อธิคม คุณาวุฒิ
Side Ways, ไทยโพสต์ วันอาทิตย์ที่ 3 กุมภาพันธ์ 2551
ทำเป็นเล่นไปนะครับ...ไอเดียของท่านผู้อำนวยการกองอนุรักษ์สัตว์ป่า กรมอุทยานแห่งชาติฯ ที่ออกข่าวว่ามีการหารือวางแผนจะส่งเสริมให้เลี้ยงเหี้ยในเชิงพาณิชย์ จนถูกนักธรรมชาติวิทยาอย่างอาจารย์จารุจินต์ นภีตะภัฏ เอาข้อมูลทางวิชาการมาซักค้านจนเสียผู้เสียคน ตามที่เอ็กซ์ไซท์ไทยโพสต์เสนอข่าวนี้ไปเมื่อปลายสัปดาห์ที่ผ่านมา...เอาเข้าจริงแล้ว ถ้าอ่านข่าวกันแบบมีจินตนาการสักเล็กน้อย ก็อาจจะพบว่านี่เป็นการแซทไทร์เสียดเย้ย 'ระดับเทพ' หรืออาจเป็น 'การแสดงชนิดหนึ่ง' ของท่านผอ.ก็เป็นได้
อย่างที่หลายท่านคงพอจินตนาการกันได้ ที่ผ่านมาเวลาเราจะหาเครื่องมือทางเศรษฐกิจมาชี้วัดว่าช่วงเวลาไหนเศรษฐกิจฝืดเคืองข้าวยากหมากแพง เรามักใช้ 'ดัชนีไข่ไก่' ในรัฐบาลยุคนั้นๆ เป็นเกณฑ์ แต่ในชั่วโมงนี้ไม่ต้องรอเคาะราคา 'ไข่หมัก' เอาแค่ผลกระทบจากระบบการเงินโลกาภิวัตน์ทั้งซับไพรม์ ทั้งวิกฤตแฮมเบอร์เกอร์ นักลงทุนขนเงินเข้าขนเงินออกตลอดช่วงหลายวันที่ผ่านมา ก็มีแนวโน้มแล้วว่า มันอาจวกฤตถึงขั้นใช้เครื่องมือชี้วัดเก่าๆ อย่างไข่ไก่ไม่ได้อีกต่อไป แต่ถึงขั้นต้องเปลี่ยนไปใช้ 'ดัชนีไข่เหี้ย' วัดกันแทน...คิดดูเถิดว่าหนักหนาสาหัสขนาดไหน
แต่นั่นมันก็แค่แซทไทร์เชิงเศรษฐกิจปากท้องแบบ...ชั้นเดียว
ที่ลุ่มลึก ยอกย้อน และเข้มข้นกว่า ก็คือรายละเอียดของแนวความคิด ซึ่งระบุว่าการเลี้ยงเหี้ยในเชิงพาณิชย์นี้ จะใช้วิธีเลี้ยงไว้บนเกาะกลางทะเล จากนั้นก็นำเหี้ยไปปล่อย โดยเปิดสัมปทานให้ชาวบ้านเข้าไปเก็บไข่ขาย ซึ่งกลุ่มเป้าหมายทางการตลาดระบุชัดเจนว่า ผู้ที่จะซื้อและบริโภคนั้นไม่ใช่ใครอื่น แต่คือ 'คนภาคอีสาน' เพราะถือว่าไข่เหี้ยนั้นเป็นอาหารชั้นสุดยอด
เรียบร้อยเลยครับ เป้าประสงค์แท้จริงของท่าน ผอ. จะเป็นอย่างไร ต้องการให้เลี้ยงเหี้ยไว้กินไข่ด้วยบริสุทธิ์ใจจริงหรือไม่ อันนั้นก็เป็นอีกกรณีหนึ่ง แต่อีกด้านหนึ่งปฏิเสธได้อย่างไรว่านี่มิใช่การเสียดเย้ยในมิติทางการเมือง โดยฝีมือบุคคล 'ชั้นเทพ'
อย่าลืมว่า เราได้อ่านข่าวนี้ในเวลาไล่เลี่ยกันกับข่าวความเคลื่อนไหวการจัดตั้งคณะรัฐบาล ซึ่งถ้าหากมีโอกาสเข้าไปสำรวจ 'ปฏิกิริยา' และ 'น้ำเสียง' ของบรรดาชนชั้นกลางในเมืองที่นิยมแสดงความคิดเห็นตามเว็บบอร์ดจะพบว่า คนเมืองจำนวนไม่น้อยได้เปิดเผยตัวตนและแสดงเจตจำนงอย่างแจ่มชัดโดยไม่เกรงข้อหาเหยียดชาติพันธุ์หรือ racism แม้แต่น้อยว่า เนื่องจากคนอีสานเป็นเสียงส่วนใหญ่ที่ให้การสนับสนุนการก่อตั้งรัฐบาลพลังประชาชน