Shau_Leuw_Hiang's profile+ + + + + ShauPost :: หน...BlogListsNetwork Tools Help

Blog


    หัวกระไดท่าน้ำ

    กฤษกร วงค์กรวุฒิ
    เสียงจากบรรณาธิการ, ฅ.คน, มิถุนายน 2552

                   ไม่มีบ้านเศรษฐีหลังใดในละแวกนี้มี ‘กระไดท่าน้ำ’ หากว่าบางหลังอาจจะดัดจริตมีศาลาและนอกชานโล่งรับลมแม่น้ำ แต่ทั้งหมดก็ถูกล้อมให้ปลอดภัยอยู่ในรั้ว หลังแนวคอนกรีตกันคลื่นซัดตลิ่งที่ตัดตรงจนไม่เหลือรอยต่ออันละมุนละไมของดินกับน้ำ

                   ด้วยเหตุนี้ จึงแทบไม่มีใครออกมานั่งที่นั่น

                   พระจันทร์ขึ้นดึก, ผมนั่งอยู่เหนือหัวกระได น้ำขึ้นสูงปริ่มบันไดขั้นบน อดใจไม่ไหวจึงผลัดผ้าลงไปอาบน้ำ

                   ค่อยๆ ไล่เท้าไปทีละขั้นด้วยความไม่คุ้นเคย นับได้ 5 ขั้น น้ำแม่น้ำสูงเลยอก อุ่นเหลือใจ ในความมืด คิดว่ามันคงเป็นขั้นสุดท้าย ถัดไปคงเวิ้งว้างเหนือผิวเลน หากแต่เมื่อควานเท้าไปในน้ำกลับพบลูกบันไดขั้นที่หก และน่าทึ่งที่มันกว้างหนีปลายเท้าออกไปทุกที

                   ลุงเจ้าของบ้านที่เดินมาส่องไฟฉายให้ตอนผมมาถึง หลับไปแล้ว คงไม่คิดว่าจะมีใครมาโดดน้ำในแม่กลองเอาตอนสองยาม, แกไม่ได้สร้างความประทับใจให้ในตอนนั้น แต่ความคิดเปลี่ยนไปเมื่อค่อยๆ ถัดจนลงมายืนที่บันไดจมน้ำขั้นสุดท้ายนี้

                   ผมยิ้มในความมืด รู้สึกมั่นคงเมื่อก้าวออกมายืนเต็มตัว แม้น้ำปริ่มปาก ลานบันไดไม่ได้ถูกสร้างขึ้นมาอย่างชุ่ยๆ แต่มันต้องมาจากฐานข้อมูลที่แม่นยำทีเดียว

                   ระดับต่ำสุดของแม่น้ำในยามน้ำลงจะต้องไม่ต่ำกว่าบันไดขั้นนี้ลงไปมาก ตำแหน่งของลานขนาดเมตรเศษๆ นี้ นับว่ากว้างขวางดีพอที่จะใช้ทำกิจกรรม โดยเฉพาะใส่บาตรหลวงตา ซึ่งคนใส่ไม่ต้องนั่งพนมมือแต้ค้ำหัวพระ หรือต้องนำเครื่องถวายใส่กระป๋องหย่อนลงเรือให้น่าเวทนา หรือลงมาซื้อก๋วยเตี๋ยวเรือกินสักชามก็คงสะดวกดี

                   ขั้นบันไดที่กว้างขวางกว่าปกตินี้บอกอะไรต่อมิอะไรได้มากมายเหลือเกิน เมื่อเทียบกับบันไดปูนที่ต่อมาจากศาลาหลังคาแดงแล้วไปขาดเท้งเต้งอยู่เหนือระดับน้ำเกือบสองเมตรในตอนน้ำลง

                   แต่อะไรก็ไม่สำคัญเท่ากับมันบอกถึงวิถีชีวิตที่เปิดกว้างและพร้อมจะเรียนรู้

                   คงมีแต่คนโง่ ผู้นอกจากไม่รู้จักแม่น้ำ หนำซ้ำยังไม่เคยใช้สมองคิดเท่านั้น ที่ยอมเสียเงินสร้างศาลาเรือนแสน แต่ไม่ดีพอจะให้ออกมานั่งเล่นมองแม่น้ำ หัวกระไดที่ควรจะใช้ประโยชน์ได้ก็สร้างขึ้นมาด้วยเหตุเพียงว่า มันน่าจะมีไว้สักหน่อย เพราะที่ไหนก็มี แต่เอาไปทำอะไรไม่รู้

                   ในปลายสายฝนที่ค่อยๆ เคลื่อนเข้ามาหาบ้านปลายหัวแหลม คำอธิบายว่าทำไมที่นี่มันถึงฉีกลมออกเป็นสองทางอย่างนั้น ฉลาดลึกซึ้งพอจะทำให้ผมหมดข้อกังขาว่า คนที่เกิดและโตอยู่ในร่องสวนมะพร้าว คิดได้เหมือนกับอัลวิน ทอฟเลอร์ ที่ชี้ว่า การสื่อสารได้ทำลายเอกภาพของชุมชนในคลื่นลูกที่หนึ่งลงอย่างราบคาบ เพราะมันทำให้ทุกคนคิดไปบนประสบการณ์ของคนอื่นอย่างมีรายละเอียดจนเกิดควบคุม

                   หัวกระไดท่าน้ำ เป็นหนทางเก่าแก่ที่ชาวสวนใช้เป็นประตูเชื่อมโลก; โลกที่เคลื่อนที่ช้าๆ ผ่านมาตามแม่น้ำ น่าแปลกที่ประตูเชื่อมโลกบานนี้สร้างคนที่น่าพึงพอใจเสียยิ่งกว่าคนที่มีประตูให้เลือกหลายร้อยหลายพันบานที่ ‘ออน’ มาตามสาย

                   บางที การเท่าทันโลกอาจไม่ใช่การได้ข้อมูลข่าวสารทั้งหมด หากแต่เป็นความฉลาดพอจะรู้ว่า ข่าวสารข้อมูลชนิดไหนที่ใช้ประโยชน์ได้กับชีวิตที่ดำรงอยู่

                   ในท่ามกลางกระไดท่าน้ำที่ลอยโด่เหนือพื้นน้ำ ไม่น่าแปลกใจที่ทุกวันนี้เรามีตลาดน้ำเปิดใหม่ให้ฮือฮาไปทั่ว แม้แต่ในพื้นที่ที่ไม่เคยมีตลาดน้ำมาก่อน

                   และมีคนพร้อมจะตามไปถึงทันทีที่ได้ข่าว โดยไม่สำเหนียกใจว่าของอร่อยที่ได้กินมันแยกหม้อคนละใบกับที่ชาวบ้านเขากินกันจริงๆ

                   และไม่ทันมองเห็นอีกด้วยว่า คนอีก 75 จังหวัดที่เหลือ...

                   กำลังหัวเราะขำ.

    ความกล้าหาญในการเริ่มต้น

    อธิคม คุณาวุฒิ
    Side Ways,
    ไทยโพสต์ วันอาทิตย์ที่ 19 เมษายน 2552


                   มีเรื่องน่าเศร้าและเป็นสัญญาณอันตรายในระดับลงลึกถึงรากฐานทางความคิดของผู้คนอย่างน้อย 2 ประการใหญ่ๆ ภายหลังเหตุการณ์สงกรานต์เผาเมือง และการใช้อาวุธสงครามกราดยิงแกนนำพันธมิตรฯ อย่างนายสนธิ ลิ้มทองกุล

                   หนึ่ง เมื่อมีเค้าลางชัดเจนว่าความขัดแย้งที่เกิดขึ้นยังไม่ดำเนินไปถึงจุดจบอย่างสมบูรณ์ การใช้เงื่อนไขพระราชกำหนดสถานการณ์ฉุกเฉินและกำลังทหารตำรวจกวาดล้างม็อบเสื้อแดง เป็นเพียงการกวาดมวลชนบนถนนลงสู่ใต้ดิน หนำซ้ำกระทั่งมี พ.ร.ก.สถานการณ์ฉุกเฉินค้ำยันอยู่แท้ๆ ก็ยังเกิดเหตุการณ์รุมยิงถล่มแกนนำสำคัญของฝ่ายเสื้อเหลืองจนได้

