ระหว่างที่ยังขี้เกียจพิมพ์ "1 ประเทศ 2 นายก - แล้วไง"
ก็ขอ copy-paste บทความเถ้าแก่เปลวจากไทยโพสต์วันนี้มาลงไปพลางๆ ก่อน =)
ถึงวันนี้-๓ มีนาคม ๒๕๕๑ ถือว่าประเทศไทยอยู่ใน “เครื่องทรงประชาธิปไตย” เต็มรูปแบบแล้ว สภาก็มีครบแล้ว ๒ สภา คือสภาผู้แทนฯ และวุฒิสภา นายกฯ ก็มีครบแล้ว ๒ นายกฯ คือนายกฯ ตัวจริง และนายกฯ ร่างทรง จะกะพล่องกะแพล่งบ้างนิดหน่อยก็ตรงที่ “ประธานรัฐสภา” อยู่ระหว่างถูกใบแดง!
เลือกตั้ง ส.ว. “จังหวัดใคร-จังหวัดมัน” คงทราบผลกันไปแล้วนะครับ สำหรับที่ กทม.เห็นเปิดหีบปุ๊บ “รสนา โตสิตระกูล” เบอร์ ๕ ก็โกยอ้าวแบบ
“เจ๊มาคนเดียว”
การเลือก ส.ว.สูตร สนช.นี้ ก็เหมือน “แกงป่า” ที่หนักไปทางจืดกับเผ็ด ไม่มีกะทิ ก็อย่าไปคิดอะไรกันมาก เลือกๆ มีๆ กันไปซะให้จบๆ จะได้ใช้เป็นหลักฐาน “เคลมฝรั่ง” แลกเงินช่วยเหลือว่า
“ไทยเป็นประชาธิปไตยแล้ว”!
นี่..ผมได้ยินข่าวทางโทรทัศน์วันก่อน “นายณัฐวุฒิ-นางศุภรัตน์” แถลงว่า ประธานาบดีบุชจะมาเยือนประเทศไทย ผมก็เป็นปลื้ม
ช่วยลุ้นครับ ถ้ามาจริง วันนั้น..มือที่เชกแฮนด์กับประธานาธิบดีบุช ในฐานะนายกรัฐมนตรีประเทศไทย ขอให้เป็นมือนายสมัครเทอะ..เจ้าประคู้น!
รัฐบาลสมัคร ๑ หรือพูดให้ชัด รัฐบาลผสม ๖ พรรคที่มี “พลังประชาชน” เป็นแกนนำนี่น่ะ
“อำนาจ นอก” ไม่ว่าอำนาจมือที่มองไม่เห็น ไม่ว่าอำนาจพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย ไม่ว่าอำนาจเผด็จการทหาร ไม่ว่าอำนาจไหนๆ ทั้งนั้น
ทำให้รัฐบาลนี้ล้ม (เร็ว) ไม่ได้หรอกครับ!
แต่ “อำนาจใน” ระหว่าง “ร่างทรง” กับ “องค์ลง” ผ่านตำแหน่งนายกรัฐมนตรีนี่แหละ..ต้องระวัง
พวกสาวกผู้เลื่อมใสจะยึดเป็นแกน “ฝ่ายข้า-ฝ่ายเอ็ง” ตั้งแยกเป็นศูนย์ศรัทธา สุดแต่ว่าองค์ไหนจะเฮี้ยนและบันดาลประโยชน์ให้ได้มากกว่า
แล้วอย่างสาวกเนวิน สาวกเฉลิม สาวกเลี้ยบ สาวกหน่อย สาวกยงยุทธ สาวกนพดล และ ฯลฯ จะแยก “สมัคร-ทักษิณ” ไปชูเป็นองค์ศาสดาประจำสำนัก “ของข้า-ของเอ็ง”
ใหม่ๆ ก็เป็นเจ้าร่วมหิ้ง พอนานๆ ก็จะมีพวกแยกไปตั้ง “ตี่จู๋เอี๊ยะ” ขึ้นมาแซมเชิงบันได
เหมือนอย่างบางลัทธิ แรกๆ ก็มีศาสดาองค์เดียว นานไปก็มีคนแยกไปบูชาลูก บูชาพ่อ บูชาแม่ สาวไปก็รากเดียวกัน แต่ต่างผลประโยชน์ของพวกศานุศิษย์
หนักๆ เข้าก็ยกพวกตีกันเอง!
