อยืดโปโลสีแดงสะดุดตา
เจอกันข้างถนนแบบคนไม่รู้จักกัน เขาก็คงเหมือนชายไทยวัย 40 เศษๆ ทั่วไปที่กำลังเห่อจตุคามรามเทพ แต่ก็อย่างที่แนะนำไว้ตั้งแต่ต้น คุณสมบัติของพรรคพวกผมรายนี้ไม่ใช่ธรรมดา ยิ่งเห็นท่าทางที่ดูเหมือนจะพยายามโชว์สิ่งที่แขวนอยู่ที่คออย่างมีเจตนา ผมจึงต้องสนองตอบด้วยการขออนุญาตทัศนาและลูบคลำสิ่งที่อยู่บนคอเพื่อนโดยใกล้ชิด… เพื่อพิสูจน์ข้อสงสัยในใจบางประการ
…แล้วมันก็เป็นจริงอย่างที่ผมสงสัย ภายหลังเสียงหัวเราะชื่นชมในความพยายาม ขณะที่เจ้าตัวเองก็ดูเหมือนจะเก็บงำสีหน้าความภาคภูมิใจไว้ไม่ค่อยอยู่ คำถามกึ่งความเห็นเดียวที่ผมนึกออกแล้วพูดกับเขาไปก็คือ – ‘นี่คุณ…ลงทุนเล่นขนาดนี้เลยรึ’
ใช่ครับ วัตถุทรงกลมสีดำที่ห้อยคอเพื่อนอยู่นั้น ไม่ใช่อะไรอื่นแต่เป็นขนมคุกกี้ยี่ห้อโอรีโอ ซึ่งคนชอบพูดเล่นกันว่าสัณฐานหน้าตาคุกกี้ยี่ห้อนี้คล้ายจตุคามฯ บางรุ่น แต่พรรคพวกผมเอาจริง แถมดูก็รู้ว่าพิถีพิถันจริงจังขนาดไหน…นับตั้งแต่การเลือกชิ้นที่รอยพิมพ์ปั๊มลวดลายและโลโก้สมบูรณ์คมชัด ลงทุนเอาทองคำเปลวมาแปะแล้วขโมยยืมบรัชออนอุปกรณ์แต่งหน้าของภรรยามาเป็นเครื่องมือช่วยในการลงลักปิดทองเพิ่มความขลังด้วยความประณีต แถมใส่กรอบอย่างสวยงามอีกต่างหาก
แน่นอนว่า ตามมาตรฐานสังคมที่ถูกเป่ากระหม่อมสอนให้เชื่อง ไม่เชื่อก็อย่าลบหลู่นั้น นี่ถือเป็นเรื่องจาบจ้วงพิเรนทร์**เกินจะรับได้ ซึ่งก็ดูเหมือนเพื่อนรายนี้จะรู้ดี เขาไม่ได้เดินดุ่ยๆ ถือคุกกี้ไปให้ช่างวัดขนาดอัดกรอบ เพราะรู้ว่าขืนทำอย่างนั้นตัวเขาอาจเป็นฝ่ายถูกอัดจนกรอบเสียเอง ขณะเดียวกันผลงานเอกอุชิ้นนี้ก็ไม่สามารถเที่ยวไปใส่เดินโชว์ได้ตามใจชอบ เพราะมีความเชื่อโดยไม่จำเป็นต้องพิสูจน์ว่า มันน่าจะมีสรรพคุณดึงดูดอวัยวะใช้เดินของนักเลงได้เป็นอย่างดี
เขายืนยันความมีสติสัมปชัญญะว่า ของแบบนี้เอาไว้ใส่ให้เพื่อนดูเท่านั้น ขืนใส่เดินโชว์สุมสี่สุ่มห้า ‘พวกบ้าๆ’ คงได้รุมกระทืบตายกันไปข้าง
ผมฟังคำว่า ‘พวกบ้าๆ’ แล้วก็ไม่แน่ใจว่าควรรู้สึกขำหรือรู้สึกเศร้า…เพราะในสายตาคนส่วนใหญ่ในสังคมนี้ คำว่า ‘พวกบ้าๆ’ ก็คงกลับข้างชี้เป้ามาที่คนพิเรนทร์แบบเพื่อนผมค่อนข้างแน่ ซึ่งโทษฑัณฑ์ของการแสดงจุดยืนและทัศนะทางสังคมเช่นนี้ ก็คงหนักหนาสาหัสไม่แพ้ผลลัพธ์การแสดงจุดยืนทางการเมืองของใครต่อใครในช่วง 7-8 เดือนที่ผ่านมา… มันก็จริงอยู่…สังคมที่ดีควรเปิดพื้นที่ให้กับผู้คนที่มีจุดยืน ทัศนะ ความคิดความเชื่อเกี่ยวกับการมีชีวิตตามวิถีทางอันหลากหลาย เช่นเดียวกับการเปิดพื้นที่ให้ผู้คนที่มีจุดยืนทางการเมืองที่แตกต่างกันสามารถอยู่ร่วมกันได้ ซึ่งคำกล่าวเช่นนี้ก็เป็นไปในลักษณะที่…พูดอีกก็ถูกอีก
แต่ไม่ว่าบรรยากาศทางการเมืองจะเป็นไปในรูปแบบใด ระหว่างบรรยากาศที่เรียกว่า ‘สุนัขไม่รับประทาน’ …เป็นไปในแบบ ‘หมากัดกันยังหน่าย’ …หรือยกก๊วนแบ่งข้างตีกันจนถึงขั้น ‘นองเลือด’ แบบที่อาจารย์ประเวศ วะสีกล่าวเตือนไว้ก็ตาม ภายใต้ข้อเท็จจริงที่ค่อยๆ คลี่ให้เห็นสัณฐานหน้าตาที่แท้จริงของสังคม จนกระทั่งเราได้พิสูจน์ทราบทั้งทางตรงและทางอ้อมครั้งแล้วครั้งเล่าว่า สิ่งที่เรียกว่า ‘การเมือง’ ของประเทศนี้นั้น มันแทบไม่เกี่ยวข้องอะไรกับคนข้างล่างแบบเราๆ ท่านๆ สักเท่าไหร่ หรือต่อให้บรรดา ‘นักอุดมคติ’ ทั้งหลาย พยายามปักธงประกาศจุดยืนใช้ต้นทุนทางประวัติศาสตร์แทบจะหมดหน้าตัก เพื่อ ‘ซื้อ’ พื้นที่การเมืองภาคประชานกลับมาก็แล้วแต่
อย่างไรก็ตาม เมื่ออุดมคติที่ว่านั้นวิ่งไปชนกับข้อเท็จจริง เผชิญหน้ากับความโลภ ความมักง่าย ความอยากมีอยากได้ด้วยกรรมวิธีแบมืออ้อนวอนร้องขอ ซึ่งเมื่อประสิทธิภาพของระบอบการเมืองตอบสนองสิ่งเหล่านี้ให้ไม่ได้ มันก็แสดงผลข้างเคียงออกเป็นลัทธิ ‘เทวพาณิชย์ซินโดรม’ ชวนให้เศร้าใจอย่างที่เห็นๆ กัน การปักธงแสดงจุดยืนทางการเมืองจึงหมิ่นเหม่คาบเกี่ยวระหว่างสิ่งที่เรียกว่าอุดมคติกับการสร้างมายาคติหลอกตัวเอง ซ้ำร้ายระหว่างทางของการประกาศจุดยืนทางการเมือง เพื่อปกป้องผู้คนที่ป่วยไข้ด้วยโรคเทวพาณิชย์ซินโดรมทั้งหลาย ก็กลายเป็นว่าบรรดานักปักธงทางการเมืองต้องหันมาห้ำหั่นเอาชนะคะคานกับพี่น้องเพื่อนฝูงที่เคยรักกันชอบกัน
ไม่ได้พูดแบบคนปลดปลงหรือทดท้อ แต่พอเห็นลักษณะของคนส่วนใหญ่ผ่านพฤติกรรมอาการซินโดรมล่าสุดนี้ ผมเข้าใจว่าบรรดาคนส่วนน้อยของสังคมนี้คงรู้สึกหมดเรี่ยวหมดแรง หาเหตุผลอธิบายกับตัวเองไม่ได้ว่าทำไมจึงต้องไปออกเรี่ยวออกแรงกับประเด็นทางการเมืองซึ่งหลายเรื่องก็ก้ำกึ่งกับการหลอกตัวเอง
เบื่อๆ เข้าอย่างมากก็เอาเทพโอรีโอมาแขวนคอ ยั่วยุอารมณ์พวกลัทธิไม่เชื่ออย่าลบหลู่ยังได้รสชาติกว่า.
** พจนานุกรมฉบับมติชน เขียนพิเรน พจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตฯ ปี 2525 (ฉบับ electronic) ไม่มีคำนี้ สังคมเกียร์ว่างอธิคม คุณาวุฒิ
ขมเป็นยา, ไทยโพสต์ วันอาทิตย์ที่ 7 มกราคม 2550 คงไม่เฉพาะแต่ข้าราชการบางคนในสำนักงานตำรวจแห่งชาติเท่านั้น ที่แสดงปฏิกิริยาต่อความโกลาหลระส่ำระสายในบ้านเมืองด้วยท่าทีแบบ ‘ปลดเกียร์ว่าง’ แถมดีไม่ดีอาจมีรายการปล่อยมือจากพวงมาลัยโชว์ให้เห็นอีกต่างหาก…
แต่หากฟังทัศนะของผู้กุมอำนาจในบ้านเมืองอย่างพลเอกสุรยุทธ์ จุลานนท์ ซึ่งยอมรับกันซื่อๆ ว่า ภัยคุกคามรูปแบบใหม่นี้คงกินเวลาไปอีกประมาณ 2 เดือน ผู้คนที่ได้รับฟังต่างก็คงต้อง ‘ทำใจ’ และ ‘ใส่เกียร์ว่าง’ ให้ตัวเองไปพลางๆ เพราะถ้าถึงขนาดผู้กุมอำนาจเบ็ดเสร็จในบ้านนี้เมืองนี้ยังเอ่ยปากยอมรับว่าบรรยากาศแห่งความหวาดกลัวจะยังครอบงำสังคมไปอีกพักใหญ่ ประชาชนแบบเราๆ ท่านๆ ซึ่งควรสำนึกสำเหนียกเป็นบทเรียนกันมาตั้งแต่ 3-4 เดือนก่อนแล้วว่า เกมอำนาจที่กำลังดำเนินอยู่ ณ เวลานี้ ไม่ได้มีอะไรเกี่ยวข้องกับเราสักเท่าไหร่ ก็คงกระทำการอื่นใดไม่ได้มากไปกว่าปลดเกียร์ว่างอยู่นิ่งๆ หรือถ้าเครียดนักก็มีช่องทางให้แสดงออกเล็กๆ น้อยๆ ด้วยการตอบแบบสอบถามเช็กคะแนนนิยมของสำนักวิจัยเอแบคโพลล์บ้าง สวนดุสิตโพลล์บ้าง สลับกับการอ่านคำทำนายของหมอดูดวงเมืองไปพลางๆ อย่างน้อยก็เป็นเครื่องช่วยปลอบใจว่า เราไม่ได้เผชิญกับชะตากรรมเลวร้ายโดยลำพัง แต่อันที่จริง ถ้าสังเกตกันดีๆ เราอาจพบว่าสังคมไทยใส่เกียร์ว่างให้ตัวเองมาพักใหญ่แล้ว…พูดง่ายๆ ทำมาก่อนคุณโกวิท คุณอชิรวิทย์ ด้วยซ้ำไป ตลอดระยะเวลาหลายเดือน ถ้าไม่นับเสียงคนเล็กคนน้อยที่ออกมาเจี๊ยวจ๊าวคัดค้านการยึดอำนาจโดยที่ไม่ค่อยมีใครอยากรับฟังแล้ว แทบจะพูดได้ว่าสังคมไม่ได้มี ‘ข้อเสนอใหม่’ ใดๆ ที่พอจะเป็นประเด็นในการต่อรองหรือขับเคลื่อนทิศทางประเทศ อย่างมากก็แค่พยายามสะกิดเตือนให้ คมช.เร่งมือสะสางปมปัญหาตามคำประกาศ 4 ข้อที่ใช้ในการยึดอำนาจ และการที่ไม่ได้มีข้อเสนอใดๆ ก็คงไม่ใช่แค่เพราะอำนาจของกฎอัยการศึกที่กดทับอยู่ แต่มันอาจเป็นฉันทามติของคนส่วนใหญ่ในสังคม ซึ่งถนัดวิธีมอบหมายให้ใครหรือคนกลุ่มใดก็ได้มาช่วยแก้ปัญหาให้ตัวเอง ในเบื้องต้นนั้น บรรดานักข่าวนักสังเกตการณ์ทั้งหลายจึงพากันให้คะแนน ‘ความเนียน’ แก่ คมช.อย่างสูงลิ่ว ซึ่งแน่นอน ความเนียนที่ว่านี้ไม่ได้เกี่ยวข้องอะไรกับถูกหรือผิด ดีหรือไม่ดี แต่มันหมายถึงคะแนนที่มอบให้คณะยึดอำนาจ ในฐานะที่จัดวางเครือข่ายและจ่ายบทบาทที่จำเป็นต้องเล่นอย่างทั่วถึง กล่าวคือมีทั้งตัวละครที่เล่นบทพรีเซนเตอร์หน้าม่าน ชูธงคุณธรรม ความชอบธรรม และสมานฉันท์ ข้างเวทีมีตัวละครทำหน้าที่ถือปืนขับรถถังคุมกำลังรบ ขณะเดียวกันหลังม่านไปอีกชั้น ก็มีตัวละครหลบแสงสปอตไลท์คอยทำหน้าที่เกลี่ยประสานและจำหน่ายจ่ายแจกผลประโยชน์ให้กระจายออกไปโดยถ้วนทั่ว ภายใต้โครงสร้างการแบ่งแยกบทบาทหน้าที่เช่นนี้ ถึงขั้นมีการประเมินกันในหมู่นักข่าวด้วยซ้ำว่า นี่คือคณะยึดอำนาจที่เนียนที่สุดเท่าที่ประวัติศาสตร์การเมืองไทยเคยมีมา แต่ก็นั่นแหละ ไม่เพียงอารมณ์สังคมที่สะท้อนผ่านสำนักวิจัยเอแบคโพลล์จะชี้ให้เห็นว่า ความเชื่อมั่นต่อรัฐบาลพลเอกสุรยุทธ์จะตกจากร้อยละ 90 ลงมาเหลือไม่ถึงร้อยละ 50 ภายในระยะเวลาเพียง 3 เดือน หรือหล่นมาชนิดเกือบครึ่งต่อครึ่งภายหลังเสียงระเบิดและคำข่มขู่คุกคาม แม้กระทั่ง ‘ราคา’ ที่บรรดานักข่าวเคยให้ คมช.เอาไว้ ถึงตอนนี้บรรดานักสังเกตการณ์ทั้งหลายเริ่มรู้สึกแล้วว่า ที่ผ่านมาอาจให้ราคาคณะทหารชุดนี้ไว้สูงเกินไป… สิ่งที่น่าประหลาดและชวนให้สะทกสะท้อนใจก็คือ แทนที่เหตุการณ์ทั้งหมดจะได้รับการสรุปบทเรียน เพื่อขยับข้อเรียกร้องสะท้อนความต้องการไปสู่ระนาบใหม่ เลิกเชื่อเลิกฝากใครให้เข้ามา ‘รับเหมาทำแทน’ กลับกลายเป็นว่าคำถามและเสียงเรียกร้องจำนวนไม่น้อยที่สะท้อนออกมาก็คือ เหตุใดคณะทหารซึ่งกุมอำนาจอย่างเบ็ดเสร็จ จึงไม่ยอมใช้อำนาจที่ยึดไปนั้นให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุดในการแก้ปัญหา พูดอีกแบบคือ นี่เป็นข้อเรียกร้องให้คณะทหารเพิ่มการใช้อำนาจ หรือทำอะไรก็ได้ที่มันจริงจังดุดันเข้มข้นกว่า 3-4 เดือนที่ผ่านมา…เรื่องนี้สมควรที่จะถูกจดบันทึกไว้ในประวัติศาสตร์อยู่เหมือนกัน เพราะดูเหมือนจะเป็นปรากฏการณ์ประหลาดระดับโลกที่ผู้คนรู้สึกว่าคณะยึดอำนาจใช้อำนาจน้อยเกินไป จริงอยู่ – หน้าที่พื้นฐานข้อแรกๆ ของรัฐคือการสร้างความผาสุกสงบร่มเย็น ทำให้ผู้คนในสังคมเกิดความรู้สึกมั่นคงปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สิน แต่หากเราเชื่อร่วมกันว่าเงื่อนไขที่ทำให้เกิดบรรยากาศของความกลัวเข้าครอบงำปั่นป่วนเมืองในครั้งนี้ มันคือการปะทะกันของคนเล่นเกมระดับบนไม่กี่คน ไม่ว่าจะเป็นระหว่างคลื่นใต้น้ำกลุ่มอำนาจเก่ากับผู้กุมอำนาจปัจจุบัน (ถึงขนาดที่พูโลเองยังต้องออกมาปฏิเสธตอบโต้ว่าสิ่งที่เกิดขึ้นในกรุงเทพฯ ไม่ใช่ฝีมือของกลุ่มก่อการร้ายทางภาคใต้) หรือจะเป็นฝีมือของ ‘คนกันเอง’ ตามทฤษฎีสมคบคิดที่ใครต่อใครต่างก็เดากันไปต่างๆ นานา แต่ท้ายที่สุด ข้อเท็จจริงประการหนึ่งซึ่งมันย้ำกับเราเสมอๆ คือ บทบาทหน้าที่ของประชาชนในสงครามครั้งนี้มีแค่ 2 อย่าง คือไม่เจ็บก็ตาย เพราะฉะนั้นการมอบหมายหรือเรียกร้องให้ฝ่ายหนึ่งฝ่ายใดเพิ่มขีดการใช้อำนาจ…ก็ยิ่งน่าจะต้องทบทวนกันด้วยสติสัมปชัญญะอีกครั้ง หรือหากเกิดความเครียดเนื่องจากอ่านคำทำนายดวงเมืองจากเหล่าบรรดาหมอดูมากๆ เข้า วิธีแก้เครียดที่น่าจะได้ผลที่สุดคือ สร้างประเด็นข้อเสนอขึ้นมาใหม่ เพื่อเบียดพื้นที่ข่าวของหมอดูให้หดแคบลง ขณะเดียวกัน การผลิตข้อเสนอใหม่ให้กับสังคมในภาวะที่ประเทศตกอยู่ในสภาพไม่ต่างกับการขับรถลงเขาแล้วปลดเกียร์ว่าง ด้านหนึ่งมันก็เหมือนการสร้างแรงขับเคลื่อนด้วยการใช้ระบบเอนจิ้นเบรก ไม่ให้ทั้งสังคมไหลลงเหวเหมือนรถที่เหยียบเบรกจนไหม้…แถมคนขับยังเมาหมัด. ปีใหม่ในบรรยากาศแก่ๆต้อนรับปีใหม่ด้วยบทความส่งท้ายปีเก่า
ส่วนตอนที่ข้ามๆ มา ก็ติดไว้ก่อน ไว้ว่างๆ ค่อยมาว่ากัน :D
อธิคม คุณาวุฒิ
ขมเป็นยา, ไทยโพสต์ วันอาทิตย์ที่ 31 ธันวาคม 2549 ตามประวัติศาสตร์สัดส่วนโครงสร้างประชากรในเมืองไทยนั้น ว่ากันว่าถ้าถอยหลังย้อนกลับไปเมื่อ 30-40 ปีที่แล้ว กลุ่มประชากรที่มีสัดส่วนใหญ่ที่สุดในประเทศคือคนที่อยู่ในวัยที่เรียกว่าคนหนุ่มคนสาว หรือกลุ่มคนที่มีอายุอยู่ระหว่าง 20 ไม่เกิน 30 การโป่งพองของประชากรกลุ่มนี้เป็นผลมาจากหลากหลายปัจจัย นับตั้งแต่การเริ่มต้นรณรงค์คุมกำเนิดเพื่อควบคุมประชากรเด็ก ประสิทธิภาพด้านสาธารณสุขและการแพทย์ที่ไม่ได้รุดหน้าเท่าวันนี้ อายุขัยโดยเฉลี่ยของคนในสังคมจึงไม่ได้ยืนยาวอะไรมากนัก
แต่ถึงทุกวันนี้ก็อย่างที่เรารู้กันครับ ความก้าวหน้าทางการแพทย์ช่วยยืดอายุขัยโดยเฉลี่ยของมนุษย์ให้ยืนยาวขึ้น ขณะเดียวกันมาตรการคุมกำเนิดก็ได้ผลเกินเป้า ผลที่ตามมาก็คือในขณะที่สัดส่วนประชากรเด็กขยายตัวน้อยลง สัดส่วนของประชากรที่เป็นคนแก่คนเฒ่าก็เพิ่มสูงขึ้นเรื่อยๆ
ลักษณะภาพรวมดังกล่าวไม่ได้เกิดขึ้นเฉพาะในสังคมไทย ข้อมูลจากศูนย์ควบคุมโรคของสหรัฐ ระบุว่าปัจจุบันอายุขัยเฉลี่ยของชาวอเมริกันขยับมาอยู่ที่ 78 ปี ซึ่งถ้าย้อนกลับไปดูสถิติเมื่อปี 2506 หรือ 43 ปีที่แล้ว คนอเมริกันมีอายุขัยเฉลี่ยเพียง 54 ปีเท่านั้น
ประเทศที่มีความเจริญทางวิทยาศาสตร์การแพทย์ตามหลังอเมริกาหลายช่วงตัวอย่างเมืองไทยเอง ก็มีข่าวดีคล้ายๆ กันคือ อายุขัยเฉลี่ยของประชากรไทยยืดยาวขึ้น จากเดิมถ้าเป็นเมื่อ 40 ปีก่อนเฉลี่ยใครอายุ 55-60 ปีก็เตรียมสั่งเสียลูกหลานได้ แต่ถึงปัจจุบันผู้ชายไทยมีอายุขัยเฉลี่ยยืดยาวถึง 73 ปี ส่วนผู้หญิงซึ่งเป็นเพศที่อายุยืนกว่าอยู่แล้วโดยธรรมชาติ ตัวเลขอายุขัยโดยเฉลี่ยก็ขยับออกไปเป็น 77 ปี
