| Shau_Leuw_Hiang's profile+ + + + + ShauPost :: หน...BlogListsNetwork | Help |
|
|
IDOL GMOsอธิคม คุณาวุฒิ
Colourful planet ? , CLASSROOM No.7 December 2005 (HERO issue) ถึงจะมีหลักฐานองค์ความรู้ทางการค้าขายมารองรับสนับสนุนว่ายุคสมัยนี้เป็นยุคของ idol marketing ตามตัวอย่างการขายสินค้านานาประการที่โอบล้อมเรา ว่ากันมาตั้งแต่โทรศัพท์มือถือ มอเตอร์ไซค์ น้ำอัดลม เครื่องดื่มชูกำลัง ฯลฯ แต่ถ้าเรานั่งมองกระบวนการความเคลื่อนไหวเหล่านี้ด้วยสติไตร่ตรอง เราอาจพบว่ามีข้อสังเกตสมควรถูกตั้งคำถามอยู่บางประการ...
ลำพังการเอาคนเก่ง คนดัง คนมีความสามารถมาช่วยขายของนั้น พูดไปแล้วมันก็ไม่ใช่เรื่องใหม่ เพราะฉะนั้นการจะไปสงสัยว่า คุณทาทา ยัง เธอจะช่วยให้ยอดขายรถมอเตอร์ไซค์พุ่งกระฉูดเหมือนที่พี่แอ๊ด ‘บาวแดง แกทำกับเครื่องดื่มเชิดชูวีรชนหรือไม่...ระหว่างตัวสินค้ากับตัว idol ใครเป็นฝ่ายได้ประโยชน์...ใครเป็นฝ่ายห้อยโหนกระแสใคร...หรือต่างฝ่ายต่างก็ได้กันแบบวิน-วิน...บางทีข้อสงสัยทำนองนี้มันก็เป็นเพียงประเด็นระดับปรากฏการณ์
ประเด็นที่น่าสนใจก็คือ กระบวนการ ‘สร้าง’ และ ‘ใช้’ idol ประเภทนี้ มันยืนอยู่บนพื้นฐานเจตนาและข้อเท็จจริงชนิดใด เราอาจจะต้องคุยกันด้วยน้ำเสียงนุ่มนวลสุภาพเสียก่อนว่าบรรดานักการตลาดที่ทำมาค้าขายกับคนรุ่นใหม่นั้น เป็นกลุ่มคนที่ขยันวิเคราะห์พฤติกรรมและจัดหมวดหมู่ผู้คน โดยเฉพาะผู้คนที่เกี่ยวข้องสัมพันธ์กันในทางธุรกิจ ถึงขั้นมีการจัดแบ่งหมวดหมู่รสนิยม ความสนใจ ความเชื่อในการใช้ชีวิต ออกเป็นกลุ่มๆ
ยกตัวอย่างเช่น กลุ่มที่ชอบใช้ชีวิตหรูหราติดข้าวของแบรนด์เนม กลุ่มโหยหาอดีต กลุ่มเรียบง่ายชอบใช้ชีวิตกลางแจ้ง กลุ่มปีเตอร์แพนเด็กไม่ยอมโต กลุ่มฟิวชั่นนิยมเอานั่นมาผสมนี่ กลุ่มตื่นเต้นข้อมูลเห่อของใหม่ แม้กระทั่งกลุ่มที่ฟังชื่อออกจะเชยไปแล้วแต่ยังมีตัวตนอยู่จริง คือพวกพี่ๆ อินดี้แหวกขนบทั้งหลาย ฯลฯ
ใครเป็นใครในกลุ่มนี้บ้าง ลองไล่เปิดคอลัมน์สัมภาษณ์บุคคลตามนิตยสารทุกหัวทุกประเภทบนแผงหนังสือตอนนี้...คงช่วยให้เราจินตนาการได้ง่ายขึ้น ผมเดาประสาซื่อว่า หนึ่งในกระบวนในการควานหาตัวแทนหรือไอดอลของคนแต่ละกลุ่มที่ว่านี้ก็คงใช้วิธีคล้ายๆ กัน