พูดถึงประธานาธิบดีบุช ถ้าจะมาเยือนไทย ก็ไม่ใช่เรื่องแปลก ไม่มาซีถึงจะแปลก เพราะถ้าต้องการเป็น “หนึ่งอำนาจครองโลก” การมีอำนาจเหนือ “แหล่งพลังงาน” ในแต่ละภูมิภาคของโลกจึงเป็นสิ่งจำเป็น
จะสะกด “มังกรจีน” ให้เป็น “มังเกี้ยม” ไม่กล้ามีฤทธิ์ต่อต้านแผน “อำนาจเดียวครองโลก” ทางเดียวที่ชะงัด..ต้องตัดเส้นเลือดใหญ่ที่หล่อเลี้ยงจีน คือ
น้ำมัน!
น้ำมัน ก็ยังไม่สำคัญเท่า “เส้นทางขนส่งน้ำมัน” โดยเฉพาะน้ำมันที่มาจากตะวันออกกลาง ซึ่งต้องลำเลียงผ่านช่องแคบฮอร์มุซ ออกมหาสมุทรอินเดีย เข้าอ่าวไทย เลียบภูเก็ต ลัดเลาะเข้า “ช่องแคบมะละกา” ที่มาเลย์-สิงคโปร์-อินโดฯ เป็นนักเลงคุมถิ่นอยู่
ตัดโลกไปทะลุออก “ทะเลจีนใต้” ที่มหาสมทุรแปซิฟิกโน่น!
หมายความว่า ถ้าสหรัฐต้องการครอบครองภูมิภาคนี้โดย “จีน” ไม่กล้าหือ ก็ต้องแผ่อิทธิพล-อำนาจเหนือ “ช่องแคบฮอร์มุซ” ไม่เพียงคุมเส้นทางลำเลียงน้ำมันเท่านั้น ยังสยบ “อิหร่าน” ไปในตัวด้วย
แค่ “ฮอร์มุซ” ยังไม่เบ็ดเสร็จ ต้องคุม “ช่องแคบมะละกา” ให้ได้ด้วยจึงจะมั่นใจได้ว่า “ตัดเส้นเลือดจีน” ได้อยู่หมัด!
เพราะอย่างนี้แหละ “บุชต้องมา” ตีซี้ “กับเมืองไทย” ผ่านรัฐบาลที่ทักษิณเป็นนายใหญ่ เพราะใครๆ ก็รู้ว่า ทักษิณเป็นเพื่อนกับพ่อ!?
สหรัฐจะเข้ามาเลย์โดยตรงไม่ได้หรอกครับ มีแต่ต้องเลี่ยงเข้าประเทศไทยนี้เท่านั้น ถ้าต้องการมีอิทธิพลเหนือ “ช่องแคบมะละกา”
พูดกันแบบน้ำลายแตกคอ ก็ต้องโยงไปถึงว่า ถ้ารีพับลิกัน คือพรรคของประธานาธิบดีบุชต้องการให้ “จอห์น แม็กเคน” ชนะนายโอบามา หรือนางคลินตัน พรรคเดโมแครตในเดือนพฤศจิกา.นี้
อีกหนทางหนึ่งที่จะปลุก “เลือดคลั่งชาติ” ให้อเมริกันหันกลับมาเลือกรีพับลิกัน ก็คือ
สร้างเงื่อนไขสงครามด้วย “เงื่อนไขอำนาจ” แบบนี้แหละ!