ด้วยแนวโน้มโครงสร้างประชากรเช่นนี้ สิ่งที่ตามมาจึงไม่ค่อยแน่ใจว่าพอเรียกเป็น ‘ข่าวดี’ ได้จริงหรือไม่ เพราะสหประชาชาติระบุว่าภายใน 20 ปีข้างหน้า 1 ใน 8 ของพลเมืองโลกคือคนแก่ หรือถ้าจะเอาให้ดุเดือดไปกว่านั้นก็ต้องไปดูตัวเลขประมาณการในอีก 150 ปีต่อไป ซึ่งระบุว่าสัดส่วนชาวโลกที่ผู้ชราจะกินพื้นที่ถึง 1 ใน 3 ของประชากรทั้งหมดบนโลก
สำหรับเมืองไทย สำนักส่งเสริมและพิทักษ์ผู้สูงอายุสำรวจพบว่าในช่วงปี 2547-2550 อัตราจำนวนประชากรที่มีอายุตั้งแต่ 60 ปีขึ้นไปจะเพิ่มขึ้นเฉลี่ยเกือบ 200,000 คนต่อปี ซึ่งนั่นหมายถึงว่าหากอัตราการเพิ่มประชากรในส่วนของคนเฒ่าคนแก่ยังคงเป็นไปอย่างนี้ต่อไป เมื่อถึงปี 2563 จำนวนประชากรผู้สูงอายุในประเทศไทยจะเพิ่มขึ้นเป็น 15.3 ล้านคน จากเดิมซึ่งมีประมาณ 7 ล้านในช่วงปี 2548 หรือคิดเป็นร้อยละ 11 จากจำนวนประชากร 64 ล้านคน
เพราะฉะนั้น การที่เราๆ ท่านๆ ได้มีโอกาส ‘ย้อนยุค’ กลับมาอยู่ในบรรยากาศทางการเมืองการปกครองที่มีผู้เฒ่าขิงแก่ทั้งหลาย ทำหน้าที่คอยดูแลปกปักรักษาบ้านเมือง ก็คงเป็นแบบฝึกหัดที่เป็นประโยชน์พอสมควร…อย่างน้อยก็จะได้ชินๆ เอาไว้ เผื่อจะได้เตรียมใจรองรับจินตนาการของสังคมในอีก 13 ปีข้างหน้าซึ่งไม่มีใครทำนายได้ว่ามันจะหมุนเร็วขึ้นอีกแค่ไหน แต่ที่เราพอรู้คือในขณะนั้นจะมีคนเฒ่าคนแก่อีกประมาณ 15.3 ล้านคนเดินร่วมอยู่ในสังคมเดียวกัน
แน่นอนครับ ทั้งหมดนี้มิได้หมายความแค่ว่าสัดส่วนการเพิ่มขึ้นของประชากรผู้สูงอายุเหล่านี้ จะเป็นนิมิตหมายที่ดีหรือไม่ดี จะกลายเป็นภาระหรือไม่เป็นภาระของสังคมในอนาคต เพราะเราต่างก็รู้ดีว่าความแก่เฒ่าหรือหนุ่มสาวนั้นมันไม่ได้เกี่ยวข้องอะไรกับทิศทางการเลื่อนไหลไปสู่ความดีหรือความชั่วของสังคม แต่อย่างน้อยที่สุดมันก็น่าจะทำให้เรามองเห็นอะไรบางอย่างร่วมกันว่า นับจากนี้ต่อไปน้ำหนักและการถ่วงดุลทิศทางของสังคมนั้น มันย่อมหลีกเลี่ยงการใช้ต้นทุนประสบการณ์ของผู้สูงวัยไม่พ้น
คำถามคือ แล้วต้นทุนสติปัญญาและประสบการณ์ของผู้สูงวัย มันมีปัญหาข้อบกพร่องตรงไหนหรือ
ตอบกันแบบเพลย์เซฟถนอมเนื้อถนอมตัวก็ต้องบอกว่า…มิได้มีปัญหาใดๆ แม้แต่น้อย ตรงกันข้ามยังเป็นประโยชน์มหาศาลด้วยซ้ำไปหากสังคมไหนรู้จักใช้สอยด้วยสติปัญญา
แต่บทความของ นิธิ เอียวศรีวงศ์ ในมติชนสุดสัปดาห์มีข้อเสนอชวนถกเถียงเกี่ยวกับเรื่องแถวๆ นี้เอาไว้น่าสนใจ อาจารย์นิธิท่านเสนอเป็นข้อสังเกตว่า ตามประวัติศาสตร์ที่ผ่านมา ความเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญมักเกิดขึ้นโดยน้ำมือของคนหนุ่มคนสาว และถึงแม้นว่าความเปลี่ยนแปลงนั้นมันจะประสบผลสำเร็จหรือล้มเหลว เป็นผลดีหรือผลร้าย แต่อย่างน้อยที่สุดความเคลื่อนไหวเพื่อเปลี่ยนแปลงของคนหนุ่มคนสาวก็ล้วนแล้วแต่เกิดขึ้นและดำเนินไปด้วยเหจุปัจจัยสำคัญคือการเพียรพยายามหา ‘คำตอบใหม่’ มิได้หยุดความพึงพอใจไว้ที่ ‘คำตอบเดิม’ ซึ่งคำตอบเดิมที่ว่านี้มักผูกพันอยู่กับสิ่งที่เรียกว่า ‘โครงสร้างครอบงำ’ (The Establishment) อันหมายถึงการผูกพันได้เสียผลประโยชน์ภายใต้โครงสร้างเดิมที่มีอยู่ไม่ทางใดก็ทางหนึ่ง ซึ่งกลุ่มคนที่มีอายุขัยยืนยาวพอที่จะผูกพันกับโครงสร้างครอบงำที่ว่านั้นก็ย่อมมิใช่เด็กเมื่อวานซืนแน่ๆ สุดท้ายจึงนำมาสู่ข้อสงสัยว่า ตกลงคำตอบเก่าๆ เหล่านั้นมันจะเอามาใช้เป็นเครื่องมือตอบปัญหาโลกใหม่ๆ ได้จริงหรือไม่…
บางทีการปะทะเสียดสีกันระหว่างกลุ่มคนที่พยายามแสวงหาคำตอบใหม่ๆ กับกลุ่มคนที่เชื่อและพึงพอใจในคำตอบเดิมนี่แหละ คือเงื่อนไขสำคัญในอันที่จะพิสูจน์คำทำนายของบรรดาหมอดูทั้งหลายที่พูดคล้ายๆ กันว่าปี 2550 ดวงเมืองของประเทศไทยจะถึงขั้นนองเลือด…จริงหรือไม่.
เศรษฐกิจวันพรุ่งนี้อธิคม คุณาวุฒิ
ขมเป็นยา, ไทยโพสต์ วันอาทิตย์ที่ 15 ตุลาคม 2549 หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์ฉบับวันศุกร์ที่ผ่านมา พาดหัวข่าวนำหน้าหนึ่งไว้อย่างชวนให้เกิดอารมณ์ฮึกเหิมว่า – ‘เลิก 30 บาท จัดรัฐสวัสดิการ’
ไม่ว่าพาดหัวนี้จะ ‘ก้าวล้ำ’ ข้อเท็จจริงหรือไม่ – เพียงใดก็ตาม แต่เอาเข้าจริงมันคงไม่ใช่แค่การพยายามกำกับทิศทางของหนังสือพิมพ์หัวใดหัวหนึ่งเท่านั้น หากอารมณ์ของสังคมภายหลังวันที่ 19 กันยายนเป็นต้นมานั้นมีความชัดเจนประการหนึ่งว่า เราพยายามแสวงหาเครื่องมือในอันที่จะเยียวยารักษาคนไข้ซึ่งอ่อนเปลี้ยเสียขาเพราะถูกมอมยาประชานิยมมาตลอด 5 ปี
ในระดับนานาชาติการพูดถึง ‘รัฐสวัสดิการ’ จึงอยู่ในความหมายที่ว่าโมเดลทางเศรษฐกิจชนิดนี้จะเป็นเครื่องมือค้ำยันและต่อรองกับเศรษฐกิจเสรีนิยมกระแสหลัก ไม่ต่างอะไรกับคำว่า ‘เศรษฐกิจพอเพียง’ ซึ่งถูกใครต่อใครมองว่าจะเป็นยาถอนพิษประชานิยมที่คาดหวังสรรพคุณได้มากที่สุด
แต่ในสายตาของมือเศรษฐกิจและผู้เชี่ยวชาญด้านการเงินการคลัง คำว่าเศรษฐกิจพอเพียงจะเป็นเพียง ‘ปรัชญา’ หรือสามารถพัฒนาและขึ้นรูปให้เป็น ‘กรรมวิธี’ เพื่อใช้งานได้จริง รายละเอียดเรื่องนี้อาจต้องไปไถ่ถามขอความรู้เอาจากม.ร.ว.ปรีดิยาธร เทวกุล กันต่อเอาเอง ไม่ใช่ในฐานะที่ท่านรับประทานอาหารมื้อกลางวันแบบพอเพียงให้เห็นกันไปแล้ว (แม้ว่าในรายงานข่าวจะสับสนพอสมควรว่า ตกลงอาหารมื้อนั้นราคา 20 หรือ 25 บาทกันแน่ แกงเขียวหวานที่ราดข้าวนั้นรับประทานแกล้มหมูทอดหรือผัดเผ็ดหอยแมลงภู่ น้ำดื่มกลั้วคอแก้วนั้นมันเป็นโอเลี้ยง ชาดำเย็น หรือน้ำกระเจี๊ยบกันแน่ เพราะสื่อแต่ละสำนักต่างก็รายงานกันคนละทิศละทาง) แต่ในฐานะที่ท่านเคยพูดเอาไว้ตั้งแต่สมัยยังเป็นผู้ว่าฯ แบงก์ชาติทำนองว่า...เศรษฐกิจพอเพียงเป็นปรัชญามากกว่าวิธีการ
นอกเหนือจากการตระหนักรับรู้ถึงโทษภัยของประชานิยมแล้ว สาเหตุแวดล้อมที่ทำให้ใครต่อใครต่างก็พูดถึงระบบเศรษฐกิจทางเลือกใหม่ที่พ้นไปจากการเปิดประเทศเทขายสมบัติชาติทุกอย่างแบบที่แล้วๆ มา ส่วนหนึ่งก็คงเป็นเพราะบุคลิกพื้นฐานของผู้หลักผู้ใหญ่บางท่านในคณะรัฐมนตรีชุดนี้ ไล่มาตั้งแต่ตัวนายกรัฐมนตรีซึ่งประวัติและเส้นทางชีวิตเป็นที่เชื่อถือได้ว่าท่านคิดอ่านสมาทานแนวความเศรษฐกิจพอเพียงอย่างบริสุทธิ์ใจ หรือกระทั่งผู้หลักผู้ใหญ่ในแวดวงคนทำงานองค์กรเอกชนอย่างคุณไพบูลย์ วัฒนศิริธรรม รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ ซึ่งไม่เพียงมีประสบการณ์ทำงานด้านชุมชนและสังคม แต่ยังมีฐานความรู้ด้านเงินๆ ทองๆ แข็งแรงพอที่จะจัดการกับเงินอีกราวๆ ครึ่งที่ยังหลงเหลือจากการประเคนใส่ลงไปในนามกองทุนหมู่บ้าน เอสเอ็มแอล และโครงการประชานิยมอื่นๆ กว่า 100,000 ล้านบาท
พูดกันแบบยอมรับข้อเท็จจริง นักข่าวหรือสื่อมวลชนคงไม่มีศักยภาพพอที่จะไปเสนอโมเดลทางเศรษฐกิจทางเลือกที่เป็นรูปธรรมกรรมวิธีได้ (ลำพังแค่รายงานภาพที่เห็นบนโต๊ะอาหารยังมั่วได้เลย) แต่สิ่งที่สื่อมวลชนอย่างเราๆ พอจะพูดได้ก็คือ โดยเนื้อหา โดยทิศทาง หรือโดยวัตรปฏิบัติมันก็คงต้องออกไปแนวๆ ที่หม่อมอุ๋ยท่านรับประทานมื้อเที่ยงให้เห็นนั่นแหละ
ส่วนในทางรูปธรรมกรรมวิธีจะเป็นอย่างไร อาจต้องไปศึกษาจากนายแบงก์นักเศรษฐศาสตร์อย่าง มูฮัมหมัด ยูนุส ที่เพิ่งคว้ารางวัลโนเบลสาขาสันติภาพ จากแนวคิด ‘ไมโครเครดิต’ ซึ่งพิสูจน์ว่าสามารถบริหารจัดการปล่อยเงินกู้ให้กับคนยากจนชาวบังกลาเทศอย่างมีประสิทธิภาพ เงินที่ปล่อยออกไปผลิดอกออกผลสร้างอนาคตให้คนยากคนจนได้จริง จนกลายเป็นต้นแบบอีกกว่า 100 ประเทศ ไม่ใช่เงินไปตกหล่นอยู่กับบริษัทขายโทรศัพท์มือถือ หรือบริษัทผู้ผลิตมอเตอร์ไซค์และรถปิกอัพ
หรือยกตัวอย่างว่า ถ้าเศรษฐกิจพอเพียงยังถูกตั้งคำถามหรือมีความสงสัยในแง่ของการใช้งานจริงในระดับกำหนดทิศทางประเทศ เพื่อพิสูจน์สมมติฐานนี้มันก็ไม่ใช่เรื่องยากที่จะริเริ่มทดลองใช้อย่างเข้มข้นในระดับท้องถิ่นหรือชุมชน ไม่ใช่แค่ชุมชนเล็กๆ ทดลองใช้เบี้ยใช้คูปองแลกเปลี่ยนกันเองภายในท้องถิ่น ในฐานะเป็นเครื่องมือเป็นลูกเล่นในการสร้างเศรษฐกิจชุมชนพึ่งพาตัวเอง แต่เสร็จแล้วทำไปทำมาก็ถูกแบงก์ชาติจับตาเล่นงานเหมือนในอดีต
พ้นจากระดับชุมชนท้องถิ่นขึ้นมา ก็อาจต้องไปดูบทบาทของภาคธุรกิจว่าจะไปปฏิสัมพันธ์กับชุมชนด้วยท่าทีและจุดยืนแบบไหน ใครจะเป็นผู้กำกับบทบาทภาคธุรกิจเหล่านี้ เพราะมันก็จะมีผลต่อเนื่องไปถึงการกำหนดท่าทีและจุดยืนในลำดับต่อไป นั่นคือ การปฏิสัมพันธ์กับโลกาภิวัตน์ภายใต้โจทย์ที่ว่าเราจะเอาอย่างไรกับการกระจายสินค้าและบริการ การแปรรูปรัฐวิสาหกิจ หรือกระทั่งการค้าและการลงทุน ฯลฯ
ทั้งหมดนี้...สมมติว่าเราจะแอบคาดหวังก็คงตั้งความหวังไว้แค่ว่ารัฐบาลรักษาการชุดปัจจุบันซึ่งประกอบไปด้วยผู้หลักผู้ใหญ่หลายคนที่มีความรู้และเจตนาดี จะได้ช่วยกันขึ้นรูปเค้าโครงเศรษฐกิจกันเอาไว้
ถัดจากนั้นอีก 1 ปี ค่อยมาดูว่าพรรคการเมืองเท่าที่มีอยู่หรือที่จะเกิดขึ้นในอนาคต มีใครพอจะเก็ตเรื่องแบบนี้แล้วผลิตออกมาเป็นนโยบายของตัวเองให้ชัด ไม่ต้องพูดหรอกว่าใครจะนั่งอยู่ในหัวใจใคร เอากันง่ายๆ ว่าพรรคไหนเอารัฐสวัสดิการ พรรคไหนเอาเอฟทีเอ พรรคไหนจะชูเศรษฐกิจพอเพียง หรือพรรคไหนจะโหนระบบราชการพะรุงพะรังต่อ ว่ากันในเชิงนโยบายและกฎหมาย จะได้กาบัตรเลือกกันถูก
หรือถ้าไม่อย่างนั้น ไม่มีใครเสนออะไรที่แหลมขึ้นมาแบบจับต้องได้ เราก็ต้องอยู่กับรัฐบาลและรัฐมนตรีแต่งตั้งแบบนี้แหละ...อาจจะสอดคล้องกับธรรมชาติและความต้องการของคนในประเทศนี้ที่สุดแล้ว. อารมณ์สังคมบนไหล่บ่าคนคนเดียวอธิคม คุณาวุฒิ
ขมเป็นยา, ไทยโพสต์ วันอาทิตย์ที่ 8 ตุลาคม 2549 หน้าตาของคณะรัฐมนตรีรัฐบาลพลเอกสุรยุทธ์ จุลานนท์ จะหล่อเหลาลุ่มลึกแค่ไหน ก็คงจะได้เห็นอย่างเป็นทางการภายในวันนี้-พรุ่งนี้ แต่ก็อย่างที่นายทหารผู้จำเป็นต้องรับตำแหน่งนายกรัฐมนตรีท่านว่าเอาไว้...อะไรเล่าจะได้ดั่งใจ 100 เปอร์เซ็นต์
และไม่ว่าโผ ครม.จะเสร็จตั้งแต่ก่อนได้นายกฯ หรือเพิ่งเสร็จจริงๆ ...ไม่ว่าปลายทางของโผ ครม.ผู้เฒ่านี้จะไปสรุปไฟนอลที่ ‘บ้าน’ หลังไหนก็ตาม ลักษณะการเปรียบเปรยแบบนี้เมื่อบวกรวมเข้ากับรากฐานทางวัฒนธรรมบางประการของผู้คนในประเทศนี้ ก็คงพอคาดเดาได้ว่าอะไรต่อมิอะไรก็คงออกมาในท่วงทำนอง ‘กลางๆ’ มีทั้งคนเนื้อหอมปะปนอยู่ในคนประเภทไม่ยี้ก็อี๋...พอให้ทนๆ กันไปในช่วงระยะเวลาสั้นๆ ประมาณ 1 ปี
1 ปีในที่นี้แปลว่า 1 ปีจริงๆ นะครับ ยังไม่นับรวม ‘เงื่อนไขใหม่’ อื่นใดที่อาจเกิดขึ้นในอนาคต อันจะเป็นตัวแปรทำให้อะไรที่พอทนๆ กันไปได้นั้นชักจะเริ่มทนไม่ได้ขึ้นมา
ผมคิดว่าอารมณ์สังคมก็คงอยู่แถวๆ นี้แหละ คือเป็นเรื่องของการฝากความหวัง รอดูผลงาน ขณะเดียวกันก็จับจังหวะการเคลื่อนไหวของทหาร ดูบทบาทของคณะมนตรีความมั่นคงแห่งชาติว่าจะมีวิธีลงจากหลังเสืออย่างไร มีลักษณะอาการของคนเสพติดอำนาจแพลมออกมาให้เห็นหรือไม่ ซึ่งถ้าคิดเผื่อแบบคนหาเรื่องชอบมองโลกในแง่ร้อย เกิดทหารบางรายออกอาการเมาอำนาจขึ้นมาให้เห็น ผู้คนในสังคมกลุ่มนี้ก็คงพร้อมที่จะเดินออกมาบนถนนกันอีกรอบ
ถึงเวลานั้นค่อยมาพูดกันเรื่องประชาธิปไตย – ไม่ประชาธิปไตย เผด็จการโดยธรรมหรือตกลงเป็นแค่เผด็จการทหารแบบที่พบเห็นได้ทั่วไป
แต่ระหว่างนี้พูดกันให้ชัดเถิดว่า นิยามความเป็นชาติของเรามีลักษณะเฉพาะสูงมาก ลักษณะเฉพาะที่ว่านี้มีน้ำหนักความสำคัญมากกว่าหลักการประชาธิปไตยแบบที่ท่องๆ และจำขี้ปากมาจากฝรั่ง เราสามารถประกาศอิสรภาพและเลือกที่จะสร้างนิยามระบอบการเมืองการปกครองของตัวเองขึ้นมาโดยไม่ต้องตกเป็น ‘ทาสอาณานิคมทางทฤษฎี’ จากตำราฝรั่งแก่ๆ คนไหนอีกต่อไป
พูดง่ายๆ ...ด้วยจิตสำนึกของสังคมที่คุ้นเคยและเติบโตมากับการขี่ควายพายเรือ เราจึงมีสัญชาตญาณและวิธีจัดการกับคนที่ข้ามถนนบนทางม้าลายด้วยกรรมวิธีเฉพาะของตัวเอง โดยไม่ต้องยึดถือกฎจราจรแบบฝรั่งโง่ๆ ที่ยอมเสียเวลาหยุดรถทุกครั้งเมื่อเห็นคนยืนรอข้ามถนนบนทางม้าลาย...อะไรทำนองนั้น
ที่ต้องย้ำคิดย้ำทำเรื่องนี้กันอีกครั้ง เรียนตามตรงว่าเหตุผลหนึ่งก็เพื่อ ‘ถอน’ อาการกระอักกระอ่วนส่วนตัว เหมือนคนแฮงก์จะดื่มจะกินอะไรเข้าไปก็ทำไม่ได้ ครั้นจะอาเจียนไล่พิษตกค้างในร่างกายออกมาก็ทำไม่ได้อีก เพราะคนรู้จักมักจี่รอบข้างหลายต่อหลายรายก็แบ่งฝักแบ่งฝ่ายเป็นที่เรียบร้อย เรื่องเศร้าก็คือว่าในบรรดาคนที่เห็นดีเห็นงามกับการยึดอำนาจนั้น ส่วนใหญ่ล้วนเป็นคนน่าคบหา เพราะมีลักษณะพื้นฐานทางนิสัยเป็นคนใจใหญ่ ยืดหยุ่น ไม่มีนอกมีในคบหาแล้วสบายใจ ส่วนพวกที่คัดค้านไม่ยอมรับก็ใช่ว่าจะเป็นคนไม่ดี แต่ส่วนใหญ่มักจะมีลักษณะนิสัยจุกจิกหยุมหยิม แถมบางรายยังมีปัญหาทางท่าทีชวนให้เกิดอาการรำคาญ...พูดง่ายๆ คบไกลๆ พอได้ แต่อยู่ใกล้ๆ แล้วไม่สนุก
ผมอาจจะผิดก็ได้...แต่มองจากความสัมพันธ์ของตัวเองกับคนรอบข้างแล้ว มันก็พอจะหาเหตุผลเทียบเคียงได้ว่า ทำไมอารมณ์ส่วนใหญ่ของคนในสังคมจึงไหลไปในทิศทางเช่นนี้
แต่โอเค – ในเมื่อเราตกลงกันว่าบ้านเมืองจำเป็นต้องดำเนินไปในทิศทางนี้ สิ่งที่ต้องทบทวนกันต่อก็คือ ภารกิจหลักๆ ของรัฐบาลรักษาการที่พลเอกสุรยุทธ์ต้องแบกรับมีอะไรบ้าง...