แต่ในโลกหลากสีหลายด้านที่เราสังกัดอาศัยอยู่นั้น ก็มักมีช่องทางมีประตูหน้าต่างหลายบานให้คนเลือกใช้ และคนส่วนใหญ่ก็รู้ดีว่าการทำอะไรสักอย่างเพื่อให้บรรลุเป้าหมายนั้น มีทางเลือกมากกว่าหนึ่งวิธีเสมอ เพราฉะนั้นกระบวนการเพื่อให้ได้มาซึ่งไอดอลจึงไม่จำเป็นต้อง ‘รอ’ ให้เกิดขึ้นและเป็นไปตามธรรมชาติเสมอไป แต่ผู้หลักผู้ใหญ่ที่ทำมาหากินกับคนรุ่นใหม่หรือวัยรุ่นนั้น เขาสามารถเร่งกระบวนการโดยใช้วิธีดัดแปลงพันธุกรรมเพื่อ ‘ผลิต’ และ ‘สร้าง’ ไอดอลตามจินตนาการของพวกเขาขึ้นมาเอง...ก็ย่อมได้
บรรดาเวทีประกวดประชันแข่งขันหน้าตาและความสามารถเท่าที่มีอยู่เวลานี้ คงเพียงพอที่จะทำให้เราเห็นรูปธรรมของการผลิตไอดอลทำนองนี้ อย่างไรก็ตาม กระบวนการดังกล่าวยังถือว่าประเจิดประเจ้อจับติดง่าย เพราะอย่างน้อยเราก็เห็นอยู่ตำตาว่ามันถูกสร้างและผลิตขึ้นมาอย่างเป็นระบบ ส่วนที่ว่าเห็นแล้วจะเอนจอยเออออห่อหมกไปด้วยหรือไม่นั้น...อันนี้ก็แล้วแต่รสนิยมของแต่ละคน
ที่ว่าประเจิดประเจ้อก็เพราะมันมีวิธีผลิตไอดอลจีเอ็มโออีกรูปแบบหนึ่งที่เนียนกว่านั้นเยอะ นั่นก็คือการสร้างบุคลิกและตัวตนของคนคนหนึ่งขึ้นมา โดยที่เจ้าตัวก็รู้เห็นเป็นใจ ยินยอม และยินดีที่จะเป็นอย่างนั้น โดยยอมรับกติกาว่าการสร้างบุคลิกและตัวตนในกระบวนการดังกล่าว ย่อมเลี่ยงไม่ได้ที่จะต้องปรุงและแต่งของบางอย่างเพิ่มลงไปจากต้นทุนจริงที่มีอยู่เดิม นี่คือเหตุผลอธิบายว่า ทำไมคนที่ถูกยกให้เป็นไอดอลส่วนใหญ่ (วงเล็บไว้หน่อยก็ดีว่า โดยเฉพาะอย่างยิ่งในยุคสมัยนี้) จึงมีบุคลิกบางประการคาบเกี่ยวใกล้เตียงกับความเป็น ‘ดารา’
แน่นอนครับ คุยกันแบบเปิดใจกว้างก็คงต้องยอมรับและทำความเข้าใจร่วมกันว่า โลกได้หมุนเคลื่อนไปจากเดิมที่เคยเชื่อกันแบบโบร่ำโบราณว่าของบางอย่างที่มีลักษณะเป็น ‘แบบ’ และ ‘เบ้า’ ให้ใครๆ อยากเดินตามนั้นควรเป็นสิ่งที่เกิดขึ้นโดยธรรมชาติ ถึงตอนนี้เราอาจต้องทำใจยอมรับว่ามันไม่จำเป็นต้องเป็นเช่นนั้นเสมอไป และที่สำคัญมันอาจไม่เกี่ยวข้องอะไรกับผิดถูก ดีหรือไม่ ตราบใดที่ยังไม่มีใครรุกล้ำใคร
แต่ข้อเตือนใจที่ผู้บริโภคอย่างเราๆ อาจจะเคยชินและยอมรับในชะตากรรมร่วมกันก็คือ เราไม่มีสิทธิมีเสียงอะไรมากนัก สินค้าบางชนิดถูกผลิตขึ้นมาโดยไม่มีการแจ้งข้อมูลรายละเอียดที่แท้จริงให้ทราบ...กระทั่งอาหารสุขภาพที่ใช้ถั่วเหลืองเป็นวัตถุดิบ ยังไม่แน่ใจว่าเมล็ดถั่วเหลืองนั้นดัดแปลงพันธุกรรมมาหรือเปล่า กระทั่งต่อให้รู้ก็ใช่ว่าจะรู้สึกรู้สาเดือดร้อน
