Shau_Leuw_Hiang's profile+ + + + + ShauPost :: หน...BlogListsNetwork Tools Help

Blog


    "ความพยายามเป็นของมนุษย์ ความสำเร็จอยู่ที่ฟ้า"

    มีบทสัมภาษณ์คุณรสนา โตสิตระกูล ที่อ่านเจอในสารคดีตั้งนานแล้ว
    เพิ่งจะลงแรงพิมพ์เมื่ออาทิตย์ก่อน
    - - หลังจากสำรวจแล้วพบว่าไม่มีในสารคดีดอทคอม...หรือไม่เราก็ตาถั่ว
     
    รสนา : who is she ???
     
    คุณจอบ วันชัย ตันฯ เขียนเกริ่นนำบางส่วนไว้ว่า....
     
    ปี ๒๕๔๑ การเปิดโปงขบวนการทุจริตกรณีการจัดซื้อยาและเวชภัณฑ์ในกระทรวงสาธารณสุข ทำให้ชื่อของ รสนา โตสิตระกูล เป็นที่รู้จักของคนทั่วประเทศในฐานะหนึ่งในแกนนำเครือข่าย ๓๐ องค์กรพัฒนาเอกชน ที่รณรงค์ให้มีการตรวจสอบและสืบหาผู้กระทำผิดในเรื่องนี้ รวมทั้งดำเนินการรวบรวมรายชื่อประชาชน ๕ หมื่นรายชื่อเพื่อถอดถอนรัฐมนตรีผู้เกี่ยวข้องกับการทุจริต อันนำไปสู่กระบวนการสอบสวนหาผู้กระทำผิดอย่างต่อเนื่อง จนกระทั่งศาลมีคำสั่งยึดทรัพย์และจำคุกอดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข-นายรักเกียรติ สุขธนะ ในที่สุด
     
    ถือเป็นครั้งแรกที่ภาคประชาชนนำกลไกการตรวจสอบของรัฐธรรมนูญปี ๒๕๔๐ มาใช้ได้เป็นผลสำเร็จ
     
    ปลายปีที่ผ่านมา คุณรสนาโด่งดังเป็นข่าวอีกครั้งในฐานะแกนนำองค์กรผู้บริโภค ที่ทำการยื่นเรื่องฟ้องต่อศาลปกครองกรณีที่รัฐบาลออกพระราชกฤษฎีกาแปรรูปการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) ให้เป็นบริษัทมหาชน ก่อนที่การกระจายหุ้นในตลาดหลักทรัพย์จะเกิดขึ้นในอีกไม่กี่วันข้างหน้า
     
    ในที่สุดศาลก็มีคำสั่งให้ระงับการกระจายหุ้นอย่างฉิวเฉียดท่ามกลางเสียงโห่ร้องแสดงความยินดีจากประชาชนทั่วไป ขณะที่คนในรัฐบาลออกอาการหน้าแตกไปตามๆ กัน เพราะไม่คิดว่าจะมีใครกล้าท้าทายอำนาจของรัฐบาลชุดนี้ได้
     
    ในสายตาของคนทั่วไป คุณรสนาอาจนับเป็นเอ็นจีโอ-นักเคลื่อนไหวอาชีพ ที่น่าจับตามองที่สุดในขณะนี้ เพราะแต่ละเรื่องที่เธอรับอาสาคัดค้านหรือเปิดโปง รับประกันว่าได้ลุ้นกันจนนาทีสุดท้าย หากเป็นนักชก คุณรสนาก็จัดเป็นมวยไฟเตอร์ เดินหน้าลุยลูกเดียว ชนิดที่เรียกว่ากัดไม่ปล่อย
     
    ทั้งยังเป็นเอ็นจีโอหนึ่งในไม่กี่คนที่ได้รับพระราชทานเครื่องราชอิสริยาภรณ์ถึง ๒ ครั้ง
     
    แต่น้อยคนนักที่จะรู้ว่า โดยอาชีพแล้ว คุณรสนาเป็นเอ็นจีโอที่ทำงานด้านสุขภาพมาโดยตลอด และทุกวันนี้ก็ยังคงทำงานในตำแหน่งเลขาธิการมูลนิธิสุขภาพไทย
     