ลำดับแรก จัดการกับคนโกง ข้อนี้อาจตอบโจทย์คอการเมืองซาดิสต์ได้พอสมควร เพราะอำนาจและโครงสร้างของ คตส.นั้น มีแนวโน้มว่าสามารถเรียกเสียงซี้ดซ้าดฮือฮาจากคนดูได้เยอะ แต่ก็นั่นแหละ ในทางกลับกัน เมื่อใดก็ตามที่เกิดเหตุการณ์ไม่เป็นไปอย่างที่คิด แรงสวิงกลับก็จะสูงตามไปด้วย ตัวละครที่เคยถูกคาดหวังอยากเห็นบทบู๊ล้างผลาญ ก็อาจจะกลายเป็นจำเลยสังคมไปอีกคน
ลำดับต่อมา การสร้างความสมานฉันท์ภายในชาติ ข้อนี้อาจเป็นเหตุผลหลักที่นายกฯ ต้องชื่อพลเอกสุรยุทธ์ เพราะเราไม่มีทางรู้เลยว่า ‘คนป่วย’ ที่เดินพล่านอยู่กลางกรุงลอนดอนจะคิดอ่านวางแผนใต้ดินบนดินอย่างไรต่อ ขณะเดียวกันระหว่างการยึดอำนาจนั้นข่าวความไม่สงบในพื้นที่ 3 จังหวัดภาคใต้ก็ยังดำเนินอย่างต่อเนื่อง ซึ่งในเบื้องต้นก็คงบอกให้เห็นกลายๆ ว่า ทักษิณอยู่หรือไปอาจไม่เกี่ยวข้องโดยตรงกับไฟใต้
ลำดับที่สาม การเขียนรัฐธรรมนูญที่เรียกกันว่า ‘ปฏิรูปการเมืองรอบ 2’ จะปฏิรูปกันแบบไหน ในเมื่ออำนาจยังส่งทอดจากบนลงล่างจนกลายเป็นการปลูกฝังลักษณะนิสัยเฉพาะของคนในชาติกันไปแล้ว เพราะฉะนั้นเลิกพูดได้เลยเรื่องการสร้างการเมืองภาคประชาชน หรือการผลักดันอำนาจจากล่างขึ้นบน
ลำดับสุดท้าย ยุทธศาสตร์ทางเศรษฐกิจของประเทศ ข้อนี้พื้นฐานของนายกฯ คนปัจจุบัน ท่านอาจจะเชื่อเรื่องความสุขมวลรวมประชาชาติมากกว่าตัวเลขจีดีพีอย่างบริสุทธิ์ใจ แต่ตราบใดที่ชนชั้นกลางยังมองเห็นผลประโยชน์โภคผลจากการเปิดเสรีทางการค้า ยังเสพติดวิธีมีชีวิตและการบริโภคแบบเดิม หนำซ้ำอาการที่ว่านี้ยังระบาดไปถึงกลุ่มคนที่ถูกเรียกว่ารากหญ้า การเชิดชูแนวคิดความสุขมวลรวมประชาชาติก็คือการบ้านข้อใหญ่ที่สุดที่จะต้องพูดภายใต้ความหมายที่ ‘เข้าใจตรงกัน’ ไมใช่พูดแบบนี้แล้วแต่งตั้งรัฐมนตรีกระทรวงที่เกี่ยวข้องกับการเจรจาการค้าระหว่างประเทศ ที่มีประวัติการหนุนเอฟทีเอโดยไม่เปิดโอกาสให้ใครเข้าไปตรวจสอบ
ลำพังภารกิจ 3-4 ข้อนี้ก็เห็นแล้วว่า น้ำหนักความคาดหวังบนไหล่บ่าของพลเอกสุรยุทธ์นั้นใหญ่หลวงมาก และสังคมอาจกำลังเริ่มต้นผลิตซ้ำทำบาปกับคนคนหนึ่งโดยไม่รู้ตัว...อีกครั้ง. เงื่อนไขของเวลาฮันนีมูนอธิคม คุณาวุฒิ
ขมเป็นยา, ไทยโพสต์ วันอาทิตย์ที่ 1 ตุลาคม 2549 จะด้วยความเป็นมือใหม่ไม่ถนัดปฏิวัติหรือยังเคาะสนิมไม่หมดก็ตาม แต่ 1 สัปดาห์เศษที่คณะปฏิรูปการปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข (คปค.) ตัวหัวหน้าคณะอย่างพลเอกสนธิ บุญยรัตกลิน ก็ยอมรับกับสื่ออย่างตรงไปตรงมาว่ามีเรื่องปวดหัวจำนวนมากรอให้ดำเนินการสะสางภายใต้ระยะเวลาอันจำกัด
ลำพังประเด็นที่ชาวบ้านใจจดใจจ่อรอฟังผลการจับคนทุจริตโกงชาติ ซึ่งเป็นหนึ่งในเหตุผลสำคัญในการยึดอำนาจ ก็ทำท่าว่าจะงงกันพอสมควรว่าตกลงแล้วจะ ‘ยึด’ หรือจะ ‘ตรวจสอบ’ เฉยๆ ขอบเขตภารกิจและอำนาจหน้าที่ของคณะกรรมการชื่อยาวเหยียดจบลงตรงไหน ใครมีอำนาจสิทธิขาด ถ้าคุณหญิงจารุวรรณ เมณฑกา ผู้ว่าฯ สตง.ที่ คปค.ให้กระบองไปนั้น ออกปากเชิญอดีต สว.หลายคนเข้าพบเพื่อปรึกษาหารือ แล้วประธาน คตส. อย่างคุณสวัสดิ์ โชติพานิช บอกว่าเป็นการพูดคุยระดับส่วนตัว...สุดท้ายค่าเกาเหลาชามนี้ใครจะเป็นคนจ่าย นี่คือยังไม่ต้องพูดถึงการแต่งตั้งคณะกรรมการ ปปช. ซึ่งพลเอกสนธิก็ยอมรับว่านอกจากจะดำเนินอย่างเร่งรัดไม่รู้ว่าใครเป็นใครบ้างแล้ว คนที่ควรสำเหนียกตัวเดินออกจากวงบางคนก็ยังทำ ‘หน้ามึน-ตาใส’ ที่จะอยู่ จนต้องใช้วิธีเพิ่มชื่อคณะกรรมการแล้วไปหาวิธีลงมติกันเอาข้างหน้า
ไม่ว่าโดยรูปแบบกระบวนการจะเป็นอย่างไร แต่อย่างน้อยท่าทีกับประเด็นที่ชาวบ้านสนใจใคร่รู้นี้ พลเอกสนธิก็ได้แสดงความบริสุทธิ์ใจให้เห็นพอสมควร เพราะนี่คือวิธีเดียวที่จะยึดระยะเวลาการฮันนีมูนระหว่างทหารกับประชาชนออกไปให้นานที่สุด และยิ่งทอดเวลานานเข้าทุกคนต่างก็รู้ว่า มันยิ่งมีประเด็นใหม่ๆ เข้าไป ‘นวด’ คปค.อย่างต่อเนื่อง ตามแรงเหวี่ยงของลูกตุ้มแห่งความคาดหวังที่สวิงไปสวิงมา
การเอาจริงกับคนโกงเป็นด่านพิสูจน์เพื่อซื้อใจชาวบ้าน แต่พ้นไปจากสินทรัพย์ของบรรดานักโกงเมืองแล้ว สิ่งที่นักสังเกตการณ์หลายคนกังวลก็คือ ประเทศไทยภายใต้การกำกับของ คปค. จะมีท่าทีอย่างไรกับสินทรัพย์ของประเทศบนสนามต่อรองทางการค้า เพราะถ้าลำพังคำประกาศของ คปค.ที่ระบุว่าจะไม่มีการเปลี่ยนแปลงนโยบายระหว่างประเทศ หรือจะยังคงสานต่อทิศทางการเปิดการค้าเสรี ซึ่งก็พอเข้าใจได้ว่าในสถานการณ์เฉพาะหน้าจำเป็นต้องกล่าวเช่นนั้นเพื่อทำความเข้าใจกับประชาคมโลก แต่เมื่อสถานการณ์เลื่อนไหลเงื่อนเวลาบีบรัดเข้า จุดยืนและท่าทีที่ชัดเจนของรัฐบาลชั่วคราวใต้เงา คปค.ต่อเรื่องนี้ จะเป็นกุญแจสำคัญในการชี้วัดความชอบธรรม และการได้ใจประชาชน
การทำเอฟทีเอในยุคทักษิณและพรรคพวกนั้น ชัดเจนว่าไม่เพียงฉีกรัฐธรรมนูญปิดโอกาสการตรวจสอบและการมีส่วนร่วมของประชาชน ไม่มีการนำเข้ารัฐสภาเพื่อพิจารณา แต่ยังเป็นการเอาประเทศทั้งประเทศไปแลกกับผลประโยชน์ของกลุ่มทุนที่เกี่ยวข้องสัมพันธ์กับตัวเองและพรรคพวก ไม่ว่าจะเป็นการทำเอฟทีเอกับจีนหรือกับออสเตรเลียซึ่งล้วนเกี่ยวข้องกับผลประโยชน์ของไอพีสตาร์ แต่แลกมาด้วยความวิบัติล้มระเนระนาดของเกษตรกรในประเทศ หรือกระทั่งการเร่งมือแก้กฎหมายสิทธิบัตรเพื่อรองรับการทำเอฟทีเอกับสหรัฐ
เงิน 900 กว่าล้านที่สหรัฐถอนความช่วยเหลือประเทศไทยด้วยเหตุผลทางกฎหมายของประเทศมหาอำนาจที่อยาก ‘ทำหล่อ’ ด้วยการแสดงตัวว่าไม่คบค้าสมาคมกับรัฐบาลที่มาจากการปฏิวัติยึดอำนาจนั้น เอาเข้าจริงเป็นเพียงการเล่นเกมตามบทที่เขียนขึ้นเพื่อให้ตัวเองเป็นพระเอก เพราะมืออีกข้างหนึ่งนั้น รัฐบาลสหรัฐก็ไม่ได้ผูกมัดตัวเองแม้แต่น้อยว่า การทำข้อตกลงทางเศรษฐกิจจะต้องทำกับประเทศที่มีรัฐบาลจากการเลือกตั้งและเป็นประชาธิปไตยเท่านั้น
พูดง่ายๆ ประณามการปฏิวัติก็ส่วนประณาม แต่ธุรกิจก็เป็นธุรกิจ เรื่องแบบนี้สหรัฐทำมาแล้วกับประเทศอย่างจอร์แดน โมร็อกโก ยิ่งกับประเทศที่ถูกควบคุมโดยทหารแล้วยิ่งต้องรีบทำทุกอย่างเพื่อเอาอกเอาใจพินอบพิเทานักลงทุนต่างชาติ ตามสูตรของการสร้างความเชื่อมั่นกันเงินไหลออกนอกประเทศ
โดยเงื่อนเวลาของกฎหมายการค้าของสหรัฐ (TPA-Trade Promotion Authority Act 2002) ซึ่งเป็นกฎหมายที่ให้อำนาจรัฐบาลสหรัฐในการเจรจาการค้าระหว่างประเทศผ่านช่องทางเร่งด่วนนั้น กฎหมายฉบับนี้จะหมดอายุในเดือนกรกฎาคม 2550 สหรัฐจะทำเอฟทีเอกับประเทศใด ประธานาธิบดีต้องยื่นเจตจำนงภายในวันที่ 2 เมษายน 2550 และลงนามภายในวันที่ 30 มิถุนายน 2550 พ้นจากนี้ไปการเจรจาต้องผ่านความเห็นชอบทุกขั้นจากรัฐสภาโดยละเอียดทุกขั้นตอน ซึ่งผู้เชี่ยวชาญด้านการค้าระหว่างประเทศต่างเห็นพ้องต้องกันว่า รัฐบาลสหรัฐคงไม่อยากตกอยู่ภายใต้เงื่อนไขยุ่งยากขนาดนั้น
เวลาดังกล่าวเป็นช่วงของการครองอำนาจโดยรัฐบาลรักษาการ ซึ่งยังไม่มีความชัดเจนว่าจะกำหนดท่าทีต่อเรื่องนี้อย่างไร เพราะหากฟังตามประกาศเดิมก็เชื่อได้ว่าทิศทางการเจรจาเพื่อเปิดเสรีทางการค้าเกมนี้คงต้องเดินหน้าต่อไป ซึ่งนั่นก็หมายถึงการต้องเผชิญกับคำถามและ ‘ความชอบธรรม’ ที่รัฐบาลชั่วคราวจะไปสร้างพันธกรณีกับต่างประเทศ โดยที่ข้อตกลงทางการค้าเหล่านั้นจะส่งผลกระทบไปถึงผู้คนในสังคมทุกระดับ และลงหลักปักฐานชั่วลูกชั่วหลาน
แต่หากข่าวแว่วๆ ที่ดังออกมาว่า ตำแหน่งรัฐมนตรีกระทรวงการต่างประเทศในรัฐบาลรักษาการมีชื่อ ไกรศักดิ์ ชุณหะวัณ รวมอยู่ด้วย ไม่ใช่ข่าวปล่อยเพื่อ ‘ล่อเป้า’ แล้วหลอกทิ่มกันภายหลัง ก็นับว่าแนวโน้มเช่นนี้ยังมีความหวังให้พูดคุยกันได้มากขึ้น
เรื่องเฉพาะหน้าอย่างการเอาจริงกับการยึดทรัพย์นักการเมืองทุจริต เป็นประเด็นซื้อใจชาวบ้าน ส่วนการเปลี่ยนทิศทางและกำหนดจุดยืนใหม่บนเวทีเจรจาการค้าระหว่างประเทศเป็นเรื่องที่ซื้อใจคนเมือง รวมถึงปัญญาชนจำนวนไม่น้อยที่ยอมถูกตราหน้าว่า ‘ดัดจริต’ ไม่เห็นด้วยกับการรัฐประหาร
สองเงื่อนไขนี้เป็นจุดเปราะที่จะชี้ถึงระยะเวลาของการฮันนีมูนระหว่างทหารกับคนในสังคม. เอาเข้าจริง...มันไม่เกี่ยวกับเราเอามาลงทีเดียว 3 ตอนรวด ตั้งแต่ก่อนรัฐประหาร จนถึงวันอาทิตย์แรกหลังรัฐประหาร
ตอนซื้อ เราค่อยๆ ตามซื้อตามอ่านทีละอาทิตย์
แต่กว่าจะว่างพิมพ์ก็ดองไว้ 3 อาทิตย์แน่ะ
พอมาอ่านทีเดียวติดกัน 3 อาทิตย์ ก็รู้สึกไปอีกแบบแฮะ...
ปล. คุณอธิคมกำลังจะไปเป็นบก.นิตยสารรายเดือนเล่มใหม่ชื่อ 'เวย์' ยังไม่รู้ว่าของค่ายไหน หน้าตาเป็นยังไง แต่ก็ดีใจไว้ก่อนละกัน :)
อธิคม คุณาวุฒิ
ขมเป็นยา, ไทยโพสต์ วันอาทิตย์ที่ 24 กันยายน 2549 กระทั่งถูกยึดอำนาจไปแล้ว แต่มรดกบาปที่ทักษิณและพรรคพวกทิ้งเอาไว้ให้กับบ้านนี้เมืองนี้ก็ยังคงสรรพคุณ ‘ป่วน’ ได้ไม่รู้จบ ซ้ำดีซ้ำร้ายการป่วนครั้งนี้อาจทำหน้าที่แก้ผ้าและปลดเปลื้องหน้ากากสังคมให้เห็นโฉมหน้ากันจะจะว่า...ถึงที่สุดแล้วเราเป็นคนประเภทไหนกันแน่
อย่างที่เห็นๆ กัน ในบรรดาคนที่ต่อต้านระบอบทักษิณ ถึงเวลานี้ก็ถูกแบ่งข้างออกเป็น 2 ฝ่ายเป็นที่เรียบร้อย โดยมีข้อแตกต่างสำคัญคือฝ่ายที่ยอมรับการยึดอำนาจโดยคณะปฏิรูปการปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข (คปค.) กับอีกฝ่ายซึ่งไม่เพียงไม่ยอมรับแต่ยังแสดงตัวชัดเจนว่าต่อต้าน
มีเหตุผลประการเดียวที่เป็นเยื่อใยให้คนทั้ง 2 ฝ่ายยังสามารถพูดคุยกันได้ นั่นก็คือ สิ่งที่เรียกว่า ‘ยุทธศาสตร์-ยุทธวิธี’ เพราะดูเหมือนว่าด้วยคำคำนี้เอง ที่ทำให้บรรดาผู้คนซึ่งมีประสบการณ์ มีวุฒิภาวะ มีความเป็นผู้หลักผู้ใหญ่ รวมทั้งเคยผ่านประสบการณ์เห็นเลือดเห็นเนื้อมานักต่อนัก ยอมรับสภาพสิ่งที่เกิดขึ้น (โดยอาจมีวงเล็บต่อเล็กน้อยเพื่อป้องกันการเสียบุคลิกว่า...เป็นการยอมรับชั่วคราว) เพราะอย่างน้อยที่สุด การยึดอาจโดยไม่สูญเสียเลือดเนื้อก็ได้ทำหน้าที่เป็น ‘โซดาไฟ’ ล้างท่อโสโครกที่ระบอบทักษิณถ่ายทิ้งเรี่ยราดเอาไว้ หรือถ้าพูดสำนวนป๋าโรจ-เปลว สีเงิน ก็ต้องบอกว่ามันเป็น ‘มอร์ฟีนทางการเมือง’ ที่ต้องใช้เพื่อระงับความเจ็บปวดก่อนการผ่าตัดใหญ่
เพราะถ้าพ้นไปจากคำว่า ‘ยุทธศาสตร์-ยุทธวิธี’ ก็แทบมองไม่เห็นเลยว่า ยังมีประเด็นใดอีกบ้างที่จะเชื่อมต่อถึงกันได้โดยไม่ต้องทะเลาะเบาะแว้งแยกข้าง
ทั้งหมดนี้ไม่ใช่แค่เรื่องเฉพาะหน้าอย่างการเรียกร้องให้คืนสิทธิเสรีภาพพื้นฐานแก่ประชาชน การยกเลิกคำสั่งห้ามชุมนุมแสดงความคิดเห็นทางการเมือง การกวดขันเข้มงวดกับสื่อ หรือการคืนรัฐธรรมนูญให้กับประเทศ เพราะถ้ามองด้วยใจเป็นธรรมก็ต้องยอมรับว่า คปค.ได้แสดงทั้งความพยายามและความเข้าอกเข้าใจให้เห็นพอสมควร เฉพาะกรณีอาจารย์ใจ อึ๊งภากรณ์ ที่ชุมนุมคัดค้านการยึดอำนาจหน้าสยามสแควร์แล้วผ่านพ้นมาได้โดยไม่ถูกจับกุม ก็ต้องถือว่าคณะทหารผู้กุมอำนาจรักษาความนิ่งและใจใหญ่มากแล้ว
แต่พ้นไปจากบทบาททหารและสถานการณ์เฉพาะหน้าเช่นนี้แล้ว เรายังต้องเผชิญกับคำถามอะไรอีก...