นับประสาอะไรกับการบริโภคไอดอล
แล้วเราจะมีปัญหากับใครอธิคม คุณาวุฒิ
Colourful Planet ?, CLASSROOM No.6 November 2005 (NEW LIFE issue)
ผมไม่ค่อยมีปัญหานักกับข้อสงสัยที่ว่า สื่อมวลชนทุกวันนี้เป็นกลางหรือไม่ สามารถชี้นำ ครอบงำความเชื่อผู้คนในสังคมหรือไม่ โดยเฉพาะในกรณีที่ความสนใจของผู้เสพข่าวสารยุคปัจจุบันหันมาบริโภคข่าวที่มีผู้ ‘ย่อย’ ให้เป็นที่เรียบร้อย ผ่านรูปแบบรายการ ‘เล่าข่าว’ ประดามีตั้งแต่เช้าสายบ่ายค่ำ สุดแท้แต่ว่าผู้รับข่าวจะมีรสนิยมไปในทางใด หรือสะดวกจะบริโภคเวลาไหน...โดยไม่ต้องกลัวว่าจะตกข่าวแล้วพาลจะไม่มีเรื่องเมาธ์กับเพื่อนบนโต๊ะอาหารเที่ยง
ที่ว่าไม่มีปัญหาเพราะผมมีความเชื่อส่วนตัวมาตั้งแต่ต้นว่า คาถาว่าด้วยความเป็นกลางนั้น...มันไม่เคยมีจริง และผมเองก็ไม่แน่ใจว่าจำเป็นต้องมีหรือไม่ เพราะถึงที่สุดแล้ว อย่าว่าแต่ในวงจรวิชาชีพที่มีกฎ กติกา มารยาทคอยกำกับอยู่เลย กระทั่งในฐานะมนุษย์ปุถุชน ก็ยังไม่มีใครกล้ายืนยันว่าวิถีชีวิตแบบครูระเบียบ ประเภทเดินตรงตามเส้น ตามกรอบโดยไม่เคยแวะเวียนคดเคี้ยวเบี้ยวออกนอกเส้นทางแม้แต่ครั้งเดียว ใช้ชีวิตกลางๆ ไม่นิยมรสชาติเปรี้ยวหวานหวือหวา จะหมายความว่าเป็นชีวิตที่ดี และเหมาะสมกับมนุษย์ทุกผู้ทุกนาม
อธิบายเพิ่มเติมเพื่อป้องกันความเข้าใจผิดก็คือ ลำพังแค่การผลิตข่าวผ่านหน้าสื่อสิ่งพิมพ์ ก่อนที่จะมีผู้หยิบหนังสือพิมพ์ไปอ่านหน้าจอโทรทัศน์นั้น ยังมีการให้น้ำหนักกับข่าวแตกต่างกัน มีความจำเป็นต้องตัดบางข่าวทิ้ง จำเป็นต้องตัดทอนบางข่าวให้สั้น แล้ววางเป็นข่าวย่อยระดับเส้นก๋วยเตี๋ยวเล็กๆ ลีบๆ หรือเพิ่มน้ำหนักใส่สีสันให้ความสำคัญกับข่าวบางข่าวในระดับที่เรียกว่าข่าวลีด ทั้งหมดนี้ล้วนมี ‘วาระ’ บางประการกำกับอยู่ทั้งสิ้น
เมื่อข่าวเหล่านั้นเดินทางมาถึงมือผู้เล่าข่าว เราต่างก็รู้ดีว่า ไม่มีทางเป็นไปได้ที่ข่าวทุกข่าวจะถูกพูดถึงภายใต้เงื่อนไขเวลาอันจำกัด เพราะฉะนั้นระหว่างกระบวนการ ‘เลือก’ ที่จะพูดหรือไม่พูดถึงข่าวใด ย่อมมีนัยสำคัญให้ถกเถียงกันได้ไม่รู้จบ ยังไม่ต้องพูดถึงการทิ้งน้ำเสียงในลักษณะต่างๆ ทั้งเคร่งครัดจริงจัง หรือถากถางเย้ยหยัน ซึ่งเป็นพฤติกรรมชั้นนอกที่เราสามารถสัมผัสและรู้สึกกันได้โดยไม่จำเป็นต้องใช้ความพยายามมากนัก