                   สิ่งที่เกิดขึ้นนั้น นอกจากจะแปลความหมายอย่างตรงไปตรงมาได้ว่า อำนาจรัฐไม่สามารถเอื้อมมือให้ความคุ้มครองพลเมืองในสังกัดได้อย่างถ้วนทั่วอย่างแน่แท้ เพราะถ้ากระทั่งบุคคลระดับ ‘ตัวเป้า’ ที่ควรได้รับการเฝ้าระวังอย่างเข้มงวดยังประสบเหตุการณ์เช่นนี้ได้ ต่อไปคนเล็กคนน้อย ตัวละครชายขอบที่สังคมไม่เคยมองเห็น ก็อย่าหวังเลยว่าจะได้รับการคุ้มครองสวัสดิภาพและมีหลักประกันความปลอดภัย

                   ยิ่งเมื่อคนเสื้อแดง ไม่ว่าจะแดงแท้หรือแดงเทียมถูกคลื่นคนส่วนใหญ่เบียดไล่ให้ไปอยู่ชายขอบของความชอบธรรม ทั้งด้วยพฤติกรรมของตัวเองและด้วยแรงบวกจากตัวตั้งในใจ สมาชิกบางกลุ่มในสังคม ภายใต้ความต้องการพื้นฐานของทุกคนที่ต้องการดำเนินชีวิตอย่างสะดวกและปลอดภัย มันก็เป็นไปได้อย่างสูงว่า หากต้องเผชิญกับสถานการณ์ที่ไม่สะดวกและไม่ปลอดภัยผสมรวมกับความไร้ประสิทธิภาพของกลไกรัฐ ไม่ว่าจะเป็นตำรวจ ทหาร หรือฝ่ายการเมือง ผู้คนตามชุมชนต่างๆ ก็พร้อมที่ลุกขึ้นมารบราต่อกรกับผู้เป็นต้นเหตุโดยไม่ต้องรีรออีกต่อไป

                   วีรกรรมของชาวบ้านชุมชนกิ่งเพชร อุรุพงษ์ นางเลิ้ง หรือแม้แต่ ‘แบทแมน’ แห่งแฟลตดินแดง ที่วิ่งเข้าไปปิดวาล์วรถแก๊สด้วยตัวเองโดยไม่ต้องยืนรอความช่วยเหลือจากเจ้าหน้าที่รัฐ ในแง่หนึ่งก็อาจจะเป็นการแสดงออกถึงความเข้มแข็ง ใจถึง พร้อมจะดูแลตัวเอง แต่อีกมุมหนึ่งเราต่างก็รู้ว่า นั่นไม่ใช่สัญญาณที่ดีแม้แต่น้อย ลองถ้าไม่ต้องมีขั้นตอน ขื่อแป ระเบียบวิธีปฏิบัติ ใครอยู่ชุมชนไหนก็แก้ปัญหาเฉพาะหน้าตามบุญตามกรรม ถึงที่สุดแล้ว ไม่ใครก็ใครคงอดคิดไม่ได้ว่า...มาถึงขนาดนี้ไม่ต้องมีรัฐบาลก็ได้ อย่างมากใครยิงมาก็โดนยิงสวน

                   ไม่เห็นความจำเป็นของการมีรัฐบาลนั่นไม่เท่าไหร่ แต่ถ้าเมื่อใดผู้คนส่วนใหญ่บังเกิดความรู้สึกต่อเนื่องไปถึงขั้นที่ว่า ประชาธิปไตยที่ไม่สามารถอำนวยความสงบร่มเย็น เป็นหลักประกันความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สินนั้น ไม่ใช่สิ่งจำเป็นที่จะต้องยึดมั่นถือมั่น ไม่ใช่สิ่งสมมติสลักสำคัญอันใดจะได้เที่ยวเอาชีวิตเข้าไปแลกเพื่อให้ได้มา เอาแค่อยู่รอดปลอดภัยด้วยวิธีใดก็ได้...บางทีทัศนคติแบบนี้ต้องนับเป็นเรื่องใหญ่

                   มันอาจเกี่ยวโยงมาถึงสัญญาณไม่สู้ดีประการต่อมาก นั่นคือ การไม่สามารถปรับตัวให้เข้ากับพล็อตทางการเมืองใหม่ๆ รวมถึงไม่สามารถสร้างความเชื่อมต่อระหว่างอุดมคติทางการเมือง กับการจัดการความสัมพันธ์ของข้อเท็จจริงที่มีอยู่เดิมในสังคม

                   เป็นที่ชัดเจนว่า พล็อตทางการเมืองเก่าๆ ที่ยังมุ่งปลุกเร้าความฮึกเหิม เห็นอกเห็นใจ และสร้างความชอบธรรมด้วยการพยายาม ‘นับศพ’ นั้น...มันไปไม่รอด อำนาจรัฐมีความรุนแรงตามความเคยชินของตัวมันเองก็จริง แต่ท่ามกลางข้อมูลมหาศาลจากคลิปวิดีโอกล้องโทรศัพท์มือถือในยุคที่ ‘ใครๆ ก็เป็นนักข่าวได้’ โดยไม่จำเป็นต้องถูกบังคับให้เชื่อแค่กล้องโทรทัศน์ 7-8 ช่องนั้น ไม่เพียงแต่ทำให้ความพยายามในการนับศพกลายเป็นเรื่องน่าเวทนา เป็นเรื่องของเด็กๆ ที่ถูกผู้ใหญ่ดุนหลังให้เสียผู้เสียคน ยังส่งผลข้างเคียงสำคัญคือ มันสะท้อนให้เห็นถึงการขาดแคลนข้อมูล ขาดแคลนประเด็น ขาดแคลนจินตนาการ ในการสร้างพื้นที่ต่อรอง จนนำไปสู่การทำลายตัวเองชนิดที่ทำเอาผู้คนที่เคยนั่งเฝ้าเอาใจช่วยต่างต้องทอดถอนใจด้วยความเสียดาย...

                   เสียดายที่น่าจะทำอะไรได้มากกว่านั้น แต่กลับถูกจำกัดด้วยพื้นฐานลักษณะ ‘ท่าบังคับ’ ที่ถ่ายทอดทางพันธุกรรมต่อๆ กันมาจากรุ่นสู่รุ่น ลักษณะความเป็นนักประชาธิปไตยที่นิยมผลักไสผู้อื่นให้เป็นฝ่ายตรงข้าม ขณะเดียวกันก็เพลิดเพลินกับการนำพาตัวเองพร้อมหอบหิ้วอุดมคติและมวลชนเข้าสู่มุมอับครั้งแล้วครั้งเล่า

                   ถ้าประชาธิปไตยมีพื้นฐานสำคัญอยู่ที่การเคารพความหลากหลาย มันก็อาจจะต้องเริ่มต้นจากจุดนี้ จุดที่เชื่อว่าอุดมคติว่าด้วยประชาธิปไตยนั้นเป็นสมบัติสาธารณะ ไม่มีใครมีสิทธิถือครองคำอธิบายแต่เพียงฝ่ายเดียว ไม่ว่าจะเป็นแดงแท้ผู้รักสันติ ไม่ว่าจะเป็นเหลืองผู้เป็นเสรีชน ไม่ได้เป็นสาวกแม่ยกแกนนำ รวมถึงบรรดาผู้คนที่เคยถูกแขวนป้ายประทับตราว่าแดงเรื่อๆ หรือเหลืองอ่อนๆ

                   มีแต่ความกล้าหาญที่จะเริ่มต้นเดินเข้าไปหาซึ่งกันและกัน หาจุดร่วมเพื่อถ่างกรอบความคิด เปิดพื้นที่ให้การประเมินสถานการณ์ดำเนินไปอย่างรอบด้าน มีผู้ซักค้านแลกเปลี่ยน และที่สำคัญคือมีผู้ฟัง มันจึงจะพอมองเห็นทางรอด ไม่ใช่หลับตาจินตนาการทีไร ได้แต่กลิ่นคาวเลือด และปริมาณรายชื่อวีรชนที่บัดพลีชีวิตครั้งแล้วครั้งเล่า

                   ทั้งหมดนี่คือการสนทนากับผู้ที่เชื่อว่าตนเป็นพลังบริสุทธิ์ครับ.


    In my mind [April Truth's Day]

    เรื่อง > Ursa Major.