ถ้าภายหลังการยึดอำนาจ มีนักข่าวไปสัมภาษณ์อาจารย์คณะรัฐศาสตร์หลายต่อหลายคน และในบรรดาหลายต่อหลายคนนั้น มีน้ำเสียงค่อนไปในทางเห็นด้วยกับการยึดอำนาจ คำถามต่อมาก็คือ ถัดจากนี้ไปลูกหลานของเราจะต้องเรียนปริญญาตรีวิชารัฐศาสตร์ภายใต้หลักสูตรไหน เพราะมันก็เห็นๆ กันอยู่แล้วว่า อำนาจที่แท้จริงในระบอบการปกครองแบบประชาธิปไตย (ขีดเส้นใต้ให้ชัดเข้าไปอีกก็ได้ว่าเฉพาะในพื้นที่ประเทศไทย) ไม่ใช่อำนาจนิติบัญญัติ บริหาร และตุลาการ แบบที่ถูกหลอกให้ท่องจำ แต่มันเป็น 3 เส้าอำนาจที่พวกเราสามารถเติมคำในช่องว่างได้เอง ถ้าดูภาพข่าวหน้าหนึ่งหนังสือพิมพ์ในช่วงที่ผ่านมา
เรื่องแบบนี้พอเข้าใจได้ เพราะความรู้เป็นพลวัต ขนาดระบบดาวบนฟ้ายังถูกปลดจาก 9 เหลือ 8 นับประสาอะไรกับความรู้ทางรัฐศาสตร์ แต่ที่สำคัญคือควรบอกกล่าวแจ้งให้ทราบตั้งแต่ต้น อย่าทุจริตทางความรู้ อย่าต้มตุ๋นให้ท่องจำเรื่องที่มันไม่จริง
สิ่งที่ต้องลุ้นต่อไป จึงไม่ใช่แค่การทายผลชื่อนายกฯ ที่จะเฉลยภายใน 2-3 วันที่จะถึงนี้ว่าจะเป็นสายตุลาการหรือสายเศรษฐกิจ ไม่ใช่แค่การลุ้นว่าใครจะได้เข้ามาเป็นคณะร่างรัฐธรรมนูญและรัฐธรรมนูญนั้นจะมีหน้าตาแบบไหนจะก้าวหน้าหรือย้อนยุค และยิ่งไม่ใช่แค่การลุ้นว่า 2 สัปดาห์จากนี้ไป คปค.จะแสดงท่าทีถอยออกมาจากวงจรนี้อย่างไร อีก 1 ปีหรืออีกกี่ปีถัดจากนี้ กลิ่นของ คปค.จะสลายออกไปจากกระดานการเมืองจริงหรือไม่ ฯลฯ
คำพูดของพลโทพลางกูร กล้าหาญ โฆษก คปค.นั้น สะท้อนความเข้าอกเข้าใจอารมณ์ความรู้สึกของผู้คนในสังคมต่อประเด็นเหล่านี้ค่อนข้างชัดเจน การเรียกร้องให้แต่ละฝ่ายในสังคม ‘สะกดกลั้นลมหายใจ’ เพื่อให้การเปลี่ยนผ่านเป็นไปอย่างราบรื่น อย่างน้อยก็พอจะทำให้เรามองเห็นธงปลายทางว่า การเปลี่ยนผ่านที่ว่านี้คงใช้ระยะเวลาไม่ยาวนัก เพราะหากยาวเกินไปการเรียกร้องให้ ‘กลั้นลมหายใจ’ ก็คงมีผลลัพธ์ไม่ต่างอะไรกับการเชื้อเชิญให้หยุดหายใจ
ภารกิจบนบ่าของพลเอกสนธิ บุญยรัตกลิน และ คปค. จึงใหญ่หลวงและหนักอึ้ง...ซึ่งข้อนี้ใครๆ ก็รู้ และถ้ายิ่งรู้ด้วยว่าอารมณ์ความรู้สึกของสังคมไทยนั้นสามารถสวิงไปสวิงมาภายใต้ระยะเวลาสั้นๆ ก็ยิ่งต้องเอาใจช่วย...เอาใจช่วยในความหมายที่ว่า อย่าให้ประวัติศาสตร์ซ้ำรอย อย่าให้มีหญ้าแพรกคนไหนต้องถูกจารึกชื่อเป็นวีรชนบนท้องถนนอีกเลย
และถึงแม้ว่าทุกอย่างจะเป็นไปอย่างราบรื่น พ้น 2 สัปดาห์ บทบาท คปค.ยุติ 1 ปีผ่านไปเรามีรัฐบาลใหม่จากการเลือกตั้ง เหตุการณ์เป็นไปอย่างที่เราพยายามบอกตัวเองให้มองโลกในแง่ดี สิ่งที่ต้องลุ้นต่อไปก็คือ ถัดจากนั้นไปเราจะอธิบายกับพลเมืองประเทนี้ได้อย่างไรว่า การเมืองเป็นเรื่องของเราทุกคน เพราะสิ่งที่เกิดขึ้นทั้งหมดมันก็บอกกลายๆ ว่า เอาเข้าจริง เราไม่ได้เกี่ยวข้องกับมันสักเท่าไหร่ ถึงที่สุดแล้ว การเมืองก็ยังเป็นเรื่องของเกมเฉพาะผู้มีอำนาจ ประชาชนถูกกันออกมาให้อยู่ในฐานะกองเชียร์เหมือนแบ่งข้างเชียร์มวย จากนั้นใครเผลอวางเดิมพันแล้วถูกเจ้ามือล้มกระดานกินรวบก็ถือเป็นความเคราะห์ร้ายส่วนบุคคล
บรรยากาศทางการเมืองชนิดนี้ จึงผลิตได้แค่นักเล่นเกม นักกลยุทธ์ ล็อบบี้ยิสต์ และคนกะล่อนที่พยายามอ่านเกมแล้วหาจังหวะพ่วงผลประโยชน์ตัวเองเข้ากับฝ่ายผู้มีอำนาจ แล้วถ้าวงจรความเละเทะหมุนกลับมาอีกรอบจะ 15 ปีหรือ 20 ปี เราก็ยังมีความหวังเผื่อไว้แล้วว่าถึงเวลาก็จะมีคนเอาโซดาไฟมาล้างท่อชักโครก จะมีคนเอามอร์ฟีนมาฉีดเข้าเส้นเป็นระยะๆ
การเมืองภาคประชาชน สังคมเข้มแข็ง เป็นเพียงความเพ้อฝัน เป็นยาระงับประสาทของคนไร้เดียงสา อาโนเนะ...และอุดมคติ. เชื้อของเขา-ในยีนของเราอธิคม คุณาวุฒิ
ขมเป็นยา, ไทยโพสต์ วันอาทิตย์ที่ 17 กันยายน 2549 มีการพูดกันในหมู่คนที่รักและรู้จักทักษิณ ชินวัตร พอสมควรว่า โอกาสที่นักธุรกิจผู้นี้จะตัดสินใจเว้นวรรคทางการเมืองตามที่ลือและเดากันไปต่างๆ นานานั้น...เป็นไปได้สูงทีเดียว แต่ถามต่อว่าถ้าหวังไปไกลถึงขั้นฟูลสต็อปจะเป็นไปได้ไหม เสียงจากคนกลุ่มเดิมสรุปร่วมกันชัดถ้อยชัดคำว่า-ไม่
เพราะฉะนั้นแล้ว แนวโน้มของการเล่นการเมืองแบบตัวแทน แถมยังพยายามลากดึงชนชั้นนำให้เข้ามามีบทบาทมากขึ้นเหมือนที่เป็นอยู่ในเวลานี้ก็คงเข้มข้นและทวีความคลื่นเหียนชวนกระอักกระอ่วนขึ้นเรื่อยๆ สวนทางกับพัฒนาการของการเมืองภาคประชาชนซึ่งนานวันเข้ายิ่งส่อเค้าว่า หนทางของการขับเคลื่อนและต่อรองอำนาจจากล่างขึ้นบนด้วยสันติวิธีนั้น...เลือนลางเต็มที ยิ่งถ้าเห็นภาพครูบาอาจารย์ผู้หลักผู้ใหญ่ในสังคมอุดมปัญญา เดินเข้าไปหา ‘ผู้ใหญ่กว่า’ เพื่อรายงานความทุกข์ร้อนของบ้านเมือง ก็เป็นอันว่า ‘จบกัน’ ...นอกจากประเทศไทยจะไม่ใช่ของเราแล้ว การเมืองยิ่งไม่ใช่เรื่องของเราๆ ท่านๆ ประเภทที่ควักเงิน 15 บาทเพื่อซื้อหนังสือพิมพ์ไทยโพสต์อ่านอีกต่อไป
ด้วยบรรยากาศแบบที่เรียกว่า ‘ประเทศไทยไม่ใช่ของเรา’ สารภาพตามตรง ผมเองก็คงมีอารมณ์ความรู้สึกไม่ต่างจากผู้คนจำนวนไม่น้อยในประเทศนี้...อารมณ์ความรู้สึกที่ไม่ค่อยมีแรงบันดาลใจจะไปวิเคราะห์หรือประเมินเหตุการณ์บ้านเมืองว่าใครมันจะเว้นวรรคหรือใครจะย้ายมุ้ง เพราะถึงที่สุดแล้วต่อให้พยายามวิเคราะห์สลับซับซ้อนชนิดที่อ่านหมากอ่านเกมกันแปดชั้นสิบแปดชั้น แต่เมื่อถามต่อว่าแล้วความสลับซับซ้อนนั้นมันเกี่ยวข้องกับเราอย่างจริงจังตรงไหน ถ้าคิดไม่เข้าข้างตัวเองหรือจงใจผลิตคำใหญ่คำโตเพื่อให้ดูดี...บางทีมันก็หาคำตอบลำบาก นี่คือยังไม่ต้องถามกันต่อว่า สถานการณ์ทั้งหมดที่เราพยายามจะอ่านกันนั้น มันเป็นเหตุปัจจัยของวิกฤตทั้งปวงจริงๆ หรือ
พูดแบบไม่ต้องมีการเมืองมาเกี่ยวข้อง สภาพของนักธุรกิจผู้ดำรงตำแหน่งรักษาการนายกรัฐมนตรีเวลานี้ แม้การแสดงออกและประวัติชีวิตที่ผ่านมาล้วนแล้วแต่เกี่ยวข้องกับความเฉลียวฉลาดอยู่เสมอๆ แต่ในนาทีที่ยังต้องออกไปใช้ชีวิตเท้งเต้งอยู่เมืองนอกเมืองนา เพื่อคิดหาหนทางและข้อสรุปของการใช้ชีวิตอย่างมีความสุข ทั้งๆ ที่เงินในกระเป๋าเองก็มีเป็นแสนๆ ล้าน ของแบบนี้คิดแบบมนุษย์ต่อมนุษย์ด้วยกัน มันก็อดสงสัยไม่ได้ว่าตกลงคนประเภทนี้โง่หรือฉลาดกันแน่...อันนี้คือพูดถึงแง่มุมของการใช้ชีวิต
แล้วถ้าเราเริ่มสงสัยใน ‘ทิศทาง’ ความสุขและการใช้ชีวิตของคนแบบนี้ มันก็เลี่ยงไม่ได้จะต้องกลับไปทบทวนตรวจสอบทิศทางการทำงาน การขับเคลื่อนประเทศในทางรูปธรรม ไม่ว่าจะเป็นความพยายามกล่อมหูประชาชนให้กระโจนขึ้นเวทีการแข่งขันทางการค้า การเปิดเสรีทั้งหลายทั้งปวง ไล่เรื่อยมาจนถึงการพยายามวัดผลความสำเร็จความล้มเหลวของการบริหารประเทศด้วยการอ้างตัวเลขจีดีพีซึ่งเป็นเครื่องมือวัดผลที่ ‘เชยมาก’ รวมถึงการเป็นต้นตอของความเกลียดชังแบ่งฝักแบ่งฝ่าย ซึ่งพอแบ่งออกมาแล้ว ผู้คนที่ยังหลงเหลือสติปัญญาต่างก็ต้องรีบชะงักเท้า ก่อนที่จะถูกต้มให้ก้าวไปยืนข้างฝ่ายหนึ่งฝ่ายใด
ใช่ครับ-ทั้งหมดนี้ล้วนไม่ใช่ประเด็นใหม่ ไม่ใช่เรื่องที่จะต้องมาถกเถียงแล้วว่าชอบธรรมหรือไม่ชอบธรรม และมันก็พ้นวาระของการหาผู้รับเหมาความผิดมาค่อนข้างไกลแล้ว แต่สิ่งที่เราอาจต้องทบทวนและตอบคำถามกันให้ดีๆ ก็คือ เชื้อความคิดเกี่ยวกับความสุขและการมีชีวิตของคนแบบนี้ เอาเข้าจริงแล้วมันได้ลอบเข้ามาฝังตัวอยู่ในยีนหรือโครโมโซมของเราบ้างหรือไม่
ผมนึกถึงหัวข้อสนทนากับอาจารย์มหาวิทยาลัย 2-3 คน ในช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมา
อาจารย์คนแรก เอ่ยปากว่าจำเป็นต้องหยุดการเรียนการสอนกลางชั่วโมง เพราะหาคำอธิบายให้ตัวเองไม่ได้ว่า จะสอนวิชาการเมืองการปกครองให้นักศึกษาที่นั่งแถวหน้าแต่กำลังถักเปียให้กันทั้งชั่วโมงได้อย่างไร ไหนจะมีคู่รักอีกคู่ที่แย่งกันบีบติ่งหูให้กันและกัน อยู่ข้างๆ คู่ที่กำลังถักเปียนั่นแหละ
อาจารย์คนถัดมา หลังจากสร้างวีรกรรมทางการเมืองเอาไว้ในช่วงการเลือกตั้งที่ผ่านมา ถัดจากนั้นไม่นาน ด้วยความเป็นอาจารย์ที่มีพฤติกรรมและมารยาทสุภาพเรียบร้อย ต้องคอยโค้งให้ลูกศิษย์ลูกหาที่เดินสวนกันอยู่ในคณะ แต่บังเอิญจังหวะโชคร้ายไปโค้งให้ลูกสาวนายกฯ ผลก็คือถูกเชิดหน้าใส่
อาจารย์อีกคนมีเรื่องกับนักศึกษาสาวร่วมสถาบัน เพราะไปห้ามปรามที่นักศึกษาคนนั้นขับรถเฉี่ยวเพื่อนนักศึกษาบนทางม้าลายในมหาวิทยาลัย ผลของการใช้มือทุบรถยุโรปราคาหลายล้านคันนั้นเพื่อให้คนขับหยุดรถก็คือ ไม่กี่ชั่วโมงต่อมาชายฉกรรจ์ร่วม 10 คนก็บุกขึ้นมาถึงหน้าคณะเพื่อจะเอาเรื่องเอาราวกับคู่กรณีลูกสาวเจ้านาย
เรื่องทั้งหมดผ่านเข้าหูผมในช่วงสัปดาห์เดียว ซึ่งก็เพียงพอที่จะทำให้ผมต้องแอบจัดเรตติ้งมหาวิทยาลัยอยู่ในใจเงียบๆ
ระหว่างที่ผมกำลังปลอบตัวเองและพยายามมองโลกในแง่ดีว่า กรณีที่ได้ฟังมานี้น่าจะเป็นแค่เรื่องของคนส่วนน้อย และไม่ใช่ ‘เรื่องปกติ’ ไม่ว่าจะในสังคมมหาวิทยาลัยหรือสังคมไหนๆ บังเอิญผมกำลังทำธุระเล็กๆ น้อยๆ ในร้านรับทำกรอบรูปแห่งหนึ่ง ระหว่างกำลังเจรจากับเจ้าของร้านเพื่ออธิบายความต้องการ ชายหนุ่มวัย 30 กลางๆ บุคลิกกระฉับกระเฉงตามแบบฉบับหนุ่มออฟฟิศประเภทผู้บริหารระดับกลาง ก็เดินเข้ามาในร้านพร้อมเพื่อนและญาติอีกประมาณ 4-5 คน พวกเขาแสดงความจำนงต้องการภาพถ่ายพิธีสำคัญเพื่อเก็บเป็นที่ระลึก พร้อมระบุรายละเอียดว่ากรอบรูปต้องเป็นแบบที่หรูหราอลังการที่สุดในร้าน
ชายหนุ่มสวมเสื้อยืดคอปกสีเหลือง กางเกงสแล็กส์กลีบคม ใส่ริสต์แบนด์สีส้ม พูดทุกอย่างที่ตัวเองต้องการอยู่ราว 10 นาทีโดยไม่มีท่าทีจะสนใจว่า กำลังแซงคิวใคร กำลังเอาเปรียบใคร กำลังพูดแทรกใคร พูดง่ายๆ คือ...ไม่น่าจะมองเห็นศีรษะใคร นอกจากความต้องการของตัวเอง
ผมเสียใจกับอาภรณ์ที่เขาพยายามสร้างนิยามให้ตัวเอง และมันก็เป็นอีกเหตุผลที่ผมไม่อยากจะด่าอะไรออกไป ได้แต่สูดลมหายใจลึกๆ ตะโกนในใจว่า-มึงอย่าเอานิสัยเหลี่ยมๆ มาใช้กับกูได้มั้ย
ผมยังไม่อยากด่วนหาข้อสรุปเกี่ยวกับความเชื่อมโยงของเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น แต่เท่าที่ผมนึกได้และเชื่อเป็นเบื้องต้นก็คือ เรื่องทั้งหมดไม่ใช่ความบังเอิญ ความเป็นกลวงอธิคม คุณาวุฒิ
ขมเป็นยา, ไทยโพสต์ วันอาทิตย์ที่ 10 กันยายน 2549 ก็...เป็นไปตามที่หลายต่อหลายคนคาดการณ์เอาไว้ ‘เป้าใหญ่’ ที่ถูกบรรดาสมาชิกสภาชินรุมแทะรุมทึ้งทั้งขัดขากระชากชายเสื้อต่างก็หลุดจากตำแหน่ง กกต. ไปอย่างพร้อมเพรียง ไม่ว่าจะเป็นคุณนาม ยิ้มแย้ม คุณวสันต์ สร้อยพิสุทธิ์ โดยเฉพาะกองหน้าตัวเป้าอย่างอาจารย์แก้วสรร อติโพธิ ยิ่งถูกจับตามองมากเป็นพิเศษว่าจังหวะลากลูกจ่ออยู่หน้าประตู จะถูกกองหลังพันธุ์ถ่อยคนไหนไล่เสียบไล่เตะตัดขาแบบที่มีเสียงทักท้วงถึงความเป็นกลางทางการเมือง ไล่เรื่อยไปจนถึงใบปลิวต่ำชั้นที่ว่ากันไปถึงขั้นใบหน้าไม่เหมือนมนุษย์...ฯลฯ