    อาจกล่าวได้ว่าคุณรสนาและเพื่อนพ้องที่ทำงานด้านสุขภาพมาด้วยกัน เป็นกลุ่มคนผู้บุกเบิกเรื่องสมุนไพรเพื่อการพึ่งตนเองเป็นรายแรกๆ ของประเทศเมื่อกว่า ๒๐ ปีก่อน
     
    ส่วนบทสัมภาษณ์ก็ตัดมาให้อ่านเป็นบางตอน.....
    ถ้าอยากอ่านฉบับเต็มคงต้องไปอุดหนุนสารคดีฉบับเดือนกุมภา 49
    Theme กุมภา ผ่าหัวใจ ปกสีชมพูสดใส ราคา 100 บาท (เป็นเดือนสุดท้าย)
     
    เชิญทัศนา.....
     
    บทสัมภาษณ์คุณรสนา โตสิตระกูล โดย วันชัย ตันติวิทยาพิทักษ์
    สารคดี กุมภาพันธ์ 2549
     
    + + ที่ผ่านมาดูเหมือนประชาชนจะหมดหวังกับกลไกการตรวจสอบของรัฐ
     
    รัฐธรรมนูญปี ๒๕๔๐ ได้รับการยกย่องว่าเป็นรัฐธรรมนูญที่ดีที่สุด เป็นรัฐธรรมนูญของประชาชน แต่ในรอบ ๘ ปีที่ผ่านมากลับทำให้คนไทยหมดหวังกับกลไกที่จะไปตรวจสอบรัฐบาลที่แข็งแกร่งอย่างรัฐบาลไทยรักไทย ด้วยเหตุนี้พอศาลปกครองตัดสินเรื่องนี้ขึ้นมา มันก็ทำให้คนรู้สึกมีความหวัง เกิดความรู้สึกว่ากลไกนี้ยังพอจะเป็นความหวังให้ประชาชนได้ และครั้งนี้เป็นครั้งที่ ๒ ที่เราทดลองใช้กลไกตามรัฐธรรมนูญจนประสบผลสำเร็จ ครั้งแรกเราใช้กลไกการรวบรวมรายชื่อ ๕ หมื่นรายชื่อ และอาศัยช่องกฎหมายเรื่องความร่ำรวยผิดปรกติของนักการเมือง ครั้งที่ ๒ ใช้กลไกของศาลปกครอง เราคิดว่าที่ผ่านมาประชาชนคนไทยไม่ค่อยได้สนใจรัฐธรรมนูญ ไม่เคยมีใครมาดูว่ามีหลักเกณฑ์ กฎหมาย กลไกต่างๆ หรือไม่ ที่เปิดโอกาสให้เรานำมาใช้ในการตรวจสอบ เราปล่อยให้ฝ่ายบริหาร ฝ่ายรัฐบาล เป็นคนใช้อยู่ฝ่ายเดียว เราไม่เคยใช้เลย ถึงตอนนี้เราควรต้องฝึกใช้ให้มากขึ้น ตอนที่เรายื่นฟ้องต่อศาลปกครอง มีพรรคพวกหลายคนบอกว่าจะทำไปทำไม ผีไปถึงป่าช้าแล้ว ไม่มีประโยชน์หรอก เรายังบอกเลยว่าประชาชนอย่างเราต้นทุนต่ำนะ เรามีแต่เสมอตัวกับกำไร ขอให้มีช่องทางให้เราเห็นว่ายังทำอะไรได้ ยังเดินต่อไปข้างหน้าได้ เราก็จะไม่หยุดยั้งในการที่จะทำ และถึงวันนี้ อย่างน้อยทั้ง ๒ กรณี คือเรื่องทุจริตยากับเรื่องแปรรูป กฟผ. มันก็ได้พิสูจน์ให้เห็นแล้วว่า ความคิดที่ว่าเราจะไม่หมิ่นในกุศลธรรมแม้เพียงน้อยนิด เป็นสิ่งถูกต้อง
     