     - 1 -

                    ถ้าหากคุณลองแหงนหน้าขึ้นมองบนฟากฟ้าเบื้องบนยามค่ำคืน  เมื่อได้มีโอกาสออกไปเที่ยวพักผ่อนตามต่างจังหวัด  เราจะได้พบกับดวงดาวสุกสกาวเต็มฟากฟ้า  บางคราวถ้าโชคดีอาจจะได้เห็นทางช้างเผือกขาวพาดผ่านราวฟ้า  ชวนให้เกิดจินตนาการกว้างไกล

                    ใน อดีตกาลโลกและบรรดาดาวเคราะห์ทั้งหลายรวมทั้งดวงอาทิตย์ล้วนก่อกำเนิดมา พร้อมกันเมื่อราว 4,600 ล้านปีมาแล้วในมุมหนึ่งของกลุ่มดาวมหึมาที่เราเองเรียกว่า  ทางช้างเผือก หรือ Milky Way   และโลกของเราก็เป็นดาวเพียงดวงเดียวในครอบครัวดวงอาทิตย์ที่ยังคงมีสิ่งมีชีวิตอาศัยอยู่  เราเชื่อว่าในบรรดาสิ่งมีชีวิตหลากหลาย  มนุษย์ (Homo Sapien)  ถือกำเนิดขึ้นมาหลังสุดในช่วงไม่ถึง 1 ล้านปีมานี้เอง

                    ด้วยชีวิตที่ต้องอาศัยพึ่งพิงกับสิ่งที่อยู่รอบกาย  เพื่อการยังชีพด้วยอารยธรรมการรวมกลุ่มล่าสัตว์และเพาะปลูก  ทำให้สังคมโบราณมีวัฒนธรรมร่วมกับสิ่งที่ดำรงอยู่ไม่ว่าจะเป็น แสงแดดอุ่น  ผืนฟ้าคราม ป่าเขา ดวงดาวหรือสายน้ำ  ซึ่งตัวอย่างดังกล่าวจะสามารถเห็นได้จากการรู้จักใช้สมุนไพรรักษาโรคภัยไข้เจ็บ  การ ตั้งถิ่นฐานบ้านเรือนในบริเวณสองฟากฝั่งลำน้ำและที่ลุ่มเพื่อการเพาะปลูกรวม ถึงการปรับตัวและตั้งรับกับสภาพธรรมชาติอันโหดร้ายในบางคราว

                    แต่ ในระยะเวลาแค่เพียงราวๆ 100 ปีที่ผ่านมาที่โลกได้รู้จักกับน้ำมันผนวกเข้ากับวิทยาการต่างๆ ที่สมองมนุษย์คิดค้นขึ้นมาเพื่อตอบสนองความต้องการอันไร้ขีดจำกัด ของมนุษยชาติและสิ่งที่บังเกิดคู่ควบมากับความเจริญแบบก้าวกระโดดทำให้  ผืนฟ้าที่เคยสดใสก็กลับหม่นมัวลงจากควันพิษที่ถูกปลดปล่อยออกมา     สายน้ำที่เคยแลใสไหลเย็นก็กลับขุ่นคล้ำจนใช้การอะไรไม่ได้นอกจากเป็นทางระบายน้ำทิ้ง   ป่าไม้ที่เคยเป็นคลังยารักษาโรคแหล่งอาศัยของเหล่าเพื่อนร่วมโลกและคอยรักษาสมดุลแห่งธรรมชาติก็กลับลดพื้นที่ลงรวดเร็วอย่างน่าใจหาย   ปรากฏการณ์ธรรมชาติอันเลวร้ายมีให้พบเห็นได้ไม่เว้นแต่ละวัน   ซึ่ง ทั้งหมดทั้งมวลนั้นเราคงอดกล่าวโทษไม่ได้ว่าเกิดเพราะการใช้และรูปแบบการ ดำเนินชีวิตแบบเสพไม่หยุดใช้ไม่ยั้งของคนอย่างเราๆ ท่านๆ นี่เอง

                    ประมาณการกันว่า  ในช่วงเวลาไม่กี่สิบปีมานี้ทรัพยากรภายในโลกกว่าครึ่งถูกดึงขึ้นมาใช้  บางส่วนก็เพียงเพื่อความดูดีของผู้ใช้และสิ่งของ  แต่ มิได้ก่อให้เกิดสาระอันใดมากกว่านั้นเลยและบางส่วนก็แปรสภาพกลับกลายเป็นขยะ และควันพิษปริมาณมหาศาลที่ส่งผลกลับมายังมนุษย์ไปอีกหลายร้อยปี  ยังมิพักที่จะเอ่ยถึงว่า  การที่ทรัพยากรส่วนมากถูกขนถ่ายจากประเทศต่างๆ ทั่วโลกไปสู่ประเทศอุตสาหกรรมเพื่อก่อผลประโยชน์ความมั่งคั่งทางเศรษฐกิจ  พร้อม ทั้งปลดปล่อยสารพิษออกสู่โลกในปริมาณมากก่อให้เกิดความเหลื่อมล้ำในการใช้ ทรัพยากรของโลกที่ทุกคนควรจะมีสิทธิ์ใช้ในปริมาณที่เท่าเทียมกันเนื่องจาก ความจำกัดของทรัพยากรที่มีอยู่ตราบใดที่เรายังคงหาแหล่งทรัพยากรใหม่ไม่ได้ นอกจากโลกใบนี้

     

    - 2 -

                    จวบจนถึงวันนี้ใช่ว่าอนาคตของเราจะหม่นมัวไร้ความหวังเสียเลยทีเดียวและวิถีทางที่น่าจะนำไปสู่ความยั่งยืนในการใช้ทรัพยากรในอนาคต  ก็คือความเข้าใจและร่วมมือกันของประชาชนพลโลกแต่การที่จะทำอย่างที่กล่าวมาใช่จะเป็นเรื่องง่ายดายนัก  เนื่อง จากในวิถีชีวิตที่เราปลูกฝังลัทธิบริโภคนิยมขึ้นทั่วโลกนั่นคือการกระตุ้น ให้แต่ละคนนำทรัพยากรมาใช้เพื่อตอบสนองความสะดวกสบายทุกๆ อย่าง  ไม่เว้นแม้แต่สังคมเกษตรกรรมเช่น การทำนาปลูกข้าวที่แต่เดิมเคยทำกันแค่ปีละเพียงครั้งเดียว  ก็ถูกเพิ่มขึ้นเป็น 2 ครั้งและ 3 ครั้งต่อปีในบางท้องที่  ทำให้เกิดการแย่งชิงน้ำในการทำการเกษตร  รวมถึงผืนดินที่ถูกใช้อย่างต่อเนื่องก็ทำให้ดินเสียอย่างรวดเร็ว   โดยที่ยังไม่ต้องเอ่ยถึงว่าปริมาณปุ๋ยเคมีและยาฆ่าแมลงที่ตกค้างอยู่ในดิน  แหล่งน้ำและสัตว์น้ำอีกปริมาณมหาศาลขนาดไหน

                    การเริ่มต้นในการปลูกฝังค่านิยมความคิดในการใช้ทรัพยากรอย่างรู้คุณค่า  เป็นสิ่งที่ง่ายที่จะทำให้เกิดขึ้นในเด็กและเยาวชน  เพราะ ถ้าจะกล่าวไปแล้วเด็กๆ ก็คือเจ้าของทรัพยากรที่แท้จริงเพราะในอนาคตข้างหน้าคนเหล่านี้จะต้องเป็น ผู้เผชิญกับปัญหาสภาวะแวดล้อมเป็นพิษและทรัพยากรธรรมชาติที่มีให้ใช้ใน ปริมาณที่จำกัดยิ่งนัก

                    แต่สิ่งที่กล่าวมาทั้งหมดข้างต้นนี้ก็ใช่ว่าจะง่ายเสมอไป  ใน เมื่อเด็กส่วนใหญ่เติบโตมากับสภาพสังคมและชีวิตสมัยใหม่ที่แวดล้อมไปด้วย ลักษณะการแข่งขันกันบริโภคและการโฆษณาชักชวนให้เกิดความต้องการที่ ถูกกระตุ้นขึ้น (Generated Demand) ซึ่งเป็นเพียงการสร้างภาพของตัวตนด้วยเปลือกภายนอก  กลับทั้งยังไม่สามารถเข้าใจถึงแหล่งที่มาของทรัพยากรซึ่งเป็นต้นทุนทางธรรมชาติทั้งปวงไม่ว่าจะเป็นน้ำอาบ  ดื่มกิน  หรือการลดลงของพื้นที่ป่าในชนบท  ไม่เคยเห็นว่าในยามหน้าแล้งการขาดน้ำในการใช้อุปโภคบริโภคนั้นเป็นเช่นไร ในเมื่อเปิดก๊อกน้ำทุกครั้งก็มีน้ำไหลให้ใช้สะดวกดาย    หรือการที่จะเชื่อมโยงปัญหาและความเดือดร้อนของผู้คนที่ต้องถูกไล่ที่หมดหนทางทำกินจากการสร้างเขื่อน  เพื่อนำน้ำมาป้อนสังคมเมืองในยามหน้าแล้ง   รวมทั้งการผลิตกระแสไฟฟ้าเพื่อให้ในเมืองมีไฟสว่างเรืองรองทุกตรอกซอกซอย      ในขณะที่ตนเองนั้นมีเพียงหลอดไฟบ้านละดวง  ซึ่งการที่จะทำให้เด็กๆ ที่เติบโตมาด้วยภาวะปัจจัยเช่นนี้จินตนาการและรู้ซึ้งถึงสาเหตุในการแบ่งปันกันใช้  เป็นเรื่องไม่ง่ายนัก