แต่อาจารย์แก้วก็ยังเป็นอาจารย์แก้ว คือนอกจากจะเบสิกแน่น ยืนมวยดี ไม่มีมั่ว หรือออกอาการจั่วลมตีกรรเชียงแบบมวยวัดแล้ว ยังประกอบไปด้วยความอดทนและมีเมตตาเป็นพื้นฐาน นับแต่วันที่ต้องโชว์วิสัยทัศน์ถูกซักประวัติ วิญญาณความเป็น ‘ครู’ ก็ยังอดไม่ได้ที่จะให้ความรู้เหล่าบรรดาอาหารปูอาหารปลาให้จำแนกแยกแยะระหว่าง ‘ความคิด’ และ ‘ความสัมพันธ์’ ก่อนที่จะเอาป้ายไปแขวนคอใครว่าเป็นกลางหรือไม่เป็นกลางทางการเมือง ซึ่งความพยายามของท่านในอันที่จะขัดเกลาจิตใจและสติปัญญาไม้แก่เหล่านั้นมีผลลัพธ์บั้นปลายเป็นอย่างไร เราท่านก็คงได้ข้อสรุปกันไปแล้ว คำว่า ‘ความเป็นกลาง’ ในความหมายที่ถูกฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งหยิบเอามาเป็นเครื่องมือทิ่มแทงดิสเครดิตฝ่ายตรงข้ามนั้น เมื่อเทียบกับท่าทีและจุดยืนอันแข็งแรงของอาจารย์แก้วสรร โดยเฉพาะการตอบคำถามผู้สื่อข่าวภายหลังรู้ผลคะแนน โดยอาจารย์แก้วสรรได้แสดงความแข็งแรงทางความคิดให้เห็นอีกครั้งว่า การที่ผลคะแนนออกมาเช่นนี้ชี้ให้เห็นว่ามีการบล็อกโหวตแน่นอน แต่การบล็อกโหวตที่ว่านั้นก็ไม่เกี่ยวข้องใดๆ กับประสิทธิภาพและความบริสุทธ์ใจของ กกต. ทั้ง 5 คนที่ได้รับเลือก
พูดง่ายๆ ก็คือ เรามีสิทธิสงสัยการลงคะแนนของสมาชิกวุฒิสภา แต่กับการทำงานของ กกต. ทั้ง 5 คนที่เพิ่งได้รับเลือกยังไม่ควรถูกสงสัย เพราะยังไม่มีใครได้เริ่มต้นทำงาน หนำซ้ำถ้าดูจากประวัติเส้นทางการทำงานของ กกต. ทั้ง 5 ท่านด้วยใจเป็นธรรม อย่างน้อยที่สุดก็ต้องถือว่าแต่ละท่านล้วนมี ‘ที่มา’ ในระดับที่ไม่ควรล้อเล่นหมิ่นแคลน
เพราะฉะนั้น ถ้าเราจะทวงหาความเป็นกลางด้วยสุจริตใจ ใช่หรือไม่ว่าท่าทีแบบอาจารย์แก้วสรรนี่แหละที่เป็นกลางอย่างแท้จริง เพราะมันหมายถึงการยืนอยู่บนกรอบกติกา และเป็นการวางตัวทางการเมืองที่ยืนด้วยความหวังว่า ‘ระบบ’ ควรจะได้ขับเคลื่อนด้วยตัวมันเอง ซึ่งความเป็นกลางแบบนี้ต่างหากที่มีราคา แตกต่างไปจากความพยายามแสวงหา ‘ความเป็นกลวง’ ของบรรดาผู้คนที่ทำมาหากินอยู่กับการแทะเล็มหาเศษหาเลยกับระบอบทักษิณ รวมไปถึงผู้คนที่ไม่อยาก ‘เลือก’ อะไร ขอแค่ได้อยู่รอดปลอดภัยสมัครสมานหลับหูหลับตารักกันไปเรื่อยๆ จากนั้นค่อยท่องคาถาส่งเอสเอ็มเอสเรียกร้อง ‘ความเป็นกลวง’ ผ่านหน้าจอโทรทัศน์
ความจริงแล้วคำคำนี้ไม่ใช่เพิ่งกลายเป็นประเด็นในยุครัฐบาลทักษิณ แต่มันเริ่มถูกเรียกร้องเกาะกินมานับตั้งแต่ยุคที่ชนชั้นกลางเริ่มมีปากมีเสียงในสังคม พัฒนาการของการต่อสู้ต่อรองทางการเมืองของบรรดาชนชั้นกลาง-ชนชั้นกลวงนั้น ดำเนินคู่ขนานมากับข้อเรียกร้องหาความเป็นกลาง-ความเป็นกลวงมาโดยตลอด
จำได้ว่าเมื่อประมาณ 10 ปีที่แล้ว สมัยที่ผมยังทำหน้าที่ผลิตรายงานข่าวในหนังสือพิมพ์รายวัน ข้อเรียกร้องตำหนิท้วงติงของผู้บังคับบัญชาระดับสูงในองค์กร ต่างก็พยายามกล่อมเกลาให้กอดคาถาท่องความเป็นกลางมาโดยตลอด ความเคยชินในการเขียนข่าวประเภทถ่างขาเหยียบสองข้างเอาไว้นั้น แทบจะถูกบัญญัติไว้ด้วยซ้ำว่าปริมาณความสั้นยาวของข่าวและข้อมูลจากคู่กรณีต้องสมมาตรกันชนิดที่ถ้านับจำนวนบรรทัดได้ก็คงนับไปแล้ว ซึ่งบรรดานักข่าวหัวอ่อนที่เชื่อเรื่องทำนองนี้ก็อาจจะเกิดอาการข้างเคียงถึงขั้นเผลอเดินขาโก่งถ่างสองข้างออกจากกันด้วยความเคยชินจนเสียบุคลิก ส่วนผมเองนั้นโชคดีที่มีครูบาอาจารย์ที่รักและนับถือในวิชาชีพสอนมานานแล้วว่า ไม่มีความเป็นกลางระหว่างดีกับชั่ว ก็เลยหลุดรอดจากโรคเดินขาถ่างมาได้จนถึงวันนี้
ผ่านไปหลัดๆ 10 ปี คนที่เคยพูดถึงคำนี้ต่างก็ชูธงรบกับรัฐบาลอย่างถ้วนหน้า ไม่มีใครหวนกลับมาพูดถึงความเป็นกลางอย่างกลวงๆ อีกเลย
คำพูดของคุณอานันท์ ปันยารชุน ที่กล่าวว่าไม่มีความเป็นกลางระหว่างความดีกับความชั่ว เราต้องเลือกข้างระหว่างฝ่ายธรรมะกับอธรรมเสมอ คำพูดของนายแพทย์ประเวศ วะสี ที่บอกว่าเราไม่มีทางสมานฉันท์กับคนที่มาข่มขืนลูกสาว ต่างก็ชี้ให้เห็นบรรยากาศทางสังคมที่ขมวดปมจนผู้คนจำเป็นต้องเลือกฝ่าย
แต่ในขณะเดียวกัน การเลือกข้างอย่างชัดเจนว่าไม่เอาทักษิณ จากนั้นก็ป่าวประกาศเรียกร้องให้ทหารหันกลับไปคว้าปืนมาปฏิวัติ มันก็ไม่ต่างอะไรกับความพยายามแสวงหาความเป็นกลางและทวงสิทธิเสรีภาพความเท่าเทียมกันของสื่อ ในแง่ที่ว่าถ้าจะหยิบประเด็นสื่อถูกรัฐคุกคาม ก็ต้องไม่ลืมกรณีที่ สมัคร-ดุสิต ถูกทหารบีบจนหลุดจากผังรายการวิทยุเข้าไปด้วย ซึ่งทั้ง 2 วิธีคิดนี้ต่างก็ชวนให้สับสนในหลัดคิดและมองไม่เห็นอนาคตพอๆ กัน การงอกขึ้นมาของกระบอกเสียงที่ถูกเรียกว่า ‘สื่อเทียม’ การพังทลายของกลไกการเมือง การล้มละลายทางความน่าเชื่อถือขององค์กรตรวจสอบ ความพยายามดึงอำนาจอื่นเข้ามาคัดง้าง หรือกระทั่งข่าวการลอบสังหาร ต่างก็เป็นสัญญาณย้ำให้เห็นอีกครั้งว่า ‘การไป’ ของทักษิณไม่อาจใช้วิถีทางปกติได้อีกต่อไป
แต่การที่ทักษิณจะอยู่หรือจะไป ไม่สำคัญเท่ากับว่าแล้วหลังจากนั้นเราจะอยู่กันภายใต้เงื่อนไขสังคมชนิดไหน ซึ่งหากเรายืนอยู่บนหลักที่แน่น มีการสรุปบทเรียน ยังมีความหวังและเพียรพยายามออกแบบระบบให้ขับเคลื่อนรองรับสิ่งที่เกิดขึ้น...โอกาสที่จะกอบเก็บซากปรักหักพังขึ้นมาใหม่ก็อาจจะใช้เวลาน้อยลง
นี่คือความหวังเท่าที่เงื่อนไขบ้านเมืองเป็นอยู่ ณ เวลานี้. เงื่อนไขของการสมานฉันท์อธิคม คุณาวุฒิ
ขมเป็นยา, ไทยโพสต์ วันอาทิตย์ที่ 3 กันยายน 2549 รุ่นน้องคนหนึ่งในสำนักงานเอ่ยปากค้าน หลังจากได้ยินผมหลุดโพล่งคำหยาบคายระหว่างติดตามข่าวเหตุการณ์ระเบิด 20 จุดในจังหวัดยะลาว่า “พี่...ถ้าผมเป็นคนที่นั่นแล้วเพื่อนผมถูกอุ้มถูกฆ่าตายไป 80 กว่าคนในวันเดียว ผมก็คงเข้าร่วมขบวนการ แล้วก็พร้อมจะพลีชีพนะครับ”
ผมฟังแล้วได้แต่อธิบายว่า ที่สบถอะไรออกไปเมื่อครู่นั้น มันไม่ได้หมายถึงแค่คนที่ก่อการ แต่เป็นอารมณ์ความรู้สึกของคนปกติสามัญที่ยังปรับตัวไม่ทันจากข่าวคาร์บอมบ์-คาร์บ๊อง แล้วต้องมารับรู้ข่าวการวางระเบิดปูพรมธนาคารพาณิชย์ 20 กว่าจุดภายในวันเดียว มีคนเสียชีวิตจริง มีคนบาดเจ็บจริง...ของแบบนี้เป็นใครก็ต้องก่นด่าอะไรออกมาสักอย่าง
สิ่งที่น่าสนใจนอกเหนือไปจากเรื่องเมื่อครู่ก็คือ ถ้าอารมณ์และความคับแค้นที่รุ่นน้องคนนั้นเอาตัวเองไปแทนค่าความรู้สึกของผู้คนในท้องที่ มันเป็นเรื่องที่ใครต่อใครต่างก็ต้องรู้สึกอย่างนั้น ประเด็นข้อสงสัยที่คนส่วนใหญ่ในสังคมนี้อาจจะยังไม่เคลียร์ด้วยซ้ำว่า เอาเข้าจริงแล้วเรากำลังรบกับ ‘ใคร’ กระทั่งยังไม่สามารถหาความชัดเจนได้ว่ามีมูลเหตุจูงใจอันใด ใครคนนั้นจึงได้ก่อเรื่องและสร้างความรุนแรงอย่างเปิดเผยมาตลอดอย่างน้อย 2-3 ปี (ในกรณีที่เรานับเอาเฉพาะเหตุการณ์ปล้นปืนที่นราธิวาสเป็นเวลาอ้างอิง) พัฒนาการของความรุนแรงที่เกิดขึ้นทั้งหมด อย่างน้อยมันก็ได้สาธิตให้เห็นแล้วว่า...เรากำลังเผชิญหน้ากับเรื่องใหญ่โตเกินกว่าจะมาพูดเรื่อยเปื่อยว่าเป็นโจรกระจอก
เรื่องที่ต้องคอมคารวะแสดงความนับถือก็คือ เนื้อหาและท่าทีในการแถลงข่าวของ พลเอกสนธิ บุญยรัตกลิน ผู้บัญชาการทหารบก ซึ่งไม่เพียงสะท้อนให้เห็นถึงความเข้าอกเข้าใจในข้อเท็จจริง ความเห็นอกเห็นใจเจ้าหน้าที่ผู้ปฏิบัติงานในพื้นที่ซึ่งถูกรบกวนจากฝ่ายการเมืองมาตลอด โดยเฉพาะการวิเคราะห์และประเมินสถานการณ์ของนายทหารอาชีพท่านนี้ ในกรณีที่กล่าวยอมรับอย่างตรงไปตรงมาว่า ในสถานการณ์ก่อการร้ายทั่วโลกนั้น ไม่มีใครรู้ชัดว่าเรากำลังรบอยู่กับใคร แต่อย่างน้อยที่สุด เมื่อถึงตอนนี้ทหารเริ่มลูบคลำสัณฐานคนระดับหัวขบวนได้แล้วว่าเป็นใคร และมียุทธศาสตร์ในการเจรจาตามแนวทางที่เรียกว่า ‘สันติ’ และ ‘สมานฉันท์’ อย่างไร
ปฏิกิริยาท่าทีดังกล่าว ไม่เพียงแสดงความเป็นมืออาชีพและความสง่างาม ซึ่งเทียบไม่ได้เลยกับท่าทีหลุกหลิกรวบรัดของตำรวจในกรณีคาร์บอมบ์-คาร์บ๊อง ในขณะเดียวกัน ศักยภาพในการประเมินสถานการณ์ของนายทหารท่านนี้ ยังทำหน้าที่เป็นกระจกส่องสะท้อนขีดความสามารถในการประเมินสถานการณ์ของคนที่พูดไปแบบผีเจาะปากว่าเป็นแค่ ‘โจรกระจอก’ ซึ่งท้ายที่สุดมันก็ได้สะท้อนถึงความกระจอกของคนพูด
ลำพังความสงบสุขภายในประเทศยังประเมินสถานการณ์ผิดซ้ำแล้วซ้ำเล่า แล้วการเอาประเทศทั้งประเทศไปโยนใส่เกมเปิดเสรีทางเศรษฐกิจโดยไม่ได้เตรียมกติกาและความพร้อม...มันจะไปเหลืออะไรให้น่าเชื่อถือไว้ใจ
ยุทธศาสตร์ของการเจรจาเพื่อสร้างสันติและสมานฉันท์ที่พลเอกสนธิกล่าวถึงนั้น เป็นอีกประเด็นหนึ่งที่น่าสนใจและสามารถนำไปปรับใช้ได้กับหลายๆ เรื่อง เพราะคำว่าสันติและสมานฉันท์นั้นไม่อาจทำงานได้อย่างลอยๆ แต่ต้องดำเนินไปควบคู่กับเครื่องมืออื่นเสมอ การพยายามแสดงความชัดเจนเพื่อรักษาแนวทางดังกล่าว ไม่ว่าจะเป็นการควานหาหัวขบวนมานั่งโต๊ะเจรจาเพื่อตัดแขนตัดขาส่วนอื่นที่เคลื่อนไหว พร้อมๆ กับเพิ่มกำลังพลเข้าไปตรึงพื้นที่เพื่อสร้างความอุ่นใจ และบรรเทาความทุกข์ยากหวาดระแวงของผู้คนจึงเป็นสิ่งที่ต้องดำเนินควบคู่กัน
ที่ผ่านมา แนวทางของการสมานฉันท์นั้นถูกใช้อย่างกว้างขวางไม่เฉพาะกับสถานการณ์ที่ภาคใต้ แต่อาจกล่าวได้ว่ามีคนพยายามใช้คำนี้อย่างเลอะเทอะเปรอะเปื้อนและค่อนไปในทางมักง่ายให้เห็นเสมอๆ การพยายามเรียกร้องให้ผู้คนรักสมัครสมานกันโดยไม่มีเงื่อนไขอื่นกำกับ มันจึงผลิตภาพชวนอเนจอนาถให้เห็นอยู่เรื่อยๆ...
ไม่ว่าจะเป็นนักการเมืองที่กรีดน้ำตาในเวลาเพลี่ยงพล้ำ ไม่ว่าจะเป็นความพยายามที่จะใช้ลิ้นโลมเลียจากรัศมีไกลๆ ของบรรดาเจ้าของค่ายเพลงที่เกณฑ์เอาเด็กในคอกมาร้องเพลงชวนให้ผู้คนรักกันราวกับว่าบ้านนี้เมืองนี้ไม่เคยมีอะไรเกิดขึ้น หรือต่อให้มีอะไรเกิดขึ้นก็ควรจะปล่อยเลยตามเลย ลืมๆ กันไปมารักกันไว้ดีกว่า ซึ่งเรื่องแบบนี้ไม่เพียงเป็นความพยายามที่จะเลียกันแบบมักง่ายเท่านั้น แต่ยังบ่งบอกถึงเพดานไอคิวของผู้คนในสังกัดบริษัท รวมทั้งระดับความสูงต่ำของจิตใจได้เป็นอย่างดี
ผู้ที่เชื่อมั่นในแนวทางของความรักความสมานฉันท์และลงแรงศึกษาเพื่อที่จะใช้แนวทางนี้อย่างมีประสิทธิภาพ จึงไม่เคยมีใครพูดหยาบๆ แค่ว่าคนในสังคมไม่ควรทะเลาะกัน ตรงกันข้าม เราจะศึกษาและต่อยอดการทะเลาะโต้แย้งอย่างสร้างสรรค์อย่างไรต่างหาก ซึ่งนั่นหมายความว่าเราต่างต้องมีวุฒิภาวะและความอดทนที่จะอยู่ร่วมกันบนความต่างด้วย
ถ้าการแสวงหาแนวทางสมานฉันท์ในสถานการณ์ภาคใต้ต้องดำเนินไปควบคู่กับการใช้เครื่องมือทางการทหารอื่นๆ การพยายามแสดงตนเป็นผู้ที่พร้อมจะทำความดี เชื่อมั่นในความรักและสมานฉันท์มันจึงไม่มีสูตรสำเร็จง่ายๆ แค่สวมเสื้อสีเหมือนคนส่วนใหญ่ หรือเอาสติ๊กเกอร์มาติดท้ายรถ แต่พฤติกรรมทั้งตอนขับและตอนจอดไม่ได้สะท้อนให้เห็นเลยว่า เคยมองเห็นศีรษะเพื่อนร่วมถนนคนอื่นๆ บ้างหรือไม่ แล้วจะให้เชื่อว่าคนประเภทนี้สามารถผลิตความรักความสมานฉันท์ในความหมายที่สูงส่งกว่าได้อย่างไร
สังเกตเถิดว่าความรักและความสมานฉันท์ที่แท้จริงนั้น นอกจากจะมีความละเอียดอ่อนและจริงจังเป็นองค์ประกอบสำคัญแล้ว มันยังเป็นขั้วตรงข้ามกับความคิดสูตรสำเร็จ มักง่าย และไม่ตรงไปตรงมา...เสมอ มันเป็นวิถีที่เขาเลือกอธิคม คุณาวุฒิ
ขมเป็นยา, ไทยโพสต์ วันอาทิตย์ที่ 27 สิงหาคม 2549 ถ้าจะพูดกันด้วยน้ำเสียงกึ่งปลงกึ่งเตรียมตัวเตรียมใจรับสภาพสิ่งที่กำลังจะเกิดขึ้นในอนาคตอันใกล้ บางทีมันก็ต้องยอมรับและทำความเข้าใจกันให้ได้ว่า เรื่องราวของคาร์บ๊องนั้นเป็นอิฐก้อนแรกของซากปรักหักพังที่ทักษิณได้ ‘เลือกแล้ว’ ว่าต้องการจะให้บ้านเมืองเคลื่อนไหลมาในทิศทางเช่นนี้เอง...