    + + หมายความว่าอย่างไรครับ ไม่หมิ่นในกุศลธรรม
     
    พระพุทธศาสนาสอนเราว่า อย่าหมิ่นในสิ่งที่เป็นกุศลธรรม คือสิ่งที่ถูกต้อง แม้จะดูเหมือนน้อยนิดก็อย่าดูแคลน อย่างเช่นน้ำที่หยดลงไปทีละหยดๆ ถ้าเราลองเอาถังมาวางตั้งไว้ สักวันสองวันน้ำจะเต็มถังได้ เพราะฉะนั้นสิ่งที่เป็นความดี แม้เพียงเล็กน้อยเราก็ต้องรีบทำ ขณะเดียวกัน อกุศลธรรมแม้เพียงน้อยนิดก็อย่าประมาท เหมือนกับเปลวไฟเล็กๆ ที่อาจทำให้เกิดไฟไหม้ใหญ่โตได้ หรือความขัดแย้งในสังคมที่ดูเหมือนเป็นเรื่องเล็กๆ แบบโจรกระจอก มันก็อาจจะทำให้เกิดการลุกลามได้ถ้าไม่รีบแก้ไข เพราะฉะนั้นพุทธศาสนาจึงสอนไม่ให้คนประมาท อะไรที่เป็นความชั่วต้องรีบกำจัด อย่าให้มันลุกลาม อะไรที่เป็นความดีแม้เพียงเล็กน้อยก็ต้องรีบทำ อย่างน้อยที่สุดเราก็เชื่อว่า ถ้าเราทำอย่างเต็มที่แล้วไม่สำเร็จ มันก็เพราะเหตุปัจจัยยังไม่พร้อม ฉะนั้นก็ต้องทำต่อไปอย่าท้อถอย อย่างที่ภาษิตจีนเขาบอกว่า “ความพยายามเป็นของมนุษย์ ความสำเร็จอยู่ที่ฟ้า” แต่ถึงแม้เส้นทางแห่งความสำเร็จจะมีเหตุปัจจัยมากมายที่เราควบคุมไม่ได้ เราก็ต้องไม่ลืมว่าตัวเราเองก็เป็นเหตุปัจจัยหนึ่ง ถ้าเราทำให้เต็มที่ เราก็อาจเป็นเหตุปัจจัยที่นำมาสู่การเปลี่ยนแปลงได้ ที่สำคัญ เมื่อเราทำเต็มที่แล้ว เราก็ยังตอบตัวเองได้ว่าเราทำเต็มที่แล้ว ทำดีที่สุดแล้ว พอใจแล้ว ดังนั้นไม่ต้องห่วงว่าจะแพ้หรือชนะ
     
    + + อะไรเป็นแรงบันดาลใจให้กล้าต่อสู้กับความไม่เป็นธรรมทั้งหลายทั้งปวง ขณะที่คนส่วนใหญ่ในสังคมพากันนิ่งเฉย
     
    ก็นี่ไง “อย่าหมิ่นในกุศลธรรมแม้เพียงน้อยนิด” แล้วก็เชื่อว่า “ความพยายามเป็นของมนุษย์” หลายคนมักจะถามว่า สู้แล้วจะชนะเหรอ เราก็จะถามกลับว่า คุณจะสู้เฉพาะเรื่องที่ชนะเท่านั้นเหรอ คุณต้องดูว่ามันเป็นสิ่งที่ถูกต้องหรือเปล่า ไม่ใช่ว่าคุณจะทำก็ต่อเมื่อว่ามันจะชนะ เวลาที่เราต่อสู้เรื่องอะไร อย่าไปสนใจว่าจะแพ้หรือชนะ เราต้องดูว่ามันเป็นเรื่องที่ถูกต้องไหม ถ้าถูกต้อง ก็ต้องสู้อย่างเต็มที่ แล้วก็ต้องทำไปอย่างไม่ลดละความพยายาม อย่าไปหวั่นกลัวต่อความพ่ายแพ้ ถึงแม้จะยังไม่ชนะก็ให้ถือว่าเหตุปัจจัยยังไม่พร้อม คุณก็ต้องสู้ต่อ นี่คือสิ่งที่พุทธศาสนาบอกกับเรา เวลาที่ทำแล้วยังไม่สำเร็จ ก็อย่าเพิ่งไปท้อถอย อย่าไปท้อแท้ เพราะว่าเหตุปัจจัยมันยังไม่พร้อม มันเป็นเรื่องของเวลา เป็นเรื่องของความสุกงอม ถ้าคุณเชื่อว่าสิ่งที่คุณกำลังทำมันอยู่บนเส้นทางที่ถูกต้อง คุณก็ต้องทำให้มากขึ้นๆ แล้วเมื่อมันชนะ มันก็ไม่ใช่ชัยชนะของเรา แต่เราเป็นหนึ่งในเหตุปัจจัยที่ทำให้เกิดสิ่งที่เรียกว่าชัยชนะ
     