                    แต่ข้อเสนอที่เป็นไปได้คือเริ่มจากความรู้สึก ผิด ชอบ ชั่ว ดี และการทำความเข้าใจถึงประโยชน์ส่วนรวมของคนหมู่มาก  ซึ่งเป็นภูมิปัญญาโบราณแบบสังคมตะวันออกที่นับวันจะลดน้อยถอยลงไปทุกที  โดยแทนที่ด้วยความคิดแบบปัจเจกชนนิยมผสมกับลัทธิบริโภคนิยมแบบตะวันตก  ที่ ทำให้คนทั้งหลายคิดว่าตนเองไม่ได้ทำอะไรให้คนอื่นเดือดร้อนก็น่าจะเพียงพอ แต่ไม่เคยรู้เลยว่าสาเหตุมาจากการบริโภคโดยไม่สนใจคนรอบข้างของตนเอง  หรือไม่ก็มักโยนความผิดให้กับรัฐหรือเอกชนไป 

                    แต่ใช่ว่าข้อความข้างต้นผมจะกล่าวหาสังคมและแนวคิดแบบตะวันตกว่าไม่ดี  เพียงแต่เรารับเอามาไม่ครบถ้วนทั้งกระบวนการเท่านั้นเอง  เพราะ ในสังคมตะวันตกการบริโภคต่างๆ จะถูกควบคุมด้วยระบบการจัดเก็บค่าตอบแทนในการบริโภคและการรับบริการของแต่ละ ชนิดด้วยราคาต้นทุนอันแท้จริงซึ่งเป็นการจำกัดการบริโภคไปโดยปริยาย  แต่ในประเทศเรากลับไม่ใช่เช่นนั้น  แต่กลับกลายเป็นสวัสดิการหรือการบริการของรัฐหรือรัฐอุปถัมภ์ไปเสียส่วนใหญ่  โดยการอ้างถึงการจ่ายภาษีแล้วก็ควรจะได้รับการบริการไปทุกๆ อย่าง

                    หัน กลับมามองที่เยาวชนที่เราคาดหวังไว้กับปัญหานี้เราเริ่มได้จากการฝึกสำนึก ผิด ชอบ ชั่ว ดี ให้เกิดขึ้นก่อนด้วยสังคมของครอบครัวและโรงเรียนเพราะผมเองเห็นว่าในโลกนี้ ไม่มีใครที่ไม่อยากเป็นคนดี  แต่บางอย่างที่คนส่วนมากนิยามความดีไว้สูงเสียจนทำได้ยากกระทั่งเด็กบางคนเกิดการต่อต้านและไม่เห็นด้วย

    จากนั้นถึงจะมองในเรื่องของการปลูกฝังสำนึกรักและดูแลส่วนรวม  แต่ ทั้งหมดทั้งมวลนี้จะเกิดขึ้นไม่ได้เลยหากปราศจากผู้ใหญ่ที่เข้าใจและคอย ประคับประคองดูแลและต้องช่วยกันลดค่านิยมของการบีบคั้นให้เด็กเป็นคนเก่ง  ซึ่งบางทีอาจจะมีความเห็นแก่ตัวติดตามมาด้วย  ซึ่งผมคิดว่าคงไม่มีพ่อแม่ผู้ปกครองท่านใด  อยากเห็นลูกของท่านเป็นคนไม่ดีหรอก  จริงไหมครับ?

    เริ่มจากการชักจูงในสิ่งดีที่ทำได้ง่าย  เช่นการไม่ทิ้งขยะเกลื่อนกราด  การปฏิเสธถุงพลาสติกใส่ของในยามที่เห็นว่าของที่ซื้อไม่จำเป็นต้องใส่ถุงก็ได้  การไม่เปิดน้ำเปิดไฟทิ้งไว้

     

    - 3 -

    ธรรมชาติ  คำคำนี้ถูกนำมาใช้และอ้างถึงบ่อยมากในนามของสิ่งที่ดีงามตามสายตาของนักสิ่งแวดล้อมและเป็นสิ่งที่ทุกคนพยายามใฝ่หา   ถ้าจะถามว่าธรรมชาติคืออะไรใครตอบได้บ้าง? อาจจะยากไป  แต่ถ้าถามว่าอะไรบ้างที่เป็นธรรมชาติ?   คงจะตอบได้ง่ายกว่า

                    หาก จะมองโลกกลมๆ ใบนี้ที่มีอายุจากก่อเกิดจนถึงวันนี้ก็ราว 4,600 ล้านปีมาแล้วตั้งแต่มวลสารและบรรดากลุ่มก๊าซต่างๆ พากันหมุนวนและก่อตัวเป็นระบบสุริยะ

                    จากเดิมในบรรยากาศของโลกล้วนเต็มไปด้วยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์และไอน้ำปกคลุมเต็มชั้นบรรยากาศ  แต่พอโลกเริ่มเย็นตัวลงบรรดาไอน้ำต่างพากันควบแน่นตกลงมาเป็นฝนและไหลรวมลงสู่ที่ต่ำกว่าจนเป็นทะเลและมหาสมุทรในปัจจุบัน

                    จาก นั้นจึงจะเกิดสิ่งมีชีวิตชนิดต่างๆ ขึ้นบนโลกที่มีโครงสร้างสลับซับซ้อนเพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ จนก่อเกิดสิ่งมีชีวิตที่เรียกตัวเองว่า Homo Sapien  ขึ้นเมื่อราว 4 -5 แสนปีที่ผ่านมานี่เอง  และในช่วงเวลาเพียงแค่ราว 100 ปีที่ผ่านมาบรรดา Homo Sapien  ทั้งหลายนี้ก็ได้ทำให้สภาพแวดล้อมทางธรรมชาติเปลี่ยนแปลงอย่างมากมาย  จาก ความคิดพื้นฐานที่เชื่อว่าพวกตนนั้นเป็นสายพันธุ์ของสิ่งมีชีวิตที่ฉลาดที่ สุดจนสามารถที่จะเปลี่ยนแปลสภาพธรรมชาติต่างๆ ของโลกให้เหมาะสมกับความอยู่รอดของเผ่าพันธุ์ได้   แต่ในปัจจุบันความเชื่อเหล่านั้นก็ได้รับการพิสูจน์แล้ว  จากสภาพความวิปริตผิดเพี้ยนของฤดูกาลและวิบัติภัยในรูปแบบต่างๆ รวมถึงโรคร้ายที่เกิดขึ้นเพียงชั่วข้ามคืน   แล้วย้อนกลับมาทำลายชีวิตมนุษย์เอง

                    ถ้าหากเปรียบระยะเวลา 4,600 ล้านปีลงเหลือเพียง 365 วันบรรดา Homo Sapien ทั้งหลายก็เพิ่งเกิดขึ้นมาเดินบนโลกแค่เพียง 1 ชั่วโมงที่ผ่านมา และแค่เวลาเพียง 1 วินาที  มนุษย์ก็ได้ทำให้โลกใบนี้ย่อยยับได้ในชั่วพริบตา

                    วันใดคุณได้แหงนหน้าขึ้นมองฟากฟ้ายามค่ำคืนที่มีดวงดาวสุกสกาว  คุณจะรับรู้ได้ทันทีว่าโลกเป็นเพียงเสี้ยวธุลีในอวกาศมหาศาล  ขอให้จำไว้ว่าถ้าหากดาราจักรทางช้างเผือกมีขนาดเทียบเท่ากับโลก  โลกเราจะมีขนาดแค่เพียง 0.2 ไมครอน หรือเล็กเพียงไวรัสเท่านั้นเอง แล้วคุณยังจะคิดเอาชนะธรรมชาติอีกหรือ  มนุษย์โลกทั้งหลาย