ชักไปไกลทำเนียบเพนนินซูล่า กับทำเนียบตึกไทยคู่ฟ้าไปหน่อยนะครับ กลับเข้าประเด็นบ้าง ก่อนอื่นต้องอัพเดตข้อมูล “บ้าอำนาจ” กันก่อน
๒๐ กว่าวันที่เป็นรัฐบาล ในขณะที่ใครพูดถึงการทำงาน ก็อ้างว่า “เพิ่งมาเป็นรัฐบาลไม่กี่วัน” แต่ในความเป็น “ไม่กี่วัน” นั้น
จาก ๖-๒๙ ก.พ.ย้ายข้าราชการระดับสูงไปแล้ว ๔ นายรวด!
อำนาจ การเมือง “ระบอบทักษิณ” คืบคลานเข้ายึดครอง-ครอบงำ ระบบ “ข้าราชการประจำ” เหมือนอนาคอนดาค่อยๆ เขมือบระบบประเทศเข้าท้องทีละน้อย..ทีละน้อย
๒๒ ก.พ.๕๑ ย้ายอธิบดีกรมสอบสวนฯ “นายสุนัย มโนมัยอุดม”
๒๖ ก.พ.๕๑ ย้ายเลขาฯ อย. “นพ.ศิริวัฒน์ ทิพย์ธราดล”
๒๘ ก.พ.๕๑ ย้ายอธิบดีกรมประชาฯ “นายปราโมช รัฐวินิจ”
๒๙ ก.พ.๕๑ ย้าย ผบ.ตร. “พล.ต.อ.เสรีพิศุทธ์ เตมียาเวส”
และ รัฐบาล โดยนายสมัคร และรัฐมนตรีบางท่าน เช่น รัฐมนตรีต่างประเทศ “นายนพดล ปัทมะ” ประกาศว่า จะโยกย้ายข้าราชการระดับสูง “เพื่อความเหมาะสม” อีกหลายตำแหน่ง
ข้าราชการคนไหนจะเป็นรายที่ ๕ รายที่ ๖ รายที่ ๗ รายที่ ๘ ก็ตามดูกันไป ระบบราชการคงจะค่อยๆ สูญสลายจิตวิญญาณ “ข้า-ราชะ-การ” ลงไปเรื่อยๆ เพราะในเมื่อ “อำนาจการเมือง” แผ่บารมีครอบคลุม “ระบบข้าราชการ”
ใคร “ยอมเรา-ยัง ใครขวางเรา-ตาย”
ข้าราชการคนไหนที่ไม่มั่นคงในคำว่า “ข้าราชการ” ก็จะค่อยๆ หันไปแสวงหาความเจริญก้าวหน้าให้กับตัวเอง ด้วยยอมสยบให้กับระบอบ “ข้าทักษิณาการ”
อย่างกระทรวงการต่างประเทศ นายนพดลอหังการ ประกาศได้สง่างามว่าจะปรับเปลี่ยนอีกหลายตำแหน่ง “เพื่อความเหมาะสม”
“อะไรคือรูปธรรมมาตรฐานของคำว่า “เพื่อความเหมาะสม”?”