เพราะฉะนั้นต่อจากนี้เป็นต้นไป ในฐานะคนเมืองในกรุงเทพฯ พวกเขาจะบอยคอตต์คนอีสานทุกวิถีทาง ตั้งแต่ไม่สนับสนุนสินค้าจากท้องถิ่นนี้ ไม่แสดงความอารีอารอบในเวลาที่ต้องพบปะเสวนากับคนอีสานที่เข้ามาทำงานในเมืองกรุง ไล่เรื่อยไปถึงพร้อมจะตอบโต้ด้วยวิธีใดก็ได้ เพื่อแสดงตัวตนในทางการเมืองว่า - เราไม่ใช่พวกเดียวกัน
ในเวลาไล่ๆ กันนั้นเอง ผมได้รับอีเมล์จากพรรคพวกที่จัดตัวองอยู่ในสังกัด 'ฝ่ายก้าวหน้า' เป็นอีเมล์แนะนำให้เข้าไปอ่านบทความของนักวิชาการฝ่ายซ้ายท่านหนึ่ง ข้อเสนอของท่านในบทความชิ้นนั้นก็คือ ชัยชนะของพรรคพลังประชาชนคือข้อพิสูจน์ให้เห็นว่า ประชาชนชั้นล่างทั้งในเมืองหลวงและชนบททั่วประเทศคือทัพหลวงของประชาธิปไตยที่พึ่งพาและไว้ใจได้ ภารกิจต่อไปของทัพหลวงประชาธิปไตยนอกเหนือจะต้องเรียกร้องรัฐธรรมนูญปี 2540 กลับมาเพื่อนำไปสู่การยุบสภาเลือกตั้งใหม่โดยเร็วแล้ว ในทางการเคลื่อนไหวนอกสภา ก็ต้องเตรียมพร้อมรับมือกับแนวร่วมขวาจัดอันประกอบไปด้วย สื่อมวลชน นักวิชาการ คอลัมนิสต์ ราษฎรอาวุโส นักเคลื่อนไหวองค์กรเอกชน และองค์กรรัฐตามพ.ร.บ.ความมั่นคง เพื่อผลักดันภารกิจชิงธง 3 ผืนคือ เดินหน้าสู่โลกาภิวัตน์ สร้างประชาธิปไตย และเฉลี่ยความเป็นธรรมในสังคม (พิชิต ลิขิตกิจสมบูรณ์, ภารกิจของขบวนการประชาธิปไตยหลังการเลือกตั้ง 23 ธันวาคม 2550 : เว็บไซต์ประชาไท)
อ่านบทความจบ ผมกดโทรศัพท์กลับไปหาพรรคพวก ถามสั้นๆ ว่า...เพื่อนจะเอาอย่างนี้จริงเหรอ...พรรคพวกหัวเราะลงลูกคอ ตอบสั้นๆ เหมือนกันว่า - ขำ...ขำ
สิ่งที่ขำไม่ได้เป็นอันขาดก็คือ ถึงเวลานี้ไม่เพียงชัดเจนว่าจุดยืนและความคิดทางการเมืองจะกลายเป็นเครื่องมือแยกคนในสังคมออกจากกันแล้ว ผู้คนในแต่ละฝั่งหรือทั้งสองฝั่ง ต่างก็แสดงท่าทีคล้ายคลึงกันว่า ต่างฝ่ายต่างแบ่งข้างคู่ต่อสู้ของตัวเองไว้เสร็จสรรพ ซ้ำร้ายต่างก็แสดงความกระหายอยากมีเรื่องด้วยกันทั้งคู่
ที่ผ่านมา ผมเคยมีความเชื่อความเข้าใจส่วนตัวว่า กลุ่มคนที่น่าจะสื่อสารทำความเข้าใจกันได้ยากก็คือ คนส่วนใหญ่ในสังคมที่เติบโตทางความคิดอันฝังรากลึกมาจากฝั่งอนุรักษนิยม คลั่งไคล้ศรัทธาวิธีใช้อำนาจจากเบื้องบน ซึ่งถึงวันนี้ความเข้าใจดังกล่าวก็คงหลงเหลือส่วนที่ถูกต้องอยู่บ้าง