                    เพราะถ้าหากวันใดสมดุลธรรมชาติที่เสียไปถูกโลกปรับสมดุลใหม่  ใครจะรู้ว่าเมื่อวันนั้นมาถึงจะมีใครมาคอยเรียกดาวเคราะห์สีน้ำเงินนี้ว่า  โลกมนุษย์อีก

                    ธรรมชาติ  คำคำนี้เป็นคำที่มักถูกอ้างถึงบ่อยๆ แต่แท้จริงแล้วยิ่งใหญ่เกินใครจะควบคุมได้  เพราะ ธรรมะ ที่แปลว่าความจริง  กับชาตะ  ที่แปลว่าเกิดนั้นเมื่อรวมความแล้ว truth birth จะหมายถึง ความเป็นจริงที่เกิดขึ้น  นั่นคือ ธรรมชาติ

     

    - 4 -

    ครับผมเริ่มต้นบทความนี้จากการมองจักรวาล  สู่โลกในอดีตและปัจจุบัน   และแคบลงมาในระดับประเทศ  จนกระทั่งถึงหน่วยที่ย่อยที่สุดของสังคม  คือ  ครอบครัว  เนื่อง จากว่าผมเชื่อว่าสิ่งเหล่านี้ร้อยโยงเกี่ยวเนื่องเป็นเรื่องราวอันเดียวกัน และสิ่งที่จะช่วยให้โลกใบนี้ยังคงสดสวยได้คงต้องเริ่มกันจากผู้ใหญ่ของทุก ครอบครัวเข้าใจโดยเริ่มบอกแก่เด็กๆ  ที่บ้านถึงเรื่องราวเหล่านี้  และผมเชื่อเป็นอย่างยิ่งว่าการเริ่มทำเช่นนี้ไม่ใช่สิ่งที่ยากเย็นเลยหากเราช่วยกัน

    เพราะถ้าเราลองนึกกันดูเล่นๆ ว่าในอีก 20 30 ปีข้างหน้าในยามที่คุณแก่ตัวลง   และในวันนั้นลูกๆ ของคุณเติบโตขึ้นมาเรายังจะมีน้ำทะเลใสๆ   ป่าสีเขียวสวย   อากาศดีๆ ไว้ให้หลานของเราที่จะเกิดขึ้นมาก็คงดี ใช่ไหมครับ?  เราจะได้พาหลานของเราไปเล่นน้ำทะเล  เล่นน้ำตก  ดูนก เหมือนกับที่เราเคยได้สัมผัสมาในวัยเด็ก  มันก็คงเป็นอีกช่วงชีวิตที่ดีก่อนที่เราจะลาโลกใบนี้ไป  ใช่ไหมครับ?

    หากคุณลองแหงนหน้าขึ้นมองบนฟากฟ้าเบื้องบนยามค่ำคืน  เมื่อได้มีโอกาสออกไปเที่ยวพักผ่อนตามต่างจังหวัด  เราจะได้พบกับดวงดาวสุกสกาวเต็มฟากฟ้า  บางคราวถ้าโชคดีอาจจะได้เห็นทางช้างเผือกขาวพาดผ่านราวฟ้า  ชวนให้เกิดจินตนาการกว้างไกล  เกิดตายในช่วงชีวิตคนเราเป็นเวลาแค่พริบตาในปฏิทินกาลเวลาของจักรวาล  แต่เวลาแค่เพียงชั่วพริบตานั้นคุณเลือกที่จะทำสิ่งดีๆ ให้เกิดขึ้นกับลูกหลานและพื้นแผ่นดินเดียวกันที่เราอาศัยอยู่ที่ชื่อว่า  โลก .......

    ........ใช่ไหมครับ?

     * * *  * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * *

    นี่คือ 1 ใน 27 เรื่อง 'ต้นฉบับ'  ของบทความทั้งหมดในแคมเปญ April Truth's Day
    แคมเปญที่พูดความจริงเรื่องโลกร้อนกันในวันที่มีแต่คนพูดเรื่องหลอกลวง

    นอกจากบทความชิ้นนี้แล้ว ยังมีเรื่องราวอีกมากมายที่ถูกเขียนอยู่ในเว็บไซต์กว่าร้อยแห่ง
    และกิจกรรมอีกมากมาย ดูรายละเอียดได้ที่นี่เลย  http://www.lonelytrees.net/?p=984

     ** บทความทั้งหมดในแคมเปญอยู่ภายใต้สัญญาของ Creative Common เชิญเอาไป post ต่อกันตามสบายจ้า (แต่อย่าลืม mention เจ้าของเรื่องเค้าด้วยนะ) Wink

    ประชาธิปไตยไม่มีม้วนเดียวจบ

    อธิคม คุณาวุฒิ
    Side Ways,
    ไทยโพสต์ วันอาทิตย์ที่ 23 พฤศจิกายน 2551


                   ระเบิดเอ็ม 79 ที่ยิงใส่ผู้ชุมนุมพันธมิตรฯ ถึง 2 ครั้งภายในระยะเวลาห่างกันเพียง 2 วันนั้น ลูกแรกทำหน้าที่เป่าลมให้นกหวีดของแกนนำพันธมิตรฯ เสียงดังฟังชัด ส่วนลูกที่สองตอกตะปูย้ำข้อเท็จจริงว่า ต่อแต่นี้ไปแนวทางสันติวิธีจะยิ่งถูกปฏิเสธและได้รับการหมิ่นหยามจากทุกฝ่าย พูดสำนวนนักโฟนอินก็คือ...อย่าอยู่อย่างสงบกันเลย’

                   กลางสถานการณ์ที่กฎหมายไม่สามารถบังคับใช้ ผู้กุมอำนาจรัฐหมดสภาพไม่คู่ควรแก่การไว้เนื้อเชื่อใจ สิ่งที่ทุกคนพูดเหมือนกันคือยังไม่จบแค่นี้ คำถามจึงมีอยู่ว่า แล้วลูกต่อๆ ไปมันจะก่อให้เกิดอะไรตามมาในระดับสภาพจิตผู้คนในสังคม ลำพังแค่ 2 ลูกแรกก็น่าสะพรึงกลัวแล้ว มูลค่าเลือดเนื้อและชีวิตของคนที่จากพรากถูกตีราคาผ่านจุดยืนทางการเมืองและความหงุดหงิดเบื่อหน่ายกับสภาพยืดเยื้อเรื้อรัง ผู้เสียชีวิตกลายเป็นวีรชนในหมู่ผู้ชุมนุม แต่พ้นจากนั้น ลองไปถามคนที่สวมเสื้อสีต่าง ถามคนที่ยังไม่ยอมเลือกสี...น้ำหนักของความตายยังจะมีความหมายเท่าเทียมกันหรือไม่

                   นี่คือเรื่องเศร้าที่สุดของพลเมืองสังกัดประเทศเดียวกัน

                   ในระดับยุทธศาสตร์ ความหมายของคำว่า
    อย่าอยู่อย่างสงบกันเลย’ กับคำว่า ‘ม้วนเดียวจบ’ นั้น แม้นจะถูกประดิษฐ์ให้มีหน้าตาแตกต่างสุดขั้วชั่วดีเพียงใดก็ตาม แต่ทั้ง ‘รายจ่าย’ ระหว่างทาง รวมถึง ‘เป้าหมาย’ ตอนจบ...มันมีอะไรแตกต่างกัน

                   พูดอย่างห้วนที่สุดก็คือ ทั้งหมดนี้เป็นการดันผู้คนในสังกัดของตนออกไปห้ำหั่นฆ่าฟันคนสังกัดอื่น สร้างภาพโกลาหลมิคสัญญี เพื่อบีบให้ทหารถือปืนขับรถถังออกมา โดยแต่ละฝ่ายต่างก็หวังเหมือนกันว่าปลายกระบอกปืนจะหันไปฝั่งตรงข้ามตัวเอง

                   เรื่องที่เกิดขึ้นในวันนี้และพรุ่งนี้ ไม่ว่ามันจะเป็นไปตามจินตนาการของคำว่า ‘ม้วนเดียวจบ’ หรือ
    อย่าอยู่อย่างสงบกันเลย’ หรือไม่ก็ตาม สิ่งที่น่าประหลาดใจก็คือ ทุกฝ่ายรวมถึงกองทัพเองใช่ว่าจะไม่รู้...ต่อให้ทหารออกมา ปัญหามันก็ไม่ได้จบ แถมมีโอกาสลุกลามบานปลาย เลยเถิดไปจากกรอบจินตนาการที่ใครจะคิดจะประเมินต่อไปได้