ต้อง ระวัง ด้วยตระหนักให้ลึกซึ้งนะครับ ข้าราชการกระทรวงการต่างประเทศ ทั้งงาน ทั้งประวัติ ทั้งเส้นทางการมารับตำแหน่งต่างๆ ของบุคคลเหล่านี้
ประหนึ่ง “หน้าตา” ที่บ่งบอกถึงชาติสกุล บ่งบอกชั้นวรรณะของประเทศ นายนพดลต้องระวัง อย่าสับสน อย่าเผยอเอาหน้าตาตัวเอง เอาหน้าตาระบอบทักษิณไปเป็น
“หน้าตาประเทศ”
กรณีย้าย พล.ต.อ.เสรีพิศุทธ์จาก ผบ.ตร.ไปปฏิบัติราชการที่สำนักนายกฯ พร้อมตั้งคณะกรรมการสอบสวนวินัยร้ายแรง ๓ เรื่อง เป็นเหมือนเอาชนักแทงปักหลังไว้ กันหันมาต่อสู้ นั้น
คนมีอำนาจ ทำอะไรย่อมไม่ผิด ว่างั้นเถอะ แต่ผมสงสัยบางคำพูดของท่านที่ตอบนักข่าวที่ถาม..จะชี้แจงใหัสังคมสบายใจได้ อย่างไรว่า ที่ย้ายเพราะไม่ใช่เรื่องการเป็นสมาชิก คมช. ซึ่งท่านตอบไว้ว่า
“โอ๊ย.. ผมเนี่ยนะ ถ้าคุณดูไมตรีของผมนะ เขาเสนอมาดุเดือดเลือดพล่าน หนึ่ง สอง สาม ผมเลือกทำอันที่สาม ที่เบาที่สุด รักษาไมตรีไว้ดีที่สุด และคุณเสรีพิศุทธ์ก็ปลอดภัยที่สุด เพราะผมคิดว่า ยังไงต้องป้องกันคุณเสรีพิศุทธ์ไว้ ผมเคยเป็นผู้บังคับบัญชาของตำรวจมาก่อน.....”
ครับ..นี่คือคำ ยอมรับของนายกฯ เองว่า ที่ย้าย พล.ต.อ.เสรีพิศุทธ์นี้ เพราะ “มีมือที่มองเห็นเสนอมาให้ย้าย” ก็เป็นที่สงสัยกันทั่วไปว่า
๑.”ที่ว่าเขา” เสนอมา “เขาคนนั้น” คือใคร?
๒.แสดงว่า “เขา” คนนั้นมีอำนาจเหนือที่คนเป็นนายกฯ “ต้องปฏิบัติตาม” ทุกกรณีใช่ไหม?
๓.นายกฯ นอมินี มีหน้าที่ทำตามที่เขาเสนอได้แค่นั้นน่ะหรือ?
๔.ทำไมจึงไม่ตั้งคณะกรรมการสอบสวนให้ได้ข้อเท็จจริงก่อนที่จะใช้อำนาจสั่งการอย่างใดอย่างหนึ่ง?
๕.ใครไม่ชอบหน้าใคร ใครจะกลั่นแกล้งใคร ใครอยากชิงตำแหน่งใคร แค่ทำเรื่องกล่าวหากันเสนอขึ้นมา นายกฯ ต้องเชื่อ แล้วสั่งย้ายทันที แล้วค่อยไปสอบสวนหาความจริงกันทีหลัง ทุกกรณี ทุกรายไปเช่นนี้หรือ?
ก็ถามไว้เป็นความรู้สำหรับนักข่าวโง่ๆ อย่างผมเท่านั้นแหละครับ และที่ว่าเสนอมาดุเดือดเลือดพล่าน หนึ่ง สอง สาม แล้วท่านเลือกอันที่เบาที่สุด ไว้ไมตรีที่สุด
คือย้าย แถมด้วยการตั้งข้อหาร้ายแรง ๓ ข้อหา นั้น
ขนาดเบาที่สุดยังขนาดนี้ ทำให้อยากรู้จังว่า อันที่หนึ่ง ที่สอง มันจะหนักกว่าขนาดไหน?
คงถึงขั้น ๑.ประหารชีวิต ๒.ดีดไข่ เนอะ?
ก็ดูเขาไปครับ ดูว่าเขาจะไปกันสุดๆ ได้ถึงไหน ก็บอกแล้ว เลือกตั้งครั้งนี้ ไม่ใช่เลือกตั้ง ส.ส.แต่เป็นการเลือก “อำนาจยึดประเทศ” และที่พิเศษเอามากๆ ก็ด้วยปรากฏการณ์แห่งรัฐบาล “ข้า ๒ เจ้า-บ่าว ๒ นาย” ก็ต้องใจเย็นๆ ในการชม.
>> จากคอลัมน์ เขียนแผ่นดิน โดย เปลว สีเงิน
>> ตีพิมพ์ครั้งแรก: หนังสือพิมพ์ไทยโพสต์ ฉบับวันที่ 3 มีนาคม 2551