ความจริงเรื่องแบบนี้เป็นที่รู้กันในหมู่คนที่เคยสัมผัสใกล้ชิดนักธุรกิจผู้นี้ว่า สามารถทำอะไรต่อมิอะไรเกินจินตนาการผู้คนปกติได้เสมอๆ เพราะฉะนั้นสิ้นเสียงคำรามผ่านไรฟัน ‘มันทำกันเกินไป’ พร้อมกัดฟันกรอดแบบดาวร้ายหนังไทยยุคดามพ์ ดัสกร ในเหตุการณ์ที่เซ็นทรัลเวิลด์และสยามพารากอนเพียงไม่กี่วัน ตำรวจไทยก็ได้มีโอกาสแสดงฝีมือและความสามารถในระดับที่หน่วยสืบราชการลับอังกฤษสกอตแลนด์ยาร์ด ไล่รวมไปถึงคุณพ่อเอฟบีไอ อาจจะถึงขั้นขอเปลี่ยนฐานะกราบเท้าถวายตัวเป็นลูกศิษย์ ฝุ่นที่สยามพารากอนยังไม่หายตลบ ข้อกล่าวหาที่ตำรวจถูกสังคมสงสัยว่าสมคบกุ๊ยการเมืองไล่กระทืบผู้หญิงและคนแก่ยังไม่ทันสะสาง อัจฉริยภาพด้านการข่าว การจับกุมทหารธุรการที่กลายมาเป็นผู้เชี่ยวชาญด้านซีโฟร์และทีเอ็นที การสืบสวนสอบสวน และกำหนดทิศทางคดีก็ผุดบังเกิดให้อับอายชาวโลกกันอีกครั้ง
สำหรับคนที่อยู่กับเกมและหมากทางการเมืองมาตลอดชีวิตอย่างป๋าโรจน์หรือคุณเปลว สีเงิน บทวิเคราะห์ในไทยโพสต์เมื่อวันศุกร์ที่ผ่านมานั้น มันก็ได้ทำหน้าที่ไล่เรียงพล็อตและจังหวะเดินเรื่องในเหตุการณ์จับคาร์บ๊องอย่างเป็นระบบตามแบบฉบับคนเก่งเกมหมากรุกไปแล้ว ใครที่พลาดน่าจะลองหาโอกาสย้อนกลับไปอ่านกันดู
คำถามสามัญแต่ชวนสยดสยองจนไมมีใครอยากเอ่ยปากก็คือ...พ้นจากนี้ไป เขาจะเอายังไงกับเราต่อ
ที่ผ่านมานั้นรูปธรรมของความแตกแยกทางสังคมก็แสดงผลอย่างชัดเจนไปแล้วไม่รู้กี่ครั้งต่อกี่ครั้ง แต่ดูเหมือนว่าผลกระทบจากรอยปริแยกระดับชาวบ้านตีกันนั้นมันอาจน้อยไปหรืออย่างไรไม่ทราบ แนวโน้มของสภาพการแบ่งฝักแบ่งฝ่ายจึงไม่ใช่แค่ระดับผัวเมียพ่อลูกทะเลาะกันบนโต๊ะอาหาร ไม่ใช่แค่การขยิบตาให้กุ๊ยไล่กระทืบคนตามห้างสรรพสินค้า ไม่ใช่แค่การเป่านกหวีดเรียกคาราวานคนพาลไปข่มขู่นักข่าวคนท้องคนไส้ถึงสำนักงานหนังสือพิมพ์ แต่มันไปไกลถึงขั้น การบีบบังคับให้ต้องเลือกข้างและแบ่งฝ่ายระหว่างคนถือปืนด้วยกัน โดยมีฝ่ายหนึ่งสวมเครื่องแบบสีกากี อีกฝ่ายสวมสีเขียวขี้ม้า หนำซ้ำยังเป็นจังหวะที่มือข้างหนึ่งกุมโผแต่งตั้งโยกย้ายนายทหารระดับสูงเป็นตัวประกันอีกต่างหาก
ข้อวิตกที่หลายฝ่ายเกรงกันว่าสถานการณ์ที่ถูกปั่นขึ้นมานี้ ท้ายที่สุดจะกลายเป็นเงื่อนไขรองรับ ‘ประกาศภาวะฉุกเฉิน’ มันจึงอาจต้องถามกันต่อไปอีกว่า แล้วใครจะเป็นผู้ปฏิบัติบังคับใช้กฎหมายนี้ และถ้ายิ่งในสถานการณ์ที่มีการส่งคนไปตะโกน ‘ขอชีวิต’ ที่บ้านสี่เสาเทเวศร์ บรรดานายทหารระดับสูงที่เป็น ‘ลูกป๋า’ รวมไปถึงนายทหารฝ่ายกุมกำลังที่ประกาศตัวชัดเจนถึงฐานะความเป็น ‘ข้าราชการ’ และ ‘ข้าแผ่นดิน’ มาตั้งแต่ต้น จะคิดเห็นและมีปฏิกิริยาเคลื่อนไหวอย่างไรกับแนวทางดังกล่าว
คำพูดของอดีตหัวหน้าหน่วยลอบสังหารอย่างพลเอกพัลลภ ปิ่นมณี ที่บอกว่าเหตุการณ์ต่อจากนี้ไปจะเลวร้ายรุนแรงยิ่งกว่าพฤษภาทมิฬ คงไม่ได้หลุดออกมาเพียงเพราะถูกปลดจากตำแหน่งรองผู้อำนวยการรักษาความมั่นคงภายใน (กอ.รมน.) หรือถูกตัดออกจากวงจรของกระทรวงกลาโหมเท่านั้น แต่ระบบข่าวสารและสัญชาตญาณของนายทหารที่เคยผ่านสมรภูมิสู้รบแบบเห็นเลือดเห็นเนื้อมาตลอดชีวิต ย่อมมีข้อมูลเพียงพอที่จะประเมินได้แล้วว่า...ถัดจากนี้ไปจะเกิดอะไรขึ้น
ท่ามกลางชะตากรรมที่น่าอเนจอนาถถึงขั้นที่ผู้คนที่ยังมีสติสัมปชัญญะในสังคมได้ข้อสรุปร่วมกันว่า ‘คาร์บอมบ์ไม่มีจริง’ ข้อสังเกตที่ตามมา 3-4 ประการเกี่ยวกับผลได้จากการเล่นกับข่าวนี้ ไม่ว่าจะเพื่อเป็นการกลบข่าวทำร้ายประชาชนที่ห้างสรรพสินค้า เพื่อเรียกร้องความเห็นอกเห็นใจพร้อมๆ กับป้ายความผิดไปให้บุคคลที่สังคมยอมรับความเป็นผู้ใหญ่ ไล่รวมไปถึงเป็นงานลงทุนสร้างเพื่อดิสเครดิตทหาร โดยมีผลปลายทางอยู่ที่การจัดแถวตามโผในมือเพื่อรองรับความมั่นคงปลอดภัยของตัวเองในอนาคต ทั้งหมดนี้แม้จะฟังดูเลวร้าย แต่ถึงที่สุดแล้วยังถือว่าค่อนข้างมองโลกในแง่ดีไปด้วยซ้ำ
เพราะอย่างที่บอก...เสียงร่ำลือจากคนที่เคยสัมผัสใกล้ชิดเส้นทางชีวิตของนักธุรกิจผู้นี้ต่างยอมรับไปในทางเดียวกันว่า ลูกดื้อ ด้าน ดึงดัน และกล้าแลกในระดับ ‘ตายเป็นตาย’ คือคุณสมบัติติดตัวมาตั้งแต่ยุคที่เริ่มบุกเบิกธุรกิจ ผิดกันแต่ว่าถึงตอนนี้ สิ่งที่อยู่บนหน้าตักไม่ใช่แค่ตัวเลขผลประกอบการของบริษัท ไม่ใช่แค่อนาคตทางการเมืองหรืออนาคตส่วนตัวว่ายังหวังจะใช้ชีวิตบั้นปลายอย่างสงบบนแผ่นดินนี้หรือไม่ แต่มันหมายถึงการเอาสังคมนี้ไปวางบนหน้าตักแล้วเททั้งหมดเป็นเดิมพัน
...และการยึดเอาประเทศทั้งประเทศเป็นตัวประกัน มันก็เป็นวิถีที่เขาได้เลือกแล้ว. ความสุขกับความพอเพียงอธิคม คุณาวุฒิ
ขมเป็นยา, ไทยโพสต์ วันอาทิตย์ที่ 20 สิงหาคม 2549 ก่อนที่อะไรต่อมิอะไรจะเกิดความชัดเจนระดับใกล้ๆภาวะฟ้าผ่าลงมากลางกระหม่อมนั้น...ระหว่างนี้ต้องถือว่าแต่ละฝ่ายต้องอาศัยความเชี่ยวชาญในการ ‘บริหารข่าวลือ’ กันไปตามแต่ทักษะและรสนิยมเฉพาะบุคคล
เพราะในขณะที่หนังสือพิมพ์ไทยโพสต์ฉบับเมื่อวานพาดหัวใหญ่ว่าทักษิณไม่เว้นวรรค แต่มติชนฉบับวันเดียวกันก็พูดไปอีกแบบคือ มีสัญญาณปล่อยออกมาจากปากรักษาการนายกฯ ในระหว่างเป็นประธานในพิธีมอบรางวัลและประกาศเกียรติคุณอุตสาหกรรมดีเด่น ปี 2549 ที่ทำเนียบรัฐบาลทำนองว่า ปีหน้าอาจไม่ได้มาเป็นประธานอีก ซึ่งก็ถูกตีความว่าอาจเกิดรายการเว้นวรรคอย่างที่หลายๆ คนลุ้นกันอยู่
ในกรณีนี้ ผู้เชี่ยวชาญศาสตร์ด้าน ‘สี่เหลี่ยมวิทยา’ ก็อาจตั้งข้อสังเกตต่อไปได้ว่า อะไรก็ตามที่ทักษิณพูดแปลว่าจะไม่ทำ แต่อะไรที่ไม่พูดมักจะแอบทำ ซึ่งอันนี้ก็แล้วแต่จะว่ากันไป...แต่ข้อเท็จจริงในการบริหารเกมการเมืองต่ำๆ ในระดับกลุ่มก๊วนกระจอกๆ นั้น เป็นที่แน่ชัดว่าเสียงของบรรดาลูกหาบลิ่วล้อที่พยายามอัดฉีดฟอร์มาลินเข้าเส้นคนเป็นหัวหน้าพรรคให้ดันทุรังต่อไปท่ามกลางกระแสกดดันคัดค้านนั้น มันก็ไม่ได้มีอะไรไปมากกว่าการหา ‘เจ้ามือ’ ที่จะเป็นคนจ่ายในเกมเลือกตั้งเฉพาะหน้า เพราะถ้าถึงเวลาต้องกินโต๊ะแต่หาคนเป็นเจ้าภาพไม่ได้ หายนะระดับพรรคแตกพรรคยุบก็ไม่ใช่เรื่องที่ต้องอาศัยอำนาจวินิจฉัยของ กกต. อีกต่อไป แต่มันย่อมแตกดับไปเองโดยธรรมชาติของเชื้อโรคที่ไม่มีเศษอาหารปฏิกูลหล่อเลี้ยง
เพราะฉะนั้น คำพูดและข้อเรียกร้องของหลายต่อหลายฝ่ายที่อยากจะเห็นทักษิณเว้นวรรคทางการเมืองในการเลือกตั้งที่จะถึงนั้น หากพิจารณากันด้วยสติสัมปชัญญะจะพบว่า เอาเข้าจริงแล้ว มันไม่ได้เป็นข้อเสนอหรือข้อเรียกร้องที่เกิดจากความชิงชังรังเกียจเพียงอย่างเดียว ตรงกันข้าม อาจปะปนไปด้วยสุ้มเสียงของความรักและปรารถนาดีด้วยซ้ำ
ยกตัวอย่างเช่น ลองปล่อยให้ใครสักคนเล่นบท ‘วีรบุรุษปฏิรูปการเมือง’ รอบที่สองกันสักปีหรือปีครึ่ง ระหว่างนั้นคนฉลาดๆ แบบทักษิณค่อยไปหาวัตถุดิบหาของมาขายกันรอบใหม่ก็ยังไม่สาย ลองใช้เวลาระหว่างพักยกไปนั่งปรับความเข้าใจกับพรรคพวก อย่าไปมองเขาเป็นแค่มือไม้เอาใช้สอยแต่ใช้หัวใจความเป็นเพื่อนซื้อใจกันอีกรอบ เผลอๆ งวดนี้อาจจะมีไอเดียใหม่ๆ งอกขึ้นมามากไปกว่าโอท็อป หนึ่งตำบล หนึ่งผลิตภัณฑ์ แต่เป็นสินค้าทางการเมืองใหม่ๆ ที่ยั่วใจมากกว่าประชานิยม หรือลองจัดทัวร์กลุ่มเล็กๆ ไปดูสภาพบ้านเมืองที่เขาอยู่กินกันอย่างมีความสุขโดยที่ไม่ต้องพึ่งลัทธิการค้าบ้าเลือดแบบที่เป็นอยู่ ลองปล่อยใจให้ว่างเปิดโอกาสให้สีเสื้อเหลืองๆ ฟ้าๆ มันซึมซับออสโมซิสเช้าไปในหัวใจบ้าง...เรื่องทำนองนี้ก็มีคนพยายามเสนอกันอยู่
แต่ก็อย่างว่า...งาช้างย่อมไม่งอกจากปากสุนัข คนในยุทธจักรยากที่จะเป็นตัวของตัวเอง อัตราเร็วของเวรของกรรมที่พุ่งเท่าความเร็วแสงไหลมาตามไฟเบอร์ออพติก นอกจากจะส่งผลให้ยังไม่รู้อนาคตว่าจะมีโอกาสได้ใช้เงิน 73,000 ล้านเต็มเม็ดเต็มหน่วยหรือไม่ ข่าวลือที่ชาวบ้านพูดๆ กันถึงการขนย้ายเครื่องเรือนจากเมืองไทยบินไปแต่งบ้านพักที่อังกฤษ ก็ยิ่งทำให้เราเห็นสัจจะบางอย่างของชีวิต
ชั่วชีวิตผมยังไม่เคยกำเงินสดๆ ในมือถึงหลักล้าน เพราะฉะนั้นจึงจินตนาการไม่ค่อยออกว่า สำหรับคนที่มีประวัติบูชาเงินทองมาตลอดชีวิต จนกระทั่งสามารถมีเงินในกระเป๋าเป็นแสนล้าน และในจำนวนนั้นส่วนใหญ่เป็นเงินที่งอกขึ้นมาอย่างรวดเร็วขณะที่มีอำนาจบริหารประเทศเพียงชั่วเวลา 5 ปี ปลายทางความสุขของคนแบบนี้อยู่ที่ไหน หรือถึงที่สุดแล้ว คนแบบนี้โง่หรือฉลาดกันแน่ที่พยายามจะเอาอีกไม่รู้จบ จนต้องแลกด้วยความสุขของลูกเมีย จะใช้เงินช็อปปิ้งทีต้องดูซ้ายดูขวา มีใครยืนตามด่าอยู่ตามห้างหรือเปล่า ลูกๆ ก็ต้องมาคอยแบกรับแรงเสียดสี ลูกสาวจะเรียนหนังสือให้มีสมาธิก็เป็นเรื่องยากลำบาก ลูกชายจะทำธุรกิจของตัวเองก็คลำหาศักดิ์ศรีหาศักยภาพแท้จริงไม่เจอ...ชีวิตแบบนี้จะเรียกว่าความสุขได้จริงหรือ
ตามประสาคนจนที่จำเป็นต้องกินองุ่นเปรี้ยว ผมจึงมีทฤษฎีส่วนตัวอยู่ว่าใครก็ตามที่สามารถครอบครองทรัพย์สินตั้งแต่ 10 เท่าขึ้นไปภายในระยะเวลาสั้นๆ นับจากวันแรกที่เคยมีอยู่เกือบเป็นศูนย์ บุคคลผู้นั้นจะต้องเคยเอารัดเอาเปรียบคนอื่นอย่างน้อย 1 ครั้ง ระยะเวลาสั้นๆ ที่ว่านี้อาจหมายความตั้งแต่ 5 ปีที่เป็นนายกฯ หรือ 4 ปีที่เป็นพิธีกรโทรทัศน์...และอื่นๆ
เป็นไปได้ว่าความสุขและความพอเพียงเป็นเรื่องสัมพัทธ์ ขึ้นอยู่กับเงื่อนไขและเหตุปัจจัยแวดล้อมของแต่ละบุคคล เหมือนสปอตโฆษณาของ สคบ.ที่พูดถึงความสุขของคนที่ดูทีวีจอเล็กๆ คนที่ใช้รถเมล์เป็นรถยนต์ส่วนตัวอย่างมีความสุข เรื่องพวกนี้จะไม่เป็นจริงตราบเท่าที่เงื่อนไขแวดล้อมไม่สอดรับและอนุญาต เพราะฉะนั้นคนที่ไม่เคยกำเงินหลักล้านย่อมไม่มีทางเข้าใจความสุขของคนที่อยู่กับเงินที่กองเป็นแสนล้าน นักข่าวหนังสือพิมพ์ที่ได้รับเงินเดือนหมื่นกว่าบาท ย่อมไม่มีทางเข้าใจความสุขของคนอ่านข่าวโทรทัศน์ที่เอาข่าวตัวเองจากหนังสือพิมพ์ไปอ่าน แล้วสามารถผลิตเงินได้หลายร้อยล้านภายในชั่วระยะเวลาไม่กี่ปี
แต่ถึงที่สุดแล้วทั้งความสุขและความพอเพียงต่างก็ต้องเกี่ยวข้องสัมพันธ์กับผู้อื่นหรือสิ่งอื่นเสมอ การมีเงินเป็นแสนล้านบาทบนความวิบัติแตกแยกของประเทศ หรือผลประกอบการทางธุรกิจที่สูงลิบสวนทางกับความเสื่อมทรุดของศักดิ์ศรีและความสง่างามของสื่อมวลชน มันย่อมชี้ให้เห็นว่ามีสิ่งผิดปกติเกิดขึ้นในเส้นทางชีวิตแล้ว
เรื่องพวกนี้สังเกตเห็นไม่ยากเลย แต่ที่ยากกว่าคือเวรกรรมที่สะสมมาจะบังตาและอนุญาตให้กลับตัวกลับใจหรือไม่เท่านั้น. สมมติว่าจะสู้กันด้วยนโยบาย อธิคม คุณาวุฒิ
ขมเป็นยา, ไทยโพสต์ วันอาทิตย์ที่ 13 สิงหาคม 2549 ในระหว่างที่ยังไม่รู้ชัดว่าวันที่ 15 ตุลาคมจะได้เลือกตั้งกันหรือไม่ ระหว่างที่ต้องลุ้นว่ารายชื่อ กกต. ทั้ง 10 เมื่อส่งไปถึงมือวุฒิสภาแล้ว ‘โจทก์เก่า’ รายใดจะถูกบล็อกโหวตบ้าง และในระหว่างที่พรรคการเมืองที่มีขนาดรองจากพรรคไทยรักไทย พยายามผลิตสิ่งที่เรียกว่า ‘นโยบายพรรค’ ท่ามกลางคำวิพากษ์วิจารณ์ทั้งในประเด็นหน้าตาของนโยบายและความเป็นไปได้ในทางปฏิบัตินั้น ถ้าเราเชื่อกันจริงๆ ว่าพรรคการเมืองควรสู้กันที่นโยบาย งานหนักของพรรคการเมืองอื่นๆ ที่ไม่ใช่ไทยรักไทยคือ ทำอย่างไรจึงจะฝ่ากำแพงประชานิยมที่ซื้อใจผู้คนอย่างได้ผลมาตลอด 5 ปี เพราะไม่ว่ามันจะมีผลข้างเคียงอย่างไรก็ตาม แต่อย่างน้อยผู้คนก็รู้สึกว่ารัฐได้ทำหน้าที่ ‘ให้’ อะไรบางอย่างแก่ประชาชนอย่างเป็นรูปธรรม
แต่บรรยากาศโดยทั่วไปอีกด้านหนึ่งนั้น เรากลับต้องเผชิญกับวิธีคิดทางเศรษฐกิจที่เรียกกันว่าลัทธิเสรีนิยมใหม่ ซึ่งแน่นอนว่ามันไม่เพียงสำแดงตนภายในประเทศไทยผ่านรายการวิทยุทุกเช้าวันเสาร์เท่านั้น แต่เป็นเงื่อนไขที่แพร่ระบาดไปทั่วโลก ควบคู่ไปกับการโฆษณาชวนเชื่อให้ใครต่อใครยอมรับกันว่าเรื่องทั้งหมดที่กำลังดำเนินไปนี้...เป็นข้อเสนอที่ไม่อาจปฏิเสธ
บนข้อเท็จจริงที่เป็นตัวตั้งคร่าวๆ ดังกล่าว มีประเด็นน่าสังเกตตามมาอย่างน้อย 2 ประการ
หนึ่ง พรรคการเมืองเจ้าของนโยบายประชานิยมที่หว่านโปรยทานให้โน่นให้นี่ไปทั่วทั้งสังคมนี้ มีหัวหน้าพรรคที่แสดงตนอย่างเปิดเผยว่าเป็นผู้เชื่อมั่นในลัทธิเสรีนิยมใหม่
สอง ว่ากันว่า ณ ปัจจุบันนี้แนวความคิดทางเศรษฐกิจและการเมืองที่มีพละกำลังพอที่จะคัดง้างกับลัทธิเสรีนิยมใหม่คือแนวความคิดที่เรียกกันว่า 'รัฐสวัสดิการ’ (หรือถ้าให้สอคล้องกับสังคมไทยก็อาจต้องผสานกับแนวคิดเศรษฐกิจพอเพียงเข้าไปด้วย)
เพราะฉะนั้น ถ้าพิจารณาจากข้อสังเกตเบื้องต้นนี้ เราอาจพบตรรกะที่น่าสนใจต่อไปคือ คำว่ารัฐสวัสดิการ กับ คำว่านโยบายประชานิยม ซึ่งโดยรูปแบบการแต่งหน้าทาปากเปลือกนอกฟังเผินๆ อาจคล้ายคลึงกัน แต่เอาเข้าจริงโดยเนื้อหาแล้วไม่น่าจะเป็นเรื่องเดียวกัน กระทั่งอาจเป็นเรื่องที่ขัดแย้งกันอย่างสิ้นเชิง
อย่างไรก็ตาม จากภาพของคู่ต่อรองถ่วงดุลซึ่งกันและกัน มันคงทำให้เรามองเห็นภาพใหญ่ขึ้นไปอีกว่า ยังมีประเด็นที่ควรสนใจควรแก่การถกเถียงมากไปกว่าการตั้งคำถามเล็กๆ แค่ว่านโยบายประชานิยมถือเป็นส่วนหนึ่งของระบบสวัสดิการหรือไม่ ในการสัมมนาเรื่อง ‘รัฐสวัสดิการกับการปฏิรูปการเมือง’ ที่คณะรัฐศาสตร์ จุฬาฯ เมื่อเดือนมิถุนายนที่ผ่านมา ดูเหมือนจะเป็นการพูดคุยระดมความเห็นที่ค่อนข้างถูกเพิกเฉยเพราะไม่ได้เป็นการตั้งวงโจมตีรัฐบาลโดยตรง แต่ก็มีประเด็นสำคัญๆ หลายอย่างที่ถูกหยิบยกขึ้นมาถกเถียงพูดคุยกันในหมู่นักวิชาการด้านรัฐศาสตร์และเศรษฐศาสตร์ ประเด็นหนึ่งซึ่ง รศ.แล ดิลกวิทยรัตน์ เปิดขึ้นมาในวงสัมมนาและเป็นสิ่งที่สังคมสมควรกลับไปขบคิดทบทวนกันให้ถี่ถ้วนอีกครั้ง
เพราะหากเราเฝ้าสังเกตทิศทางความเคลื่อนไหวของลัทธิทุนนิยมเสรีนิยมใหม่ที่กำลังครอบงำโลกทั้งโลก และหากคนจำนวนหนึ่งเห็นพ้องต้องกันว่าท่ามกลางคำโฆษณาชวนเชื่อว่าโลกต้องหมุนไปในทิศทางนี้โดยไม่อาจปฏิเสธ แต่โทษภัยอันเป็นข้างเคียงของระบบเศรษฐกิจเสรีนิยมก็ได้สาธิตและสำแดงให้ประจักษ์ครั้งแล้วครั้งเล่าว่า มันได้พร่าผลาญก่อให้เกิดหายนะประการใดบ้างนั้น การฝ่ากำแพงมายาคติดังกล่าวจึงไม่มีทางอื่น นอกจากการเสนอตัวเลือกให้ผู้คนในสังคมสัมผัสจับต้องได้
และอย่างที่บอก ตัวเลือกที่ถูกหยิบยกขึ้นมาคัดง้างกับเสรีนิยมใหม่ก็คือรัฐสวัสดิการ
แต่ทันทีที่เอ่ยคำนี้ขึ้น คำถามที่ตามมาโดยฉับพลันอัตโนมัติอาจจะเริ่มตั้งแต่ ข้อท้วงติงแบบโบร่ำโบราณที่กลัวกันเรื่องสังคมนิยมกลัวคอมมิวนิสต์ ถัดมาคือจะเป็นปัจจัยถ่วงต่อการลงทุนหรือไม่ จะเป็นการสร้างนิสัยให้ผู้คนเกียจคร้านหรือไม่ ไล่ไปจนถึงความหวาดระแวงและทัศนคติแง่ลบเกี่ยวกับระบบการจัดเก็บภาษี กระทั่งถึงข้อถกเถียงทางรัฐศาสตร์เกี่ยวกับการเสริมฐานอำนาจให้ระบบราชการ และจะเป็นการเปิดประตูอนุญาตให้รัฐใหญ่โตมีเครื่องไม้เครื่องมือครอบงำผู้คนเพิ่มขึ้นหรือไม่ ฯลฯ
แน่นอน การจะตอบคำถามทั้งหมดจำเป็นต้องใช้ทั้งสติ ปัญญา ความรู้ และระยะเวลาในการเปลี่ยนทัศนคติผู้คน แต่ทัศนะของนักวิชาการที่ทำงานคลุกคลีใกล้ชิดกับชาวบ้านในระดับคนใช้แรงงานมายาวนานอย่าง รศ.แล กลับมีข้อสังเกตที่น่าสนใจว่า สิ่งที่นักประชาธิปไตยชอบอ้างถ้อยคำอเล็กซานเดอร์ โป๊ป ที่บอกว่าการปกครองที่ดีที่สุดคือหรือรัฐบาลที่ปกครองน้อยที่สุดนั้น เป็นเพียงทัศนคติของ ‘พ่อค้า’ ที่ต้องการให้รัฐเปิดเสรีและอยู่เฉยๆ ที่เหลือเป็นเรื่องของพวกเขาที่จะแข่งขันหากำไรกันเอง แต่กับประชาชนทั่วไปที่ไม่มีกำลังแข่งขันเท่าพ่อค้าวาณิช สิ่งที่พวกเขาต้องการคือการดูแลจากรัฐ โดยมีเงื่อนไขว่าประชาชนต้องมีอำนาจและเครื่องมือในการกำกับรัฐด้วย
นั่นเป็นเพียงประเด็นหนึ่งซึ่งท้าทายความเชื่อเกี่ยวกับการกำหนดบทบาทอำนาจรัฐ ประเด็นต่อเนื่องที่ รศ.แล กล่าวไว้ชัดเจนกว่านั้นก็คือ หากเรามีเป้าปลายทางอยู่ที่การสร้างคุณภาพชีวิตที่ดีให้กับผู้คนในสังคม ข้อถกเถียงเกี่ยวกับรัฐสวัสดิการจะถูกขมวดสั้นๆ เพียงว่าเรากล้าที่จะฝันและออกแบบสังคมกันแค่ไหน...