แต่ช่วงหลังๆ มานี้ หลายต่อหลายปรากฏการณ์ก็ได้ตอกย้ำให้เห็นว่า กระทั่งฝั่งก้าวหน้าปัญญาชนเอง ก็ไม่ใช่ผู้คนที่จะสื่อความกันได้ง่ายเท่าไหร่นัก ยังไม่ต้องพูดถึงรายละเอียดระดับท่าทีระหว่างมนุษย์ต่อมนุษย์ ไม่ต้องพูดถึงลักษณะบุคลิก 'พิมพ์นิยม' เอะอะก็ใช้วิธีผลักอกให้คนที่คิดไม่เหมือนตัวเองมีสถานะโง่งมต่ำต้อยเลวทรามสมบูรณ์แบบ...เอาแค่ระดับตรรกะและกรรมวิธี บางทีก็ถึงขั้นชวนอ้วกได้ง่ายๆ
โดยเปรียบเทียบก็คือ หาก 'ประชาธิปไตย' เปรียบเหมือน 'สารอาหาร' ในไข่ที่ร่างกายต้องการ เมื่อถึงคราววิกฤติทุกข์ยากขึ้นมา ก็มิพึงดัดจริตรังเกียจที่มาของมัน ไม่ว่าเจ้าของไข่นั้นจะเป็นไก่หรือเหี้ย พูดอีกอย่างก็คือ โลกไม่ได้อนุญาตให้เราตีสองหน้าเกลียดตัวกินไข่ รักจะเป็นนักประชาธิปไตยก็ต้องเข้าอกเข้าใจพรรคและนักการเมือง
ประชาธิปไตยในยุคสร้างฟาร์มเหี้ยเอาไว้กินไข่...มันจึงมีลักษณะแบบนี้
ส่วนใครที่ยังมีจริตพะอืดพะอม ยอมไม่ก้าวหน้า ยอมไม่เป็นปัญญาชน ก็คงต้องก้มหน้าก้มตาเก็บผักเก็บหญ้าปะทังชีวิตกันต่อไป
ถ้าเปลี่ยวเหงานัก ก็ใช้วิธีท่องคาถาของท่านพุทธทาสเอาไว้ปลุกปลอบใจตัวเองว่า - กูไม่เอากับมึงแล้ว !
---------------------------------------------------------------------------------------------
>> แหม่...นามสกุลอาจารย์จารุจินต์นี่ ช่างเหมาะกะการเป็นนักธรรมชาติวิทยา
เพราะเห็นแล้วเรานึกถึงคำว่า 'กีฏวิทยา' ขึ้นมาเลย
เอ้า ! แมลงตัวนั้น ตัวนี้ มีเยอะมากมาย (อ่าว..เลยรู้เลยว่าโตทันดูจักรยานสีแดง :P)
>> ช่วงนี้ชักจะอ่านการ์ตูนการเมืองและ Side Ways มันขึ้นเรื่อยๆ
- เป็นสัญญาณอันตรายว่าการเมืองไทยกำลังอยู่ในภาวะน่าเหนื่อยหน่ายอย่างยิ่ง
>> อ่านหนังสือพิมพ์เมื่ออาทิตย์ก่อน เค้าบอกว่า ตัวเงินตัวทอง เป็นชื่อที่คนเรียกกันไปเอง
จริงๆ แล้วที่ถูกต้อง ต้องเรียกว่า เหี้ย
ลองไปเปิดพจจี้ปี 25 (ฉบับ copy มาจากศูนย์คอมวิศวฯ)
ไม่มีตัวเงินตัวทองในพจนานุกรมจริงๆ ด้วย มีแต่ไอ้เนี่ย...
เหี้ย
น. ชื่อสัตว์เลื้อยคลานขนาดใหญ่ชนิด Varanus salvator ในวงศ์ Varanidae
เป็นสัตว์สกุลเดียวกับตะกวด ตัวอ้วนใหญ่สีดำ มีลายดอกสีเหลืองพาดขวาง หางยาว
ชอบอาศัยและหากินบริเวณใกล้น้ำ โตเต็มวัยยาวได้ถึง ๒.๕ เมตร.
ส่วนที่ว่า ทำไมชื่อสัตว์ชนิดนี้ถึงกลายเป็นเป็น "คำชม" ได้
เราก็ไม่รู้เหมือนกัน รู้แต่ว่า ตั้งแต่รู้ความ คำนี้มันก็ถูกใช้เป็นคำชมแล้วอะ -_-'
>> จากพจนานุกรมศัพท์บัญญัติ ของราชบัณฑิตฯ
e-mail (electronic mail)
๑. อีเมล (ไปรษณีย์อิเล็กทรอนิกส์)
๒. ส่งอีเมล (ส่งไปรษณีย์อิเล็กทรอนิกส์)
>> จากพจจี้ 42 อีกเช่นกัน
ประทัง
ก. ทำให้ทรงอยู่ได้, ทำให้ดำรงอยู่ได้, เช่น กินพอประทังชีวิต เรือนโย้เอาเสาไปค้ำพอประทังไว้ก่อน.