เพราะฉะนั้นหากมีสิทธิจะข้องใจกันบ้าง มันก็คงไม่ใช่ความข้องใจในลักษณะที่ว่าเป็นกลางหรือไม่เป็นกลาง... ชี้นำหรือเล่าให้ฟังเฉยๆ แต่เราคงมีสิทธิสงสัยกันเล็กน้อยว่า สิ่งที่คอย ‘กำกับ’ น้ำหนักของ ‘เรื่องเล่า’ เหล่านั้นให้ไหลเลื่อนไปทางนั้นทีทางนี้ที...มันคืออะไร
อย่างไรก็ดี มันคงเป็นเรื่องหยาบและง่ายเกินไป หากจะจำกัดความสนใจให้หดแคบเหลือเพียงมิติทางการเมืองในความหมายที่ว่าผู้เล่าข่าวเหล่านั้นมีผลประโยชน์ได้เสียกับบรรดาผู้มีอำนาจทางการเมืองมากน้อยแค่ไหนอย่างไร เป็นพวกฝักใฝ่และมีผลประโยชน์ร่วมกันมาตั้งแต่ต้น หรือกำลังพยายามทำตัวให้น่ารักน่าเอ็นดูเคล้าแข้งเคล้าขาผู้มีอำนาจ เผื่อว่าจะได้เศษได้เลยกันในอนาคต
มันก็ใช่...ของแบบนี้ยังมีอยู่จริง เพียงแต่ว่าลำพังการสงสัยนั้นมันอาจไม่ได้นำมาสู่สิ่งที่เรียกว่าภารกิจร่วมในการตรวจสอบและออกแรงไต่ถามตัวเอง ในฐานะที่เป็น ‘ส่วนหนึ่ง’ ซึ่งสัมพันธ์เกี่ยวข้องกับปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้น...ไม่ใช่เป็นแค่ ‘ผู้ชม’ เฉยๆ
ผมอาจจะมองโลกในแง่ดีก็ได้ เพราะผมเชื่อว่าถ้าจำเป็นต้องเลือกระหว่างการเป็นที่น่าเอ็นดูในสายตาผู้มีอำนาจในบ้านเมือง กับการเป็นที่รักเป็นขวัญใจมหาชน คนทำสื่อส่วนใหญ่คงต้องการเป็นอย่างหลัง อันนี้พูดกันทั้งประสาซื่อและทั้งบวกลบคูณหารอย่างรอบคอบบนต้นทุนข้อเท็จจริงที่ว่าผู้มีอำนาจนั้นมาแล้วก็ไป แต่มหาชนผู้เป็นกำลังหลักของการบริโภคสื่อต่างหากจะยังอยู่ค่อนข้างถาวร
ในแง่นี้มันก็คงมีการ ‘เดาทาง’ กันอยู่ในที...เดาทางว่าผู้บริโภคสื่ออย่างเราๆ นั้นน่าจะชอบอกชอบใจข่าวไหน ซีเรียสกับข่าวไหน หรือหากจะใส่น้ำเสียงถากถางเย้ยหยัน ควรเลือกบรรจุลงในข่าวแบบไหน จึงจะสามารถเรียกเสียงเฮจากท่านผู้ชมทางบ้าน
นี่คือนับรวมไปถึงการสร้างบุคลิกเฉพาะตน และพยายามกลบลบความเคร่งครัดจริงจังของ ‘ข่าวสาร’ ให้โน้มตัวเข้าใกล้ ‘ความบันเทิง’ จนกระทั่งการเสพรับข่าวสารกลายเป็นความบันเทิงชนิดหนึ่ง เราจะเห็นว่า ชิ้นส่วนข่าวที่ถูกหยิบมาเล่านั้น เมื่อนำมาต่อเรียงกันจะได้ทั้งฉากแอ็คชั่น ดราม่า คอมเมดี้ อีโรติก ครบทุกรสชาติ ไม่ต่างอะไรกับการเสพมหรสพชนิดหนึ่ง
เรื่องเศร้าคือ การเดาทางกันลักษณะนี้ ย่อมมีทั้งเดาถูกและดูถูก