“คำถามไม่ใช่อยู่ที่ว่าเราควรมีรัฐสวัสดิการหรือเปล่า คำถามอยู่ที่ว่าเราจะทำให้มันเกิดขึ้นได้อย่างไร โดยไม่ต้องไปนั่งถามว่ารัฐสวัสดิการหน้าตาเป็นอย่างไร เพราะทั้งหมดนี้ถ้าเราให้เขาในสิ่งที่เขาหวังที่เขาฝันได้ เราก็สร้างรัฐสวัสดิการในทางความเป็นจริงและสอดคล้องกับพื้นฐานของสังคมไทยได้”
หากนโยบายพรรคการเมืองเป็นเรื่องของการขายฝัน การได้นั่งลุ้นว่าจะมีพรรคการเมืองใดไม่ว่าจะเป็นพรรคที่มีอยู่เดิมรวมถึงพรรคที่กำลังจะเกิดใหม่ มีใครกล้าฝันและสะกดคำคำนี้ออกมาดังๆ บ้าง อาจจะเป็นการลุ้นที่มีอนาคตไม่แพ้เรื่องในย่อหน้าแรกด้วยซ้ำไป
หมายเหตุ : อาทิตย์ที่ 6 สิงหาคม ขมเป็นยาไม่มา - -'
ประสิทธิภาพทางการเมือง อธิคม คุณาวุฒิ
ขมเป็นยา, ไทยโพสต์ วันอาทิตย์ที่ 30 กรกฎาคม 2549 MIB หรือ Men In Black เป็นหนังเอเลี่ยนเบาสมอง อายุอานามนับจากปีแรกที่ฉายจนถึงวันนี้ก็เกือบ 10 ปีเข้าไปแล้ว แต่เป็นหนังเหลวไหลที่ผมชอบหยิบขึ้นมาเปิดดูซ้ำบ่อยๆ โดยเฉพาะช่วงที่เกิดความรู้สึก...เวียนหัว มีอยู่ฉากหนึ่งซึ่งผมคิดว่าหลายคนคงชอบ เป็นฉากที่ทอมมี ลี โจนส์ในฐานะเจ้าหน้าที่องค์กรลับทำหน้าที่จัดระเบียบมนุษย์ต่างดาว คุยกับ วิล สมิธ บนม้านั่งริมน้ำหน้าตึกแฝดเวิลด์เทรด เซ็นเตอร์ เพื่อให้ข้อมูลเกี่ยวกับเอเลี่ยนบนโลกมนุษย์และเกลี้ยกล่อมให้ วิล สมิธ เข้าร่วมเป็นเจ้าหน้าที่องค์กรลับ
“1500 ปีก่อน เรายังเชื่อว่าโลกเป็นศูนย์กลางจักรวาล...500 ปีก่อน คนยังเชื่อว่าโลกแบน ...15 นาทีก่อน นายยังคิดว่าบนโลกมีแต่มนุษย์ แล้วที่เหลือจากนี้จะมีอะไรอีกที่เรายังไม่รู้” หนุ่มใหญ่หน้ายับสรุปประเด็นให้เด็กหนุ่มฟัง
“ทำไมต้องปิดเป็นความลับ คนเราไม่ได้โง่ ถึงที่สุดต้องรับเรื่องพวกนี้ได้อยู่แล้ว” มือใหม่ไร้เดียงสาซักค้าน คนแก่พรรษากว่าอบรมว่า “โดยธรรมชาติน่ะ คนเราเป็นสิ่งมีชีวิตที่ฉลาด แต่พออยู่รวมกันเป็นฝูงก็มักโง่ ขี้ตื่น พร้อมจะเกิดสภาพโกลาหลได้ง่ายๆ”
MIB จึงเป็นเรื่องของผู้ชายสวมชุดดำ ทำงานอย่างลับๆ คอยแบกรับภาระพิทักษ์โลกแต่เพียงลำพัง ทำหน้าที่แก้ปัญหาอย่างรวดเร็วเท่าทันมีประสิทธิภาพ เป็นองค์กรที่มีตัวตนแต่ไม่ปรากฏโฉมหน้า ไม่ใครมานั่งรับรู้ตรวจสอบการทำงาน หรือถ้าจะให้พูดให้คะนองปากไปกว่านั้นก็อาจกล่าวได้ว่า...เป็นองค์กรที่อยู่นอกเหนือรัฐธรรมนูญของทุกประเทศบนโลก
พูดกันแบบเอารสนิยมส่วนตัวเป็นที่ตั้ง ผมออกจะเห็นด้วยกับข้อสรุปจากปากตัวละครแบบทอมมี ลี โจนส์ พอสมควร เพราะขืนให้องค์กรประเภทนี้ต้องทำงานท่ามกลางสายตาผู้คน ต้องได้รับอาณัติจากประชาชนและถูกตรวจสอบโน่นนี่ ต้องคอยายงานข้อเท็จจริงทุกด้านให้สาธารณชนรับรู้ ขืนจุกจิกพิรี้พิไรขนาดนั้น นอกจากจะบั่นทอนประสิทธิภาพและไม่เท่าทันการณ์แล้ว ยังมีแนวโน้มว่าหนังเอเลี่ยนเรื่องนี้ต้องดูไม่สนุกแน่ๆ
แต่ก็อย่างที่เห็นๆ กันนั่นแหละครับ นาทีนี้การต่อสู้กับ ‘เอเลี่ยนหน้าเหลี่ยม’ ซึ่งเป็นสิ่งแปลกปลอมที่คณะผู้ร่างรัฐธรรมนูญฉบับปี 40 คงไม่ได้จินตนาการเอาไว้ว่าจะเกิดสิ่งมีชีวิตประเภทนี้งอกขึ้นมาจากกฎหมายแม่ฉบับดังกล่าว มันได้ส่งผลลุกลามบานปลาย แบ่งแยกผู้คนออกเป็นฝักฝ่าย ไม่ใช่แค่ฝ่ายที่เอาทักษิณกับไม่เอาทักษิณท่านั้น แต่ยังเกิดผลข้างเคียงไปถึงขั้นที่ว่าถ้าไม่เอาแล้วจะไม่เอาแบบไหน กระทั่งว่าใครที่ไม่ด่าไม่เฮตาม แต่พยายามให้สติให้หลักคิดกับสังคม ก็อาจถูกแขวนป้ายเป็น ‘เบบี้’ ไม่ประสีประสาจังหวะการเคลื่อนเข้าตี กระทำการเป็นแนวร่วมมุมกลับของระบอบทักษิณ หรือกลายเป็นพวก ‘ลัทธิแก้’ ...สุดแท้แต่จะว่ากันไป
สิ่งที่ปรากฏในเวลานี้จึงสะท้อนให้เห็นว่า แท้ที่จริงแล้วอารมณ์ของสังคมนั้นต้องการเครื่องมือที่ยืดหยุ่นมากไปกว่ากรอบของคำว่าประชาธิปไตยในความหมายที่หยิบยืมมาจากต่างประเทศ เพื่อนำมาขจัดปัดเป่าปัญหาที่เกิดขึ้นภายในประเทศอย่างมีประสิทธิภาพ...ประเทศที่มีองค์ประกอบและสถาบันทางสังคมที่เป็นเอกลักษณ์ แตกต่างจากประเทศอื่นๆ บนโลกใบนี้มากมายหลายปัจจัย จนกระทั่งไม่สามารถแน่ใจได้ด้วยซ้ำว่า จะใช้หลักปฏิบัติอันเป็นสากลเข้ามาสวมได้จริงหรือไม่
พูดง่ายๆ ในบางอารมณ์เราก็เรียกร้องและอนุญาตให้ ‘คนในชุดสีอะไรก็ได้’ เข้ามาช่วยปัดเป่าปัญหาให้ โดยยึดหลักประสิทธิภาพในการแก้ปัญหาเฉพาะหน้ามากกว่ากอดหลักการที่โขกออกมาจากพิมพ์ฝรั่ง ซึ่งนี่ถือว่าเป็นการมองโลกในแง่ดีพอสมควรแล้ว เพราะถ้ามองให้ดำมืดไปกว่านั้นมันอาจนำไปสู่ข้อสงสัยที่ใหญ่กว่า
อย่างไรก็ดี เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมา ไม่ว่าจะเป็นข้อโต้แย้งทางกฎหมายเรื่องการให้ประกันตัวหรือไม่ให้ประกันตัวอดีต 3 กกต. (ซึ่งไม่เกี่ยวกับความเห็นใจหรือไม่เห็นใจ) คำจาบจ้วงของทนายความผีเจาะปาก หรือการแสดงท่าทีแบบจิ๊กโก๋สะใจไร้วุฒิภาวะของนายชูวิทย์ มันก็ชี้ให้เห็นแล้วว่าการใช้เครื่องมือทางการเมืองที่ยืดหยุ่นแบบนี้ จำเป็นต้องดำเนินด้วยความประณีตละเอียดอ่อนเป็นอย่างยิ่ง
บทความชื่อ ‘ระบอบประชาธิปไตยระยะผ่าน’ ของเกษียร เตชะพีระ ที่ในหนังสือพิมพ์มติชนเมื่อวันศุกร์ที่ผ่านมา อาจจะไม่ได้ให้คำตอบหรือทางออกสำเร็จรูปแก่ฝ่ายใด แต่มันทำหน้าที่เหมือนกระจกบานมหึมา ชี้ชวนให้เราสบตาและสำรวจรูปโฉมที่แท้จริงของสังคม เพราะถ้าหากเรายอมรับว่าระบอบการเมืองการปกครองของประเทศนี้อยู่ในขั้นตอนที่เรียกว่าประชาธิปไตยระยะผ่าน ซึ่งหมายความว่าเดินพ้นมาจากสภาพที่ไม่เป็นประชาธิปไตยมาพอสมควรแล้ว แต่ก็ยังไม่ถึงขั้นที่จะเรียกตัวเองได้ว่าเป็นประชาธิปไตยแบบตั้งมั่น ถ้าเช่นนั้น มันก็ต้องถามต่อไปว่า หากเราต้องการการเมืองที่มีเสถียรภาพและประสิทธิภาพ เราแคร์หรือไม่ว่าที่มาของมันจะต้องมาจากแหล่งไหน ปลายทางของการเปลี่ยนผ่านที่ว่านั้น จำเป็นหรือไม่ที่จะต้องเป็นระบอบประชาธิปไตยแบบตะวันตก หรือเอาให้ชัดกว่านั้นคือเราอยากเดินไปสู่ปลายทางที่ว่านั้นจริงหรือไม่ หรือลึกๆ แล้วเราอยากให้ระยะเปลี่ยนผ่านนี้กินเวลานานๆ เพื่อผสานข้อเท็จจริงทางสังคม แล้วสถาปนามันขึ้นมาเป็นระบอบการเมืองเฉพาะตัวที่มีประสิทธิภาพและสอดคล้องกับความต้องการของผู้คนส่วนใหญ่ในประเทศ โดยไม่จำเป็นต้องอ้างอิงฝรั่ง
ทั้งหมดนี้ หากเรายึดเพียงหลักประสิทธิภาพทางการเมืองเป็นที่ตั้ง ผมคิดว่าคนส่วนใหญ่มีคำตอบในใจอยู่แล้ว ต้องเรียกร้องพรรคอื่นบ้าง อธิคม คุณาวุฒิ
ขมเป็นยา, ไทยโพสต์ วันอาทิตย์ที่ 23 กรกฎาคม 2549 นอกเหนือจากค่าเงินบาทที่แข็งตัวอยู่ที่ระดับต่ำกว่า 38 บาทต่อเหรียญสหรัฐ ดัชนีซื้อขายในตลาดหุ้นพุ่งขึ้นทันทีทันใด 16 กว่าจุด ปฏิกิริยาของสังคมภายหลังพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ พระราชทานพระราชกฤษฎีกาเลือกตั้ง กำหนดให้มีการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรในวันที่ 15 ตุลาคมนั้น ดูเหมือนว่าจะเป็นไปในทางบวก... เพราะอย่างน้อยในเชิงสุขภาพจิต เราก็หลุดพ้นจากสภาพสุญญากาศอึมครึม พอจะมองเห็นเวทีและเงื่อนเวลาในการต่อสู้ต่อรองในระดับทางการที่ชัดเจนมากขึ้น หรืออย่างน้อยกว่านั้น ก็ไม่ต้องมานั่งเถียงกันแล้วว่าใครควรสมานฉันท์กับใคร ใครจะแอบไปกินข้าวแล้วสั่งเมนูเชยๆ ร้องเอาหูฉลามมาซด จะให้มีไมค์ถ่ายทอดหรือปิดประตูห้องคุย...ซึ่งเป็นข้อถกเถียงที่ชวนเวียนหัวและเหนื่อยใจ
สิ่งที่ทุกคนมองเห็นและตระหนักควบคู่กับการโปรดเกล้าฯ พระราชทานพระราชกฤษฎีกาเลือกตั้งก็คือ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงมีพระราชกระแสประกอบพระราชกฤษฎีกา 2 ข้อ หนึ่งมีพระราชประสงค์เห็นประเทศชาติกลับสู่ความสงบเรียบร้อยโดยเร็ว สองมีพระราชประสงค์ให้การเลือกตั้งที่จะมีขึ้นเป็นไปอย่างบริสุทธิ์ยุติธรรม
ผมเข้าใจว่าครั้งนี้น่าจะเป็นครั้งแรกที่มีพระราชกระแสประกอบการลงพระปรมาภิไธยในกฎหมาย ซึ่งพระราชกระแสทั้ง 2 ข้อก็บ่งชี้ว่าขณะนี้บรรยากาศของประเทศอยู่ในสภาพเช่นใด นี่คือยังไม่ต้องพูดถึงว่า นี่เป็นนาทีเดียวกันกับที่ประชาชนทุกสังกัด ต่างเพ่งภาวนาส่งแรงอธิษฐานถวายพระพรไปยังที่ประทับ ณ โรงพยาบาลศิริราช
เพื่อให้พระองค์คลายพระทัยจากทุกข์ของแผ่นดิน คำถามสามัญที่สุดใครต่อใครต่างก็ต้องผุดนึกใคร่ครวญขึ้นมาทันทีก็คือ แล้วอะไรเป็นเงื่อนไขให้เกิดความไม่สงบเรียบร้อย อะไรเป็นเงื่อนไขให้การเลือกตั้งเป็นไปอย่างเคลือบแคลงน่าสงสัย หากการเลือกตั้งในวันที่ 2 เมษายนที่ผ่านมาถูกมองว่าการเลือกตั้งที่ชำรุดและวิปริตที่สุดครั้งหนึ่งในประวัติศาสตร์ เพราะในทางปฏิบัติมีพรรคการเมืองลงสมัครรับเลือกตั้งเพียงพรรคเดียว จนนำมาสู่ความไม่ปกตินานัปการที่ตามมาเป็นระลอก ถึงเวลานี้พรรคการเมืองเท่าที่มีอยู่โดยเฉพาะฟากประชาธิปัตย์ก็แสดงท่าทีชัดเจนแล้วว่าพร้อมสนองน้อมรับพระราชกระแสรับสั่ง ดังนั้นเงื่อนไขความไม่สงบราบเรียบจากการคว่ำบาตรเป็นอันตัดทิ้งไปได้
เพราะฉะนั้น ‘เหตุปัจจัย’ ของความไม่สงบเรียบร้อย เหตุปัจจัยของความกังขาในการปฏิบัติหน้าที่ดูแลให้ความยุติธรรมในการเลือกตั้ง จะเป็นอะไรอย่างอื่นไม่ได้ นอกจากทักษิณและ กกต. แต่กระทั่งตอนนี้ก็ยังไม่มีวี่แววว่าท่าทีของรักษาการนายกฯ จะมีอะไรเปลี่ยนแปลงไปจากเดิม ความหวังและคำทำนายที่หลายต่อหลายคนพูดๆ กันว่า จะเกิดอะไรขึ้นกับกระบวนการเลือกตั้งถ้าระหว่างนี้ศาลสั่งจำคุกใครสักคนใน กกต. สักคืนสองคืน หรือเลยเถิดไปจนกระทั่งว่าหมากการเมืองที่คนฉลาดๆ แบบทักษิณอาจจะใช้ในการเลือกตั้งครั้งนี้ ก็คือการเลือกใช้วิธีลดแรงเสียดสีด้วยการถอยหลังกลับไปชักใย หาใครสักคนมาเป็นนอมินี ไม่ว่า นอมินีคนนั้นจะตัวสั้นๆ หรือสูงใหญ่อวบ ทั้งหมดนี้...บางทีมันก็เป็นแค่เรื่องที่ได้แต่หวังและทำนายกันไป แต่ภายใต้ภาวการณ์ ‘มันต้องเป็นเช่นนั้นเอง’ เตรียมนับถอยหลังวันเลือกตั้งทั่วประเทศ นอกเหนือจากภารกิจไล่บี้ กกต. หรือไล่บล็อกทักษิณกับไทยรักไทย สิ่งหนึ่งที่ประชาชนอย่างเราๆ น่าจะเรียกร้องเอาจากพรรคการเมืองอื่นควบคู่ไปกับภารกิจที่ว่านั้นก็คือ พรรคการเมืองอื่นที่ไม่ใช่ไทยรักไทย มีอะไรมา ‘เสนอขาย’ บ้าง
ตลอดหลายสิบปีที่ผ่านมา มีคำพูดว่าในทางนโยบายแล้วพรรคการเมืองที่ได้รับเลือกตั้งทั้งหมดในเมืองไทย แทบไม่มีอะไรต่างกัน แต่ปรากฏการณ์ 5 ปีที่ผ่านมาของพรรคไทยรักไทยมันก็ได้สาธิตให้เห็นแล้วว่า ชั่วดีถี่ห่างอย่างไรพวกเขาก็สามารถ ‘ผลิต’ สินค้าใหม่มาเสนอขายให้กับผู้คน ไม่ว่าของใหม่ที่ว่านั้นจะเข้าข่ายหลอกลวงต้มตุ๋นไม่ผ่าน อย. หรือแหกตา สคบ. ก็ตาม
จริงอยู่ว่าพฤติกรรมตลอด 5 ปีของไทยรักไทย มันได้แพร่เชื้อความเกลียดและความกลัวไปสู่ผู้คนในสังคมอย่างกว้างขวาง โดยเฉพาะผู้คนที่สังกัดชนชั้นกลางขึ้นไป แต่อีกแง่หนึ่งนั้น ปฏิเสธได้อย่างไรว่า สินค้าประชานิยมนั้น มัน ‘สัมผัสใจ’ คนยากคนจนในประเทศนี้ ซึ่งมีจำนวนมหาศาลแต่ไม่เคยมีตัวตนหรือมีพื้นที่บนนโยบาย
มันคงหยาบเกินไปที่จะสรุปว่าผู้คนกว่า 16 ล้านเสียง ล้วนเป็นคนโง่และถูกซื้อด้วยเงิน (และถึงแม้จะจริง เราก็จำเป็นต้องมีเครื่องมือที่จะอยู่ร่วมกันในสังคมกับคนแบบนี้) แต่ในเมื่อที่ผ่านมาพวกเขาเป็นตัวละครที่ถูกเพิกเฉยทิ้งขว้างมาตลอด ทักษิณกับพวกเสียอีกที่เป็นฝ่ายเขย่าให้ลุกขึ้นมามีชีวิตชีวาอีกครั้ง แม้ว่าจะเป็นการปลุกให้ลุกขึ้นมามีบทบาทจำกัดอยู่แค่คนที่โง่ จน เจ็บ แต่อย่างน้อยพวกเขาก็กลายเป็นตัวละครที่ถูกยกฐานะให้มีตัวมีตนบนพื้นที่เชิงนโยบาย...และถูกเรียกใช้บริการเมื่อถึงคราวจำเป็น