                   หันปืนไปทางรัฐบาล ไม่ใช่แค่มวลชนรากหญ้านับสิบล้านเท่านั้นจะลุกฮือ แต่ชนชั้นกลางและปัญญาชนฝ่ายก้าวหน้าที่รังเกียจการยึดอำนาจก็ย่อมไม่อยู่เฉย จะบ่ายหน้าหันปืนไปทางพันธมิตรฯ ก็รังแต่จะยั่วยุให้ผู้คนที่เคยเงียบลุกขึ้นมาต่อต้าน ปรากฏการณ์ที่เรียกๆ กันว่า ‘หลังทักษิณ’ หรือ ‘หลังพันธมิตรฯ’ ไม่ว่าจะถูกอธิบายด้วยศัพท์ทางวิชาการชนิดใดก็ตาม แต่โดยแรงเหวี่ยงของมันทั้งคู่ต่างก็มีลักษณะยืดเยื้อเรื้อรังพอๆ กัน

                   ภายใต้ความหวังและความปรารถนาดีของคนที่ไม่อยากเห็นการเสียเลือดเสียเนื้อ คนที่อยู่กับสังคมไทยมานานจนพอที่จะรับรู้ว่า ‘เครื่องค้ำยัน’ แท้จริงที่ประคับประคองสังคมไทยมาโดยตลอดนั้นประกอบด้วยอะไรบ้าง จึงพยายามแล้วพยายามอีกที่จะทะนุถนอมเสาค้ำยันนั้น โดยหวังว่าเครื่องค้ำยันดังกล่าวจะแข็งแรงเพียงพอที่จะประคับประคองสังคมไทย ให้เดินผ่านวินาทีหน้าสิ่วหน้าขวานต่อไปได้เรื่อยๆ และหวังอีกว่าระหว่างทางของการเปลี่ยนผ่าน ควรให้มีการสูญเสียเลือดเนื้อและชีวิตน้อยที่สุด

                    แน่นอน ความพยายามนี้ถูกตั้งคำถามจากอีกฝ่ายที่ไม่เชื่อด้วย

                   สุดท้ายแล้ว แม้นจะไม่มีใครคาดเดาได้ว่าสิ่งที่กำลังเกิดขึ้นในวันนี้พรุ่งนี้จะรุนแรงแค่ไหน หรือจะดำเนินไปสู่จุดจบรูปแบบใด แต่สิ่งที่เราอาจจะพอพูดกันได้ก็คือ ในเมื่อแต่ละฝ่ายต่างก็มีคำอธิบายความเป็นประชาธิปไตยของตัวเองด้วยกันทั้งคู่ ขณะเดียวกันแต่ละฝ่ายต่างก็ทำหน้าที่ผลิตความเหนื่อยหน่ายให้เกิดแก่ผู้คนในสังคมระดับใกล้เคียงกัน เรื่องราวดังกล่าวย่อมนำไปสู่ข้อวินิจฉัยของสังคมว่า ทั้งหมดนี้มันอาจไม่ใช่การต่อสู้เรียกร้องเพื่อให้ได้มาซึ่งประชาธิปไตยแบบที่คนส่วนใหญ่ให้ฉันทานุมัติ แต่เป็นการประลองกำลังครั้งใหญ่ระหว่างกลุ่ม ระหว่างเส้าอำนาจในนาทีเปลี่ยนผ่าน

                   นั่นก็หมายความว่า สงครามครั้งสุดท้ายที่ฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งพยายามจุดขึ้นนั้น ไม่ได้มีความหมายในตัวของมันเอง แต่ความหมายและภาระผูกพันจะเกิดขึ้นก็ต่อเมื่อ กรรมวิธีและกระบวนการในการหาข้อยุติที่จะเกิดขึ้นนั้น ไม่ได้รับการยอมรับจากผู้คนส่วนใหญ่ในสังคมต่างหาก ถัดจากนั้นแหละ แรงขับเคลื่อนที่แท้จริงจึงจะเกิดขึ้น

                   สิ่งที่ควรเตรียมใจยอมรับกันเอาไว้ก็คือ ภายหลังจากนั้นไม่ว่าผลที่ออกมาจะยืดเยื้อเรื้อรัง ไม่เป็นที่ถูกอกถูกใจผู้คนทุกฝ่ายก็ตาม ยกตัวอย่างรูปธรรม เช่น เราอาจต้องจินตนาการไปถึงบรรยากาศในเกาหลีใต้ช่วงทศวรรษ 1980 ที่เกิดการชุมนุมต่อเนื่องเป็นปีๆ ไล่ยุคมาตั้งแต่ ปาร์ก จุงฮี..ชุน ดูฮวาน...จนถึงโร แตวู ฯลฯ กว่าที่เราจะหาข้อยุติได้ก็ต้องกินเวลาต่อเนื่องนับสิบปี

                   ระหว่างนี้ภาษาของสงครามจะค่อยๆ เลือนหาย ประชาธิปไตยเป็นเรื่องที่ต้องต่อรองภายใต้โครงสร้างของกลุ่มเส้าอำนาจต่างๆ และต้องการระยะเวลายาวนานในการฟูมฟักให้คนพร้อมที่จะอยู่ร่วมในกติกาแบบเดียวกัน และพร้อมจะยื่นมือออกแรงหากเห็นอะไรเคลื่อนไปจากฉันทานุมติและข้อตกลง

                   ในนาทีเปลี่ยนผ่านอาจใช้ภาษาสงครามได้ แต่ที่ผ่านมาก็ไม่เคยปรากฏว่าประชาธิปไตยจะมีทางลัด.

    พื้นที่ข่าวที่เลือนหาย

    อธิคม คุณาวุฒิ
    Side Ways,
    ไทยโพสต์ วันอาทิตย์ที่ 7 กันยายน 2551

                   เคยมีคนทำสื่อ (เข้าใจว่าเป็นรุ่นน้อง) จากหนังสือพิมพ์รายวันภาษาอังกฤษท่านหนึ่ง เข้ามาพูดคุยแลกเปลี่ยนกับผมเมื่อราว 2-3 เดือนที่แล้ว คำถามหนึ่งที่เธออยากทราบคือ คิดเห็นอย่างไรที่เซ็กชั่นสารคดี ข่าวสังคม สิ่งแวดล้อม ศิลปวัฒนธรรม ในหนังสือพิมพ์รายวันหลายฉบับ เริ่มปรับเนื้อหาไปสู่สิ่งทีเรียกว่า...ไลฟ์สไตล์มากขึ้น หรือในความรู้สึกของคนทำอาจจะใช้คำว่า ‘เบา’ มากขึ้นเมื่อเปรียบเทียบกับของเดิมซึ่งเคยมีพื้นที่ให้กับประเด็นเชิงสังคมหนักๆ

                   จำได้ว่าผมตอบคำถามนี้แบบไม่ค่อยทะนุถนอมน้ำใจกันสักเท่าไหร่ เพราะผมไปชวนคุยว่า ก่อนอื่นยอมรับกันไหมว่าสื่อสิ่งพิมพ์รายวันหรือรายใดๆ ก็ตามนั้นมันก็เป็นธุรกิจชนิดหนึ่ง ซึ่งต้องตอบสนองความต้องการของผู้อ่าน เพราะฉะนั้นเมื่อมีการประเมินกันว่าจำเป็นต้องมีการปรับทิศทางเนื้อหากันใหม่ ก่อนที่จะไปรบรากับฝ่ายการตลาด (ซึ่งเป็นคู่กรณีคลาสสิกของคนทำข่าวอยู่แล้วนั้น) เราควรทบทวนกันเองก่อนดีไหมว่า เหตุใดเราจึงไม่สามารถผลักประเด็นที่เชื่อกันว่าดีและมีประโยชน์นั้นไปสู่การยอมรับของผู้อ่าน เพราะถ้าหากผู้อ่านยอมรับและหวงแหนพื้นที่ดังกล่าว มีหรือที่ฝ่ายการตลาดหน้าไหนจะกล้าไปขัดใจ