เพราะในขณะที่เราได้รับความบันเทิงครบทุกรสชาติผ่านการรับฟังข่าวเล่า เราก็ต้องยอมรับว่าจะมีข่าวบางประเด็นถูกตัดทอนทิ้งไป เพราะประเมินแล้วว่าเล่าแล้วไม่เฮ ทั้งที่มันอาจเป็นข่าวที่มีนัยสำคัญมากก็ได้
พูดง่ายๆ ท่ามกลางความพยายามที่จะทำให้ข่าวสารเป็นเรื่องครื้นเครง เราแทบไม่มีโอกาสรู้ด้วยซ้ำว่าระหว่างทางมีใครทำอะไรตกหล่นสูญหายไปบ้าง
ทั้งนี้ก็ไม่ได้หมายความว่าเราจะต้องขมวดคิ้วเคร่งขรึมทุกครั้งเวลารับฟังข่าวสาร ขำๆ ชิลๆ บ้างก็ย่อมได้ แต่ที่ต้องซีเรียสคือ นอกเหนือจากหน้าที่มอนิเตอร์ข่าวให้เราเกาะโหนกระแส สามารถออกความเห็นประเด็นทอล์ค ออฟ เดอะ ทาวน์แล้ว เราพอมีสิทธิคาดหวังได้ไหมว่า มันน่าจะช่วยเปิดโลกทัศน์ไปสู่การรับรู้เรื่องอื่น สร้างความรู้สึกร้อนหนาวในฐานะที่ผู้มีพันธะร่วมกับคนสังกัดอื่นๆ ในสังคม ซึ่งก็ต้องทำใจว่าข่าวประเภทนี้บางทีก็ไม่มีสีสันหวือหวา ซ้ำร้ายยังอยู่ห่างไกลคำว่าง่ายและครื้นเครง
แต่ก็นั่นแหละ ผมรู้ดีว่าความเห็นและรสนิยมแบบที่ว่า...มันอาจไม่ใช่ความต้องการของมหาชนคนส่วนใหญ่ และไม่มีผลใดๆ ต่อการขยับตัวของเส้นดีมานด์-ซัพพลาย
ซึ่งเรื่องนี้...มันก็คงมีคนเดาทางถูกอีกตามเคย
...ถึงจะเขียนไว้นานแล้ว แต่จนป่านนี้เราก็ยังไม่เลิกเถียงกันเลยว่าสื่อควรจะเป็นกลาง หรือเลือกข้างความถูกต้อง สวัสดีปีใหม่ครับ :) แปลกแยก...แล้วไปไหนอธิคม คุณาวุฒิ
Colourful Planet, CLASSROOM No.10 March 2006 (THEME : ALIEN)
ผมอาจจะมองโลกแบบคนเริ่มแก่แล้วก็ได้ แต่ชีวิตช่วงหลังมานี้ เวลาได้ยินอะไรแถวๆ คำว่า...แปลกแยก...แตกต่าง...ขบถ...หลุดกรอบ หรืออะไรทำนองนี้ ผมเริ่มรู้สึกเฉยๆ กระทั่งหลายครั้งอดเกิดอาการขนลุกแล้วอดตั้งคำถามไม่ได้ว่า...พี่ๆ พวกพี่แปลกแยกแหวกแนวแล้วจะไปไหนกันต่อเหรอครับ
ซึ่งก็แน่นอน คำถามแบบนี้ได้แต่ถามตัวเองเล่นๆ เพราะขืนเอ่ยปากออกไปจริงโอกาสเจ็บเนื้อเจ็บตัวโดยไม่จำเป็นก็จะมี...ค่อนข้างสูง
ที่พูดเช่นนี้หมายความว่า ก่อนหน้านั้นเวลาผมได้ยินเรื่องราวที่เป็นทั้งแนวคิด หรือเป็นทั้งการลงมือปฏิบัติโดยใช้ชีวิตจริงเป็นเดิมพัน ของเหล่าบรรดาผู้คนที่ถูกจัดหมวดหมู่อยู่ในกลุ่มชนที่ ‘ไม่เข้าพวก’ ไม่ว่าจะรับรู้ผ่านการอ่าน การดู หรือฟังจากปากคนนั้นคนนี้ โดยสัญชาตญาณแล้ว ผมมักให้คะแนนเป็น ‘บวก’ ไว้ล่วงหน้าในใจเสมอ