ทั้งหมดนี้คนที่มีสติย่อมรู้ว่ามิใช่การเรียกร้องให้ลอกเลียนแบบความเลว แต่เป็นสิ่งที่พรรคการเมืองอื่นที่ไม่ใช่ไทยรักไทยจะต้องคิด และเอาไปผลิตเป็นข้อเสนอใหม่ที่ดีกว่าออกมาให้ได้ เพราะลำพังแค่การใช้ความเกลียด ความกลัว ความขยะแขยงเป็นเครื่องมือในการต้อสู้นั้น แนวโน้มของผลลัพธ์ที่ออกมาก็อย่างที่เห็นๆ อยู่ ว่า ขอบเขตของความพ่ายแพ้มันอาจไม่ได้จำกัดอยู่แค่สนามเลือกตั้ง แต่มีสิทธิลุกลามสั่นคลอนไปถึงความเชื่อและความศรัทธาในระบอบการเมือง...ระบอบการเมืองที่วางอยู่บนหลักคิดสำคัญว่า ประชาชนสมควรมีสิทธิตัดสินชะตากรรมตัวเอง ทหารเฒ่าไม่เคยตาย (และยังไม่เลือนหาย)อธิคม คุณาวุฒิ
ขมเป็นยา, ไทยโพสต์ วันอาทิตย์ที่ 16 กรกฎาคม 2549 วาทะของนายพลดักลาส แมคอาเธอร์ ที่ผ่านออกจากปากพลเอกเปรม ติณสูลานนท์ เมื่อวันศุกร์ที่ผ่านมานั้น ต่อให้ใครต่อใครจะพยายามไม่ตีความเลยเถิดตามคำขอร้องของบรรดาลูกป๋า แต่ถึงอย่างไรมันก็ปฏิเสธไม่ได้ว่านี่คือ ‘สัญญาณ’ ที่สะกดให้สังคมต้องกลั้นหายใจไม่กระพริบตา เพราะคำว่า “Old soldiers never die; they just fade away.” ช่างสอดรับเหลือเกินกับสถานการณ์เผชิญหน้าไม่มีใครกลัวใครแบบนี้
เนื้อหาสาระของคำบรรยายพิเศษที่พลเอกเปรมกล่าวกับนักเรียนนายร้อยเกือบหนึ่งพันคน ก็คงมีประเด็นที่ถูกจับตาอย่างน้อย 3 ข้อ
หนึ่ง การย้ำความเข้าใจให้ทราบโดยทั่วกันอีกครั้งว่า ทหารเป็นของชาติและพระมหากษัตริย์
สอง รัฐบาลมาแล้วก็ไป เป็นเพียงจ๊อกกี้ที่ขี่ทหารม้าและจ๊อกกี้ก็มีทั้งคนที่เก่งกับไม่เก่ง
สาม ทหารต้องตอบแทนคุณแผ่นดิน แม้คำคำนี้จะไม่ได้บัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญ
ท่ามกลางบรรยากาศทางการเมืองที่คำว่าผู้มีบารมีนอกรัฐธรรมนูญยังหลอกหลอนไม่จบ สถานการณ์ที่รักษาการนายกฯ ยังแสดงอาการยื้อยุดกระเสือกกระสนจะฉีดฟอร์มาลินให้ตัวเองวันต่อวัน กระทั่งการแต่งตั้งโยกย้ายนายทหารระดับสูงยังวุ่นวายไม่เรียบร้อย ต้องถือว่านี่เป็นคำพูดสู่สาธารณะที่ ‘ดุ’ และตรงไปตรงมาที่สุดครั้งหนึ่งของพลเอกเปรม
เป็นการแจ้งให้ทราบโดยชัดเจนว่า นอกจากทหารเฒ่าจะไม่เคยตายแล้ว ยังไม่ได้เลือนหายไปไหน พร้อมจะปฏิบัติภารกิจนอกรัฐธรรมนูญเพื่อแทนคุณแผ่นดินเสมอ ด้วยสัญญาณเช่นนี้ ด้านหนึ่งนั้นก็เป็นอันได้ข้อสรุปคร่าวๆ แล้วว่า ไม่เพียงอนาคตทางการเมือง แต่อนาคตชีวิตของทักษิณ ชินวัตร และสาแหรกญาติเครือ ไม่น่าจะมีโอกาสได้ใช้ชีวิตบั้นปลายเป็นปกติสุขในแผ่นดินนี้อีกต่อไป
แต่ก่อนที่จะมีใครต้องก้มลงดมกลิ่นท็อปบู๊ตกันอีกครั้ง รักษาการนายกฯ ผู้ถนัดในการสร้างและผสมเคมีเร่งปฏิกิริยาให้เกิดความขัดแย้งรุนแรง ก็ยังแสดงท่าทีชัดเจนว่าจะกอดกติกาของตัวเองเป็นอาวุธต่อรองกับคนทั้งประเทศต่อไปเรื่อยๆ โดยเฉพาะความพยายามล่าสุดที่จะผลักดันให้เกิดการเลือกตั้งในวันที่ 15 ตุลาคม ทั้งที่พระราชกฤษฎีกาการเลือกตั้งฉบับเดิมเคยทูลเกล้าฯ และถูกตีกลับลงมาแล้ว
สิ่งที่รักษาการนายกฯ ทำเหมือนไม่เข้าใจมาตลอดก็คือ คำว่าระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์เป็นประมุข คำว่ากรอบกติการัฐธรรมนูญ คำว่าหลักนิติศาสตร์และความถูกต้องตามกฎหมาย ฯลฯ ถ้อยคำเหล่านี้เมื่อตกอยู่ภายใต้อุ้งมือของทักษิณกับพรรคพวก มันก็ถูกแปรรูปเปลี่ยนเจตนารมณ์ไปเป็นอย่างอื่น และคำว่าอย่างอื่นที่เห็นได้ชัดเจนที่สุดก็คือ หลักกติกาที่เคยแลกกันมาด้วยความเป็นความตายของผู้คนบนท้องถนนไม่รู้กี่ครั้งต่อกี่ครั้ง สุดท้ายก็ทำได้แค่สร้างผลประโยชน์และผลิตความชอบธรรมให้คนแบบทักษิณกับพวก
ภายใต้ซากปรักหักพังของระเบียบกติกานี้เอง ทำให้ผู้คนในแทบทุกวงการต้องมานั่งถกเถียงทบทวนความรู้ความเข้าใจกัน นักรัฐศาสตร์ต้องหันมาตั้งประเด็นกับพื้นที่การพูดคุยแลกเปลี่ยนทางนิติศาสตร์ตุลาการ นักกฎหมายต้องมาคอยแก้เงื่อนปมที่เนติบริกรผูกเอาไว้เป็นเครื่องมือเลียก้นเจ้านาย สื่อมวลชนที่ยังเหลือสติไม่มึนงงกับน้ำหนักผลประโยชน์ที่ฟาดใส่หัว ต่างต้องเลือกข้างกันอย่างชัดเจน ผู้คนทั่วไปต้องออกมาเดินบนถนนขับไล่ สถาบันสูงสุดของประเทศต้องทรงลดตัวลงมาเหน็ดเหนื่อย
กระทั่งสุดท้าย เครื่องมือรองรับความศักดิ์สิทธิ์ของสถาบันพระมหากษัตริย์อย่างกองทัพ ก็ต้องออกมาแสดงท่าทีประกาศพื้นที่และจุดยืนของนักรบในกองทัพ กลายเป็นทหารเฒ่าที่ไม่เพียงไม่ตายและไม่เลือนหาย แต่ยังปักธงรบยืนเด่นเป็นสง่าอยู่คนละฝั่งกับนายกรัฐมนตรีและพรรคพวกที่กอดแต่กติกาของตัวเอง
สิ่งที่รักษาการนายกฯ ทำเหมือนไม่เข้าใจมาตลอดก็คือ ผู้คนไม่ได้เลิกเชื่อในกติกา แต่พวกเขาไม่เชื่อใจในคนถือกติกา เพราะที่ผ่านมา 5 ปีเป็นที่ชี้ชัดแล้วว่าคนเหล่านี้ไม่มีอะไรให้น่าเชื่อถือ
ความพยายามดันทุรังจะชนกับผู้มีบารมีด้วยการดันพระราชกฤษฎีกาเลือกตั้งอีกรอบ นอกจากจะไม่ก่อประโยชน์ใดๆ ตราบเท่าที่มันยังไม่ได้เป็นการเลือกตั้งหลังการปฏิรูปกฎกติกา ยังมีแนวโน้มว่านี่อาจจะเป็นฟางเส้นสุดท้ายให้คนในกองทัพขยับตัวทำอะไรบางอย่าง
และถ้าอะไรบางอย่างหมายถึง การพาประเทศถอยหลังกลับไปล้มกระดาน เพื่อรื้อถอนล้างท่อโสโครกที่นักการเมืองรุ่นนี้ทำเปรอะเปื้อนเอาไว้ คนแบบทักษิณไม่ว่าจะมีอีกกี่ร้อยชั่วชีวิต ก็ไม่อาจแบกรับรอยด่างของประวัติศาสตร์หน้านี้ได้. ก่อนการเผชิญหน้าอธิคม คุณาวุฒิ
ขมเป็นยา, ไทยโพสต์ วันอาทิตย์ที่ 9 กรกฎาคม 2549 ในช่วงเข้าพรรษาใกล้วันพระใหญ่แบบนี้ ก็ได้แต่ภาวนาว่าระหว่างที่รักษาการนายกฯ เปลี่ยนแผนจะไปดูฟุตบอลโลกที่เยอรมนี มาเป็นการพักผ่อนกับครอบครัวริมทะเล ไม่ว่าสถานที่พักผ่อนจะเป็นพัทยาตามที่ตอบเรื่อยเปื่อยไปกับนักข่าว หรือจะเป็นสปารีสอร์ตแถวทะเลตราดก็ตาม แต่หลังจากลุ้นฟุตบอลนัดชิงชนะเลิศ หลังจากไหว้พระสวดมนต์ในวันเข้าพรรษาอาสาฬหบูชาแล้ว...ความเป็นอนิจจังของลูกกลมๆ และความร่มเย็นในวัดในโบสถ์น่าจะช่วยให้คิดอะไรที่เป็นสิริมงคลกับบ้านกับเมืองขึ้นมาบ้าง มาถึงชั่วโมงนี้คงได้แต่ภาวนาจริงๆ เพราะหากเราไล่เรียงพัฒนาการของปัญหา ‘วิกฤตที่สุดในโลก’ แล้วจะพบว่า ทุกเครื่องมือที่ถูกออกแบบให้ทำหน้าที่ถ่วงดุล ตรวจสอบ ถอดถอนในระบอบประชาธิปไตย ต่างก็ถูกงัดออกมาใช้กันจนหมดแล้ว ถึงแม้บางช่องทางบางเครื่องมือจะง่อยเปลี้ยเสียขาไว้วางใจอะไรไม่ได้ แต่อย่างน้อยก็ถือว่า...ได้ทดลองพยายามแล้ว
แต่ในเมื่อยังดิ้นรนอยากจะเห็นเลือดเห็นเนื้อ จนกระทั่งเกิดกรณีว่าถ้ามีใครในรัฐบาลรักษาการชุดนี้บ้าจี้เปิดรับไปรษณียบัตรทายผลโฉมหน้า ‘ผู้มีบารมี’ แนวโน้มที่กองไปรษณียบัตรทายผลฟุตบอลโลกของหนังสือพิมพ์ไทยรัฐที่เคยสูงเป็นภูเขาเลากา จะกลายสภาพเป็นแค่กองกระดาษหย่อมเตี้ยๆ น่าจะมีสูงทีเดียว
สิ่งที่แตกต่างก็คือ ถึงตอนนี้สังคมมีข้อสรุปเป็นคำตอบในใจแล้วว่า ‘ผู้มีบารมี’ ที่ถูกพาดพิงก้าวล่วงนั้นหมายถึงใคร เพราะฉะนั้นจะมาทำตลกกลบเกลื่อนว่าเป็นสนธิ ลิ้มทองกุล บ้างล่ะ ชี้นิ้วใส่นักข่าวมอบตำแหน่งผู้มีบารมีให้บ้างล่ะ ก็ดูเหมือนจะไม่มีใครอยากรับมุกช่วยกันขำแล้วในนาทีหน้าสิ่วหน้าขวานแบบนี้ แต่ถ้าเป็นมุกจดหมายฟ้องคุณพ่อบุชผู้มีบารมีนอกประเทศ...อันนี้อาจจะมีคนช่วยหัวเราะสมเพชได้นิดหน่อย
ประเด็นที่ควรจับตาและทำความเข้าใจกันให้ชัดแต่เนิ่นก็คือ ในเมื่อเครื่องไม้เครื่องมือทุกชนิดในบ้านเมืองถูกใช้ไปจนหมดจินตนาการแล้ว การต่อสู้เพื่อโค่นล้มทักษิณกับพรรคพวกในยกต่อไป หมายถึงเราจะแลกกันด้วยสถาบันสูงสุดอันเป็นที่รักยิ่งของคนไทย-ใช่หรือไม่
การประกาศระดมมวลชนของพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยในวันศุกร์ที่ 14 กรกฎาคม ซึ่งสนธิ ลิ้มทองกุล วางยุทธศาสตร์เลือกข้างไว้เรียบร้อยแล้วว่า ถึงเวลาที่สังคมจะต้องเลือกข้างระหว่างระบอบทักษิณหรือไม่ก็ผู้มีบารมีนั้น เมื่อบวกรวมเข้ากับพฤติกรรมการวางตัวของรักษาการผู้นำประเทศ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในกรณีล่าสุดที่มีการฟอร์เวิร์ดเมลกันในอินเทอร์เน็ต เป็นเรื่องคาดเดาไม่ยากเลยว่าเมื่อถึงเวลาวันนัดหมายประชาชนที่รักและเทิดทูนพ่อของแผ่นดินจะออกมายืนบนถนนมืดฟ้ามัวดินขนาดไหน
อย่างไรก็ตาม ข้อเตือนใจจากอดีตประธานวุฒิสภา อย่างมีชัย ฤชุพันธุ์ มือกฎหมายรุ่นครูของเหล่าบรรดาเนติบริกรเห็บเหา นักกฎหมายคนแรกที่ออกมาชี้ให้เห็นว่าคำพูดของทักษิณ ชินวัตร กรณีผู้มีบารมีในวันที่ 29 มิถุนายนนั้น อาจเข้าข่ายละเมิดรัฐธรรมนูญมาตรา 8 แต่ในฐานะคนที่เชี่ยวชาญการใช้อำนาจผ่านตัวบทกฎหมาย มีชัย ฤชุพันธุ์ ชี้ให้เห็นถึง ‘พระอัจฉริยภาพทางรัฐธรรมนูญ’ ของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ซึ่งสามัญชนทั่วไปไม่มีทางนึกได้
คำอธิบายเรื่องพระอัจฉริยภาพนั้น มีชัยชี้ว่านับตั้งแต่ที่ทรงมองเห็นว่า อำนาจอธิปไตยมิได้มีเพียงฝ่ายบริหารและฝ่ายนิติบัญญัติ เหมือนที่คนทั่วไปนึกถึงรัฐมนตรี นึกถึง ส.ส. หรือ ส.ว. แต่ทรงคิดไปถึงคณะผู้พิพากษาฝ่ายตุลาการ ซึ่งในแง่นี้คนทั่วไปก็อาจเข้าใจเพียงว่าอำนาจตุลาการจำกัดอยู่แค่การพิจารณาคดีความ แต่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวมองตุลาการในฐานะ ‘องค์อำนาจ’ และทรงใช้อำนาจตุลาการในฐานะอำนาจอธิปไตยเป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์ พระอัจฉริยภาพประการต่อมา ซึ่งมีนัยสำคัญมากก็คือ ทรงแก้วิกฤตของชาติด้วยความระมัดระวัง ไม่เคยมีปรากฏว่าทรงมีพระราชดำรัสหรือแก้ปัญหาในทิศทางที่จะทำให้ฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งได้ประโยชน์โดยลำพัง ทรงรักษาความเป็นกลางและปลอดการเมือง แม้ในพระราชดำรัสครั้งประวัติศาสตร์ที่พระราชทานแก่คณะตุลาการ ก็เป็นเพียงการให้คำแนะนำตามหลักการ ที่เหลือจากนั้นผู้มีอำนาจตามบัญญัติรัฐธรรมนูญ ต่างต้องนำไปลงมือปฏิบัติตามขอบข่ายอำนาจหน้าที่ของตัวเอง
กล่าวโดยสรุปคือ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวดำรงไว้ซึ่งพระอัจฉริยภาพ ทั้งการใช้เครื่องมือตามที่มีอยู่ในรัฐธรรมนูญ ขณะเดียวกันก็ทรงรักษาระยะห่างและความเป็นกลางทางการเมืองไปพร้อมๆ กัน
ในสถานการณ์ที่มีแนวโน้มว่าจะเกิดการเผชิญหน้าระหว่างผู้คนในสังคม ระหว่างที่นับถอยหลังไปก่อนถึงวันที่ 14 กรกฎาคม ระหว่างที่แต่ละฝ่ายต่างต้องประเมินกำลังซึ่งกันและกัน ไม่ว่าฝ่ายพันธมิตรฯ หรือฝ่ายคาราวานคนพาล ข้อเตือนสติ 2 ประเด็นนี้น่าจะทำให้ประชาชนผู้รักและเคารพสถาบันสูงสุดจะต้องเตือนตนเองไว้เสมอว่า ถึงที่สุดแล้วการนำสถาบันอันเป็นที่รักยิ่งไปอยู่กลางเงื่อนไขความขัดแย้งทางการเมืองนั้นมันเหมาะสมเพียงใด
และถ้าจะให้ดี เราควรพูดกันให้ชัดเสียแต่ต้นว่า พัฒนาการของปัญหาว่าด้วยทักษิณและพวกนั้น มันได้ทำให้ผู้คนถลำลึกมาไกลเกินโจทย์เดิมที่เคยพูดถึงกันเรื่องผลประโยชน์ทับซ้อน การมอมเมาประชาชนด้วยนโยบายหว่านซื้อ หรือกระทั่งการทำให้กลไกอำนาจตามระบอบประชาธิปไตยผิดเพี้ยนบิดเบี้ยวจนต้องออกมาพิทักษ์ปกป้อง ฯลฯ
แต่เรากำลังเดินทางมาถึงขั้นที่ต้องต่อสู้ด้วยรายจ่าย...ที่แพงขึ้นเรื่อยๆ |
|
|