                   ครับ...คำตอบทำนองนี้คงไม่ถูกไปเสียทั้งหมด และโดยวัตถุประสงค์ผมเพียงแค่ต้องการเหนี่ยวรั้งเตือนสติคนร่วมอาชีพไม่ให้เกิดความรู้สึกพลุ่งพล่านเดือดดาลผู้อื่นโดยไม่จำเป็น แต่บังเอิญในช่วง 2-3 วันที่ผ่านมา น้องสาวบังเกิดเกล้าอีกรายหนึ่งซึ่งแอคทีฟกับความเคลื่อนไหวของสื่อเป็นพิเศษได้แจ้งข่าวให้ทราบว่า แนวโน้มที่พยายาม ‘ไลฟ์สไตล์’ และ ‘เบา’ นั้น มันชักจะระบาดลุกลามจนน่าเสียดาย

                   ตามความเข้าใจของผม เซ็กชั่นสารคดี สังคม ศิลปวัฒนธรรม ที่ปรากฏอยู่ตามหนังสือพิมพ์หัวไม่สีนั้น โดยสถานะของมันก็คงใกล้เตียงกับ ‘โต๊ะบันเทิง’ ของหนังสือพิมพ์หัวสี เพียงแต่คนทำอาจมีความเชื่อว่า รสนิยมของชนชั้นผู้เสพหนังสือพิมพ์หัวไม่สีนั้น น่าจะต้องการอะไรมากไปกว่าข่าวบันเทิงหรือข่าวอักษรย่อชื่อดาราแบบที่หนังสือพิมพ์หัวสีนิยมเล่น...ซึ่งก็ไม่แน่ใจว่าถึงบัดนี้ความเชื่อดังกล่าวยังเป็นจริงอยู่หรือไม่

                   อย่างไรก็ตาม ด้วยลักษณะพื้นที่ที่ค่อนข้างเปิดกว้าง ทั้งในแง่การนำเสนอประเด็นและการประดิษฐ์รูปแบบวิธีการเขียนซึ่งไม่ได้จำกัดอยู่เพียงรูปแบบการรายงานข่าว เซ็กชั่นทีเคยมีสถานะแบบโต๊ะบันเทิงนี้ จึงมักจะเป็นเป้าหมายความสนใจของคนทำสื่อรุ่นหนุ่มรุ่นสาว ในฐานะเวทีในการ ‘จุด’ และ ‘ปั้น’ ประเด็นของคนระดับหัวหน้าข่าว ซึ่งหลายต่อหลายครั้งประเด็นจากโต๊ะข่าวนี้ก็มักจะมีแง่มุมแปลกๆ มีการให้คำอธิบายบางประการที่ไปไกลกว่าข่าวรายวัน สำหรับคนระดับนักข่าวเอง มันก็เป็นพื้นที่ในการแสดงฝีมือการทำข่าวเชิงลึก การทำข่าวที่สามารถสอดแทรกแสดงทักษะฝีมือการเขียน รวมถึงเป็นพื้นที่ในการสร้างตัวตนในฐานะคอลัมนิสต์ให้กับคนรุ่นใหม่ๆ

                   แน่นอนว่า ภายใต้การทำงานที่กระตือรือร้นของนักข่าวรุ่นหนุ่มรุ่นสาว หลายครั้งมันก็คงไปสร้างความเปรี้ยวมือเปรี้ยวเท้าทั้งต่อผู้คนทั้งภายในองค์กรและนอกองค์กร โทษฐานที่มักจะมีอะไรบางอย่างดู ‘อินโนเซนส์’ และ ‘กระดูกมวยอ่อน’ หลุดออกไปบ้าง แต่เราก็มักจะพบเช่นกันว่า หากสื่อมวลชนเจนเนอเรชั่นหนุ่มสาวเหล่านี้ ไม่หลงยึดติดกับ ‘ตัวตน’ และหมดเปลืองต้นทุนความเป็นมนุษย์ไปกับการสร้าง ‘ตำนาน’ ฉบับย่นย่อของตัวเองเสียก่อน สิ่งที่พวกเขาทำออกไปนั้น ก็มักจะมี ‘ความเชื่อมต่อ’ ไปถึงความคิดอ่านเชิงอุดมคติ ความรู้สึกผูกพันกับทุกข์สุขของบ้านเมือง การเลือกข้างคนเล็กคนน้อยด้อยโอกาส ฯลฯ ปรากฎผ่านชิ้นงานให้เห็นอยู่เสมอๆ

                   แนวโน้มปรากฏการณ์ที่สื่อสิ่งพิมพ์เซ็กชั่นนี้ค่อยๆ เลื่อนไหลไปสู่เนื้อหาเบาๆ กลายเป็นรายงานไลฟ์สไตล์คนเมืองนี้ ทำให้ผมนึกไปถึงการล้มหายตายจากของหน้าข่าวสิ่งแวดล้อมซึ่งเคยคึกคักอย่างมากภายหลังปีการเสียชีวิตของสืบ นาคะเสถียร โต๊ะสิ่งแวดล้อมเป็นแหล่งรวมนักข่าวมือดี และมีประเด็นให้ผู้คนฮือฮาได้อย่างสม่ำเสมอ แต่หลังจากเกิดวิกฤติเศรษฐกิจในช่วงปี 2540 หน้าสิ่งแวดล้อมที่หนังสือพิมพ์ทุกฉบับต่างต้องมีนั้นก็ค่อยๆ ถูกยุบรวมละลายหายไปกับโต๊ะข่าวอื่นๆ จนไม่เหลือพื้นที่ข่าวเฉพาะของตัวเองอีกต่อไป

                   จริงอยู่...สิ่งที่เคยเกิดขึ้นกับหน้าข่าวสิ่งแวดล้อมนั้น ย่อมมีเหตุปัจจัยหลายประการสะสมปะปนกัน แต่เราก็สามารถมองได้เช่นกันว่า เมื่อถึงนาทีหน้าสิ่วหน้าขวาน เมื่อถึงคราวต้องประคองตัวเองให้มีชีวิตรอดจากปัญหาเศรษฐกิจ สิ่งที่เราพร้อมจะ ‘ตัดออก’ เป็นลำดับต้นๆ ก็คือประเด็นข้อกังวลหรือคำถามกวนใจเรื่องสิ่งแวดล้อม...จากนั้นพอลืมตาอ้าปากได้ ค่อยมาทำท่าตื่นเต้นกับประเด็นโลกร้อนกันต่ออีกยก

                   หากแนวโน้มความต้องการและความสนใจของผู้อ่านเป็นไปตามที่นักการตลาดประจำสื่อแต่ละสำนักบอกเอาไว้จริง...คนเมืองหรือผู้บริโภคสื่อสิ่งพิมพ์หัวไม่สีนั้น ต้องการเสพเรื่องใกล้ตัว ต้องการ ‘ไกด์’ ในการใช้ชีวิต ประเภทต้องมาสอนกันตามหน้าหนังสือพิมพ์ว่าทำงานอย่างไรให้เจ้านายรัก...ปฏิบัติธรรมช่วงวันหยุดอย่างไรจึงจะมีพละกำลังออกไปห้ำหั่นกับผู้คนต่อในวันทำงาน...ไลฟ์สไตล์เก๋ๆ ของบุตรหลานคนรวย...หรือถึงวันศุกร์ทีจะไปเมาที่ไหนถึงจะอาเจียนได้ลื่นคอ ฯลฯ

                   ทั้งหมดนี้มิได้หมายความเพียงหยาบๆ แค่ว่าข่าวเหล่านี้เหลวไหลหรือไม่มีประโยชน์ แต่ประเด็นคือมันหา ‘ความเชื่อมต่อ’ ระหว่างชนชั้นผู้มีกำลังซื้อหนังสือพิมพ์หัวไม่สีกับชนชั้นอื่นในประเทศแทบไม่เจอ หรืออาจจะเจอแต่ต้องใช้ความพยายามอย่างสูงในการกราดสายตาไล่อ่านเรื่องแบบนี้ที่ซุกอยู่ในหน้าใดหน้าหนึ่งของหนังสือพิมพ์ปึกใหญ่ทุกเช้า

                   ในฐานะที่พื้นที่เหล่านี้เคยเป็นเวทีสำหรับการขับเคลื่อนของภาคประชาชน เป็นพื้นที่รายงานให้เห็นความเคลื่อนไหวของภาคประชาสังคม (ไม่ว่าถึงวันนี้ความหมายของคำว่าภาคประชาชนหรือประชาสังคมจะเคลื่อนไปแค่ไหนก็ตาม)