    + + ออกโรงมาเปิดโปงเรื่องการทุจริตคอร์รัปชันก็แล้ว แต่ทุกวันนี้กลับดูจะยิ่งหนักข้อขึ้นไปอีก ไม่ผิดหวังบ้างหรือ
     
    เคยรู้สึกผิดหวังเหมือนกัน ตอนที่ทำเรื่องทุจริตยาเรารู้สึกว่าเป็นความสำเร็จอย่างมาก มันกลายเป็นกรณีตัวอย่างที่คนหยิบยกขึ้นมาพูดถึงกันอยู่บ่อยครั้ง แต่ในที่สุดมันก็ผ่านไป ทุจริตคอร์รัปชันก็ยังคงเต็มบ้านเต็มเมืองอยู่เหมือนเดิม ทั้งยังซับซ้อนซ่อนเงื่อนมากขึ้นเรื่อยๆ หรืออย่างตอนที่เราทำเรื่องโครงการสมุนไพรฯ เคยคิดว่าตัวเองประสบความสำเร็จมากเลยในยุคแรก ทำให้ชาวบ้านสามารถพึ่งตนเอง ลดค่าใช้จ่ายได้ แต่มาถึงตอนนี้ พอโครงการ ๓๐ บาทรักษาทุกโรคเข้ามา ชาวบ้านก็เลิกพึ่งตนเอง กลับไปพึ่งโรงพยาบาลเหมือนเดิม ช่วงแรกๆ เราก็รู้สึกว่าเป็นความล้มเหลวมากเลยนะ สิ่งที่ทำมาตลอด ๒๐ กว่าปีหายวับไปกับตาเลย ชาวบ้านกลับไปพึ่งรัฐเหมือนเดิม แต่สิ่งที่เกิดขึ้นมันก็ทำให้เรานึกถึงนิยายของ อัลแบร์ กามูส์ เรื่องที่เทพเจ้าซิซีฟัสถูกสาปให้มาเกิดเป็นมนุษย์ มีหน้าที่เข็นหินขึ้นไปที่ยอดเขา พอถึงยอดเขาหินก็กลิ้งตกลงไปที่ตีนเขาเหมือนเดิม แม้ชะตากรรมของซิซีฟัสจะไม่ต่างจากชะตากรรมของมนุษย์ที่ดูไร้สาระเสียจริงๆ แต่ในที่สุดซิซีฟัสก็ได้พบว่า ในระหว่างที่เข็นหินขึ้นภูเขา เขาได้มองเห็นดอกไม้ข้างทางอันสวยงามและมีความสุข กามูส์ต้องการสื่อกับเราว่า การมีความสุขกับสิ่งเล็กๆ ทุกๆ วันท่ามกลางชะตากรรมอันน่าเบื่อ อาจจะเป็นคำตอบของมนุษย์ก็ได้ เพราะถ้าเรามองไปในประวัติศาสตร์ สังคมมันก็ขึ้นลงอย่างนี้อยู่ตลอดเวลานะ ชัยชนะและความพ่ายแพ้ ธรรมะกับอธรรมจะผลัดกันมีชัยอยู่ตลอดเวลา เราจะไปหวังว่าเมื่อสำเร็จแล้วมันจะอยู่คงทนถาวรตลอดไป คงเป็นไปไม่ได้ แต่ก็เช่นกัน ความล้มเหลวก็ไม่ได้อยู่คงทนถาวร เพราะฉะนั้นอย่าปล่อยให้ความสำเร็จหรือความล้มเหลวเหล่านั้นมาครอบงำจิตใจของเรามากเกินไป การใช้ชีวิตในแต่ละวันต่างหากที่สำคัญ ถ้าเราเชื่อในการมีชีวิตในแต่ละวัน แล้วพยายามดำเนินชีวิตอยู่บนเส้นทางที่ถูกต้อง ทำไปเรื่อยๆ โดยไม่ลดละความพยายามก็น่าจะดีกว่า เพราะถ้าจิตใจมันฟูฟ่องตอนสุขมากกับชัยชนะหรือความสำเร็จ และแฟบมากตอนประสบกับความล้มเหลวอยู่เรื่อยๆ มันคงไม่ใช่คำตอบของการใช้ชีวิต มันน่าจะดีกว่าถ้าเราจะพยายามดูแลควบคุมจิตใจไม่ให้เศร้าโศกเสียใจเมื่อประสบกับความล้มเหลว และไม่ดีใจจนเว่อร์เกินไปเมื่อประสบกับความสำเร็จ ส่วนการที่เราลงแรงทำในเรื่องที่เราเห็นว่ามันถูกต้อง มันก็ไม่ใช่เรื่องอุดมคติอะไร เป็นเพียงแค่การใช้ชีวิตของเรา คนเราย่อมมีความคาดหวังว่าจะได้รับผลในสิ่งที่ทำ เราก็เช่นกัน ถ้าสังคมมันดี มันก็จะกลายมาเป็นสิ่งแวดล้อมที่ดีของเรา ของลูกหลานเราในอนาคต
     