มีเหตุผลหลายประการ ทั้งระดับพื้นฐานพูดคุยเข้าใจกันได้ง่ายๆ ไล่ไปจนถึงวิธีที่หรูหราสลับซับซ้อนในการอธิบายว่า ทำไมเราจึงควรสนใจและ ‘ให้ค่า’ กับเหล่าบรรดาคนที่ไม่ถูกจัดหมวดหมู่ไปอยู่รวมฝูงกับผู้คนและโลกกระแสหลัก
ระดับมองโลกใสใสก็เช่น ของใหม่และความคิดสร้างสรรค์ใดๆ ในโลก ส่วนใหญ่แล้วมักเป็นผลผลิตจากฝีมือของคนที่คิดและทำไม่เหมือนชาวบ้าน...ซึ่งฟังแล้วเราอาจจะคุ้นๆ ว่า เคยได้ยินจากก็อปปี้โฆษณาสินค้าชิ้นไหนนะ
ระดับแตกหักและค่อนไปทางอนาคิสม์ ก็อาจจะอธิบายว่า สิ่งที่เรียกว่าคนส่วนใหญ่และโลกกระแสหลักนั้น เกือบทั้งหมดเป็น ‘ความเหลวไหล’ เพราะกลไกขับเคลื่อนเพื่อนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงใดๆ นั้น ส่วนใหญ่ใช้คนไม่เยอะ ไม่ใช่คนส่วนใหญ่ และยิ่งไม่ใช่ผู้คนเชื่องๆ ที่คิดแต่จะเกาะตัวเองให้ถูกนับญาติอยู่ในฝูง...ซึ่งถ้าพูดแบบนี้ก็ออกจะโหดไปหน่อย ฟังแล้วไม่น่ารัก ฟังแล้วพวกน้อยลงทันที
แต่ทั้งหมดนี้ หากเรากลับไปพลิกอ่านศึกษาประวัติศาสตร์ ทั้งระดับโลกและระดับประเทศ ข้อเท็จจริงคล้ายๆ อย่างหนึ่งก็คือ บรรดาผู้คนที่ออกแรงเปลี่ยนโลกให้หมุนไปในทางที่ดีกว่านั้น เกือบทั้งหมดล้วนไม่ใช่คนที่จะถูกนับเป็นญาติเป็นคนส่วนใหญ่ในสังคมห้วงเวลานั้นๆ
นึกภาพคนแบบกาลิเลโอ กาลิเลอี ที่ลุกขึ้นมาบอกว่าโลกที่เราเหยียบอยู่นั้นมันกลมไม่ใช่แบนตามที่คนส่วนใหญ่เชื่อ เขาจะถูกผู้คนยุคนั้นมองด้วยสายตาอย่างไร...คนแบบวินเซนต์ ฟานโกะห์ ผู้มองเห็นสีของแดดแตกต่างจากจิตรกรคนอื่น มองเห็นความงามต่างจากนักค้างานศิลปะผู้กุมกระเพาะอาหารศิลปิน...คนแบบนายปรีดี พนมยงค์ ที่พยายามสาธิตให้สังคมไทยเรียนรู้ว่านักการเมืองที่ดีนั้นควรเป็นอย่างไร ก็ไม่ใช่คนที่คนไทยส่วนใหญ่จะต้อนรับ...ชาวนาแบบเดชา ศิริภัทร แห่งสุพรรณบุรี ที่ทนบ้าปลูกข้าวปลูกผักอินทรีย์ ขณะที่ชาวนาคนอื่นประเคนสารเคมีลงแปลงข้าว...ท่านพุทธทาสภิกขุเอง ตอนที่ก่อตั้งวัดธารน้ำไหล ก็ถูกชาวบ้านมองว่าเป็นพระบ้า หนำซ้ำคำอธิบายพุทธศาสนายังแตกต่างจากพระสงฆ์องค์เจ้าส่วนใหญ่ ฯลฯ
ในแง่หนึ่งมันก็ใช่...ผู้คนเหล่านี้ล้วนเป็นผู้คนที่แปลกแยก เป็นเอเลี่ยนในบริบทสิ่งแวดล้อมของสังคมห้วงนั้นๆ อย่าว่าแต่จะได้ความยอมรับนับถือเลย กระทั่งเอาชีวิตให้อยู่รอดปลอดภัย ยังเป็นเรื่องยากลำบาก
แต่เราต่างก็รู้ดี...การใช้คำว่าแปลกแยกหรือเอเลี่ยนกับบุคคลเหล่านี้...ออกจะ ‘กระจอก’ เกินไปหน่อย
สิ่งที่ทำให้คนเหล่านี้ ‘สูงส่ง’ เกินกว่าถ้อยคำแบบนั้น ไม่ใช่เพราะความยิ่งใหญ่ของตัวตนหรือบุคลิก แต่เป็น ‘เนื้อหา’ ที่คนเหล่านั้นคิด เชื่อ และสาธิตมันออกมาให้สิ่งมีชีวิตรวมฝูงสายพันธุ์อื่นๆ ได้ประจักษ์ว่า สิ่งที่ดีกว่านั้นมันมีหน้าตาอย่างไร
เพราะฉะนั้น เมื่อย้อนมองกลับมาในสังคมปัจจุบัน ซึ่งคำว่าแปลกแยก นอกคอก หรือเอเลี่ยน ได้ห้อยโหนประวัติศาสตร์และคลี่คลายตัวไปในทิศทางที่หลากหลาย กระทั่งท้ายที่สุด มันก็ถูกหยิบจับและใช้สอยเพื่อเป็น ‘จุดขาย’ ของใครต่อใคร...ผมคิดว่าเอเลี่ยนหลายคนในสังคมนี้คงอดที่จะนึกเศร้าใจไม่ได้
จุดขายที่ว่านั้นไม่ใช่แค่ถูกใช้ในพื้นที่ของการค้าขายอย่างที่เราเข้าใจเท่านั้น (ยกตัวอย่างเช่น การคิดค้นรูปแบบวิธีการขายสินค้าแหวกๆ ใหม่ๆ ชนิดที่ใครก็ทึ่งนึกไม่ถึง แต่โดยเนื้อหาแล้ว มันก็คือการขายของเอาเงินอย่างหนึ่ง...ไม่ต่างอะไรกับโฆษณารถยนต์ เหล้า เบียร์ เครื่องดื่มชูกำลัง ซึ่งมักมีลูกเท่ทำนองนี้ปรากฏให้เห็นอยู่เสมอ) แต่มันยังถูกใช้เพื่อวัตถุประสงค์อื่นอีกมากมาย ไม่ว่าจะเป็นการครอบครองใจผู้คน การสร้างพื้นที่ยอมรับใหม่ เพราะไม่สามารถเอาชนะได้ภายใต้กรอบกติกาเดิม ฯลฯ
โดยรวมก็คือ ในสังคมที่ดูเหมือนเราจะมีตัวเลือกที่หลากล้น มีคนแปลกแยก มีเอเลี่ยนหน้าตาใหม่ๆ ให้เราเข้าไปทำความรู้จัก เผื่อว่าโชคดีอาจมีโอกาสผูกสัมพันธ์กันในฐานะผู้คนสายพันธุ์ใกล้เคียง แต่ท้ายสุดแนวโน้มก็มักจะออกมาในทางที่ว่า...ที่คิดว่าต่างนั้นส่วนใหญ่เป็นเพียงนวัตกรรมของรูปแบบวิธีการ แต่สุดท้ายโดยเนื้อหาแล้วแทบจะไม่มีอะไรต่างจากกระแสหลัก
นี่คือยังไม่ต้องพูดถึงบรรดาคนหนุ่มสาวอีกจำนวนไม่น้อย ที่นั่งผมกระเซิง ทำตาลอย พยายามจะแปลกแยก...แต่ก็ยังนึกไม่ค่อยออกว่า พอขบถและแปลกแยกแล้วจะไปทางไหนต่อ ซึ่งในกรณีนี้ควรได้รับความเมตตา มากกว่าจะไปต่อว่าต่อขานกัน
ดังนั้นแล้ว...คู่มือง่ายๆ ในการเผชิญหน้าเอเลี่ยน หรือฮาวทูก่อนจะคิดแปลกแยกก็คือ ค่อยๆถอดอาภรณ์ห่อหุ้มข้างนอกมันออกมา แล้วตั้งใจดูว่าข้างในนั้นมันมีอะไรและเป็นอะไร
ของแบบนี้ไม่ใช่รูปแบบ...แต่มันเป็นเนื้อหา
/* หมายเหตุ : คำทับศัพท์ของ copy ตามพจนานุกรมศัพท์บัญญัติของราชบัณฑิตฯ ใช้ว่า ก๊อปปี้ */ |
|
|