    ตัดมาให้อ่านแค่นี้ก่อนละกันนะคะ
    ถ้าอยากอ่านฉบับเต็มก็ไปช่วยกันอุดหนุนสารคดีได้ที่สำนักงาน (อยู่ตรงข้ามวัดปรินายก แถวๆสะพานผ่านฟ้า)
    หรือไม่ก็รอไปเจอกันในงานหนังสือรอบหน้า
     
    แต่ว่าเราก็มีของขวัญสำหรับคนที่อดทนอ่านมาถึงบรรทัดนี้
    ถ้าอยากอ่านต่อแบบเต็มๆและไม่อยากเสียเงิน
    ก็สามารถอ่านบทความนี้ได้ใน open online ครับผม :)
    (แล้วอาทิตย์ที่แล้วเรานั่งพิมพ์ทำไมฟะเนี่ย - -')
     

    ‘ความสำเร็จ’ ย่อมมีขั้นตอนของมัน

    ปกรณ์ พงศ์วราภา
    For the boys, a day ฉบับ 61 (กันยายน 2548)
     
              ในฐานะของผู้ผ่านมาก่อน, ถ้าจะมีสักครั้งที่ผมมีโอกาสพูดคุยและแบ่งปันประสบการณ์กับคนหนุ่มสักเรื่อง (คนหนุ่ม-ผู้กำลังกระตือรือร้นในการพาชีวิตไปข้างหน้า) เรื่องหนึ่งที่ผมอยากพูดคุยด้วยมากที่สุดคือเรื่อง ‘ความสำเร็จ’
     
              เป็นเรื่องปกติที่มนุษย์ต้องการ‘ความสำเร็จ’ มันเป็นยีนที่เกาะติดตัวมนุษย์มาตั้งแต่เกิด ตั้งแต่โลกเริ่มต้นมีมนุษย์มาเลยก็ว่าได้ โลกยิ่งพัฒนามนุษย์ก็ยิ่งต้องการความสำเร็จในรูปแบบต่างๆมากขึ้น โดยเฉพาะผู้ชาย โดยเฉพาะคนหนุ่ม แต่ทำอย่างไรล่ะที่จะประสบความสำเร็จอย่างจริงๆ อย่างมีตัวตน ไม่ใช่รีบร้อนจนบางครั้งกลายเป็นอาการ ’หิว’ ความสำเร็จ

              ผมรู้, โลกทุกวันนี้หมุนเร็วขึ้น ทุกอย่างเกิดขึ้นเพื่อตอบสนองความรีบร้อนเต็มไปหมด แต่ผมไม่อยากคิดว่าเราจะเหมารวมถึงความสำเร็จด้วย ผมเชื่อว่าความสำเร็จย่อมมีขั้นตอนของมัน มันจะไม่มารวดเร็วเหมือนเราสั่งอาหารจานด่วนหรอก

              เหมือนการเรียนหนังสือ ถ้าประมาณว่าจบปริญญาคือความสำเร็จ มันก็ต้องมีขั้นตอนตั้งแต่อนุบาล ประถม และมัธยม เป็นไปไม่ได้ที่ใครสักคนพอเริ่มต้นก็จบปริญญาเลย ยิ่งเป็นไปไม่ได้ที่ใครสักคนจะมีชีวิตประสบความสำเร็จในทันทีทันใดโดยไม่ถูกชีวิตสอนมาพอสมควร
     
              บางทีสังคมใหม่ๆอาจกำลังสอนเราผิดๆ มันบอกให้เราตาตื่นกับความสำเร็จของคนนั้นคนนี้ (ซึ่งแทบทั้งหมดวัดกันด้วยเงิน) เราจึงหิวความสำเร็จ เราจึงได้เห็นคนมากมายรีบร้อนไขว่คว้า สิ่งนี้เพียงเพราะคิดว่ายิ่งได้มากยิ่งมีมากคือการประสบความสำเร็จ

              ไม่ใช่ครับ, ผมยืนยันว่าไม่ใช่ อย่าหลงเชื่อ ความสำเร็จไม่ใช่แค่ตรงนั้น มันต้องมีต้นทุนมากกว่านั้น มันต้องเริ่มต้นที่เราต้องบ่มเพาะชีวิตเสียก่อน ให้ความผิดพลาดหรือประสบการณ์ค่อยๆสอนเรา ให้เราตกผลึกทางความคิดและการเรียนรู้ ค่อยๆสร้างตัวตนขึ้นมา ซึ่งทั้งหมดนี้ต้องใช้เวลา ต้องใช้บทเรียนสั่งสมเป็นหลายๆปี ถ้าใครรีบร้อนและใช้ทางลัด ด้วยความละโมบ ด้วยการเอารัดเอาเปรียบคนอื่น ด้วยความหลงลืมตัว ไม่รู้จักรอจังหวะและเวลา ผมเสียใจที่จะบอกว่า มีคนมากมายที่พังลงไปก่อนเวลาอย่างน่าเสียดาย เพียงเพราะรีบร้อนเกินไป

              ข้อสำคัญ, อีกอย่างหนึ่งที่คนหนุ่มมักจะผิดพลาดก็คือ เขามักจะเข้าใจผิดคิดว่าที่กำลังยืนอยู่นั้นคือจุดแห่งความสำเร็จแล้ว ทั้งที่แค่เพิ่งเริ่มต้น ทั้งที่แท้จริงแล้วมันคือมายาภาพที่กำลังทดสอบความหลงตัวเองของคนคนนั้น!

              นี่คือประเด็นที่ผมอยากแบ่งปันความคิดกับคุณ ผมอยากบอกกับคนหนุ่มทั้งหลายว่า ผมรู้ว่าเราทุกคนอยากรวย อยากประสบความสำเร็จ ความอยากนี้ไม่ใช่สิ่งเลวร้าย แต่ความอยากนี้ต้องไม่ใช่เป้าหมายเดียวที่เราจะมุ่งไป เราควรเก็บเกี่ยวความสำเร็จ (หรือความรวย) อย่างสมเหตุสมผล อย่างมีจริยธรรม มันต้องเป็นความสำเร็จที่เราจะสามารถสบตากับใครได้อย่างเต็มตาในตัวตนที่เราเป็น

              ก็ใช่, มันไม่ใช่เรื่องง่ายๆที่ใครจะสร้างตัวตนขึ้นมาก่อนพบความสำเร็จ การบ่มเพาะชีวิตต้องใช้ความอดทนสูง และไม่ใช่ทุกคนที่จะบ่มเพาะชีวิตเป็น การใช้ชีวิตเป็นคือศิลปะอย่างหนึ่ง คนส่วนใหญ่จึงมีชีวิตแค่พอใช้ได้ เพราะฉะนั้นคนที่จะประสบความสำเร็จก็ต้องผ่านการทดสอบนี้

              ผมจึงบอกว่า ความสำเร็จย่อมมีขั้นตอนของมัน มันจะมาเองเมื่อถึงเวลาอันสมควร เมื่อถึงเวลาที่เราควรจะได้รับมัน

              ถ้าคุณไม่ใช่แค่คนที่พอใช้ได้ อย่างน้อยคุณควรจะรู้จักรอ