                   ถึงแม้นจะไม่ใช่สาเหตุโดยตรง แต่บางทีอาจเป็นเพราะพื้นที่ข่าวที่เลือนหายนี้เอง ที่ทำให้เราไม่เคยเข้าใจคนร่วมประเทศแบบ ณรงค์ศักดิ์ กรอบไธสง...หรือไม่มีคำอธิบายชัดๆ ว่าอารยะขัดขืนนั้นทำงานร่วมกับกระบวนการยุติธรรมได้อย่างไร…

    สงครามที่ว่างเปล่า

    อธิคม คุณาวุฒิ
    Side Ways,
    ไทยโพสต์ วันอาทิตย์ที่ 4 พฤษภาคม 2551

     
                   เวลานั่งอยู่หลังพวงมาลัยใช้รถใช้ถนน พรรคพวกที่เคยโดยสารรถที่ผมขับมักแสดงความแปลกใจในความ ‘ใจเย็น’ ของผมเวลาถูกแท็กซี่แซะเข้ามากินเลนบ้าง ถูกรถเมล์และมินิบัสเบียดปาดหน้าเข้ามาดื้อๆ ในจังหวะที่มนุษย์ปกติไม่ควรทำบ้าง ทั้งหมดนี้ผมแทบไม่เคยออกปากต่อว่าต่อขานมากความ ทั้งที่บางกรณีหากจะสบถอะไรออกมาสักคำก็คงไม่มีใครตำหนิ...กระทั่งเวลารถติดมีมอเตอร์ไซค์มุดอยู่ตามช่องเฉี่ยวหน้าเฉี่ยวหลัง บางครั้งยังเห็นผมขยับถอยหลังเล็กน้อยเพื่อเปิดช่องอำนวยความสะดวกให้คุณพี่เขามีพื้นที่ซอกแซกได้ถนัดถนี่ขึ้น... ฯลฯ
     
                   แต่พอเจอกรณีรถยนต์ส่วนตัวบางประเภท...ซึ่งที่จริงก็มีประเภทเดียวแหละครับ คือรถยนต์ราคาแพงยี่ห้อตราดาวยอดนิยมสมฐานะคนมีเงินมีทองเหลือใช้ ซึ่งหากใครมีประสบการณ์บนท้องถนนสักสิบปียี่สิบปีขึ้นไปก็คงพอจะค้นพบและยอมรับทฤษฎีแบบคนมองโลกในแง่ร้ายอยู่ว่า ในบรรดารถยนต์ตราดาว 10 คัน เรามักจะเจอคนขับมารยาทดีมีน้ำใจไม่เกิน 1-2 คัน ที่เหลือจากนั้นล้วนมีพฤติกรรมตรงข้าม ไม่ได้มีอะไรสมฐานะชาติตระกูลรถยนต์ตัวเองแม้แต่น้อย

                   เวลาเจอเพื่อนร่วมถนนประเภทนี้แสดงกิริยามารยาทและพฤติกรรมการใช้ถนนราวกับคนที่ไม่เคยเรียนรู้อารยธรรมใดๆ มาก่อน พูดง่ายๆ เหมือนกลุ่มชนที่เพิ่งหลุดจากสังคมบุพกาล พึ่งพาการสัญจรด้วยวิธีขี่ควายพายเรือ ไม่เคยเรียนรู้วิธีใช้ถนน ไม่รู้จักเลนเขาเลนเรา ไม่ยินดียินร้ายต่อกฎ กติกา มารยาท ทุกชนิด...กรณีแบบนี้ขีดความอดทนของผมกลับอยู่ในระดับต่ำเอามากๆ กล่าวคือสามารถทำได้ตั้งแต่ระดับเบื้องต้น ได้แก่ หงุดหงิด ตะโกนด่า หยุดมองด้วยสายตาดูหมิ่นรบกวนอวัยวะใช้เดิน กระทั่งแสดงออกชัดเจนว่าพร้อมจะเปิดประตูลงไปเอาเรื่องเอาราว เป็นต้น

                   เพื่อนคนหนึ่งเคยถามว่า ทำไมมึง (you-ตามพจนานุกรมคำสุภาพสามัญของนายกฯ) ถึงได้มีความขัดแย้งในตัวเองขนาดนั้น ผมตอบเพื่อนว่า สำหรับกู (I) คนกลุ่มแรกต้องทำมาหากิน เวลาของพวกเขาเป็นเงินเป็นทอง แถมยังเป็นเงินทองระดับสิบบาทร้อยบาทซึ่งจำเป็นต่อปากท้องจริงๆ เพราะฉะนั้นหากจะหยาบคายต่อกันบ้าง อย่างน้อยกู (I) ก็พอทำความเข้าใจได้...แต่กับพวกหลัง โดยฐานะทางสังคมคนเหล่านี้ก็ได้เปรียบผู้อื่นอยู่แล้ว เพราะฉะนั้นถ้าจะมาเอาเปรียบและแสดงปมด้อยปมเขื่องกันบนถนนเพิ่มอีก กรณีอย่างนี้สมควรต้องตอบโต้อย่างสมน้ำสมเนื้อ

                   เพื่อนพยักหน้าหงึกๆ ไม่ได้แสดงออกชัดเจนว่ายอมรับหรือคัดค้าน

                   น่าเสียดายที่ผมกับเพื่อนคนนั้นไม่ได้นั่งรถด้วยกันมาหลายปี เพราะไม่เช่นนั้นหมออาจจะได้รับข้อมูลความ ‘โรคจิต’ ชนิดใหม่ของผมเพิ่มขึ้นอีกหนึ่งอย่าง

                   ช่วง 2-3 ปีหลัง มีคนใช้รถใช้ถนนกลุ่มหนึ่งซึ่งผมรังเกียจมากกว่าพวกที่ใช้สัญลักษณ์ตราดาวมากลบลบความห่วยและปมด้อยของตัวเอง...คนพวกนี้คือพวกที่ติดสติ๊กเกอร์แสดงความรักสถาบันสูงสุดของบ้านเมืองไว้กระจกหลัง ใส่เสื้อสีเหลืองสัปดาห์ละมากกว่า 1 วัน แต่ในขณะที่ใช้รถใช้ถนนทั้งๆ ที่ใส่เสื้อเหลืองและติดสติ๊กเกอร์ คนเหล่านี้กลับไม่เคยแสดงอะไรให้เห็นว่าพวกเขามีความรัก ความเมตตา และความดี เป็นเครื่องยึดเหนี่ยวผูกพันครรลองชีวิตตามที่แสดงออกแม้แต่น้อย กล่าวคือ มีโอกาสเห็นแก่ตัวได้ก็เห็นแก่ตัว ถ่อยได้ก็ถ่อย หยาบคายแต่ได้เปรียบก็ไม่ลังเลที่จะทำ พูดง่ายๆ สามารถหน้าด้านกลับรถปาดหน้าคนอื่นจากเลนซ้ายสุด ทั้งเสื้อเหลืองๆ สติ๊กเกอร์ตัวใหญ่ๆ แต่เหมือนไม่มีอะไรเป็นเครื่องผูกพันในเชิงสัญลักษณ์ของความดีแม้แต่น้อย

                   เป็นไปได้ไหมว่า...นี่ต่างหากที่เป็นเรื่องอันตรายมาก ถ้าท้องถนนคือพื้นที่จำลองสภาพจิตของผู้คนในสังคม ลองถ้าฉ้อฉลทุจริตทางอารมณ์ มัวเมากับ ‘เครื่องแบบ’ ภายนอก แต่ไม่ใส่ใจ ‘เนื้อหา’ ไม่เหลือสติเหนี่ยวรั้งให้ละอายที่จะทำชั่วกันได้ขนาดนี้ ก็ไม่มีอะไรต้องแปลกใจหากคนประเภทนี้พร้อมจะสามารถกระทำเรื่องอื่นที่รุนแรงและโหดเหี้ยมกว่า...โดยเฉพาะในนาทีที่สถานการณ์บ้านเมืองถึงจุดแหลมคม และคลื่นผู้คนถูกใช้สอยเพื่อวัตถุประสงค์ทางอำนาจ
     
                   ใน ‘ถนนทางนามธรรม’ อีกความหมายหนึ่ง ผมพอจะเคยสัมผัสคลุกคลีอยู่กับผู้คนในสังกัดที่เรียกตัวเองว่า ‘ปัญญาชนฝ่ายก้าวหน้า’ อยู่บ้าง...สิ่งหนึ่งที่ผมเคารพและให้เกียรติเสมอมาก็คือ การพยายามขับเคลื่อนความรู้และความเข้าใจของตนเอง ในอันที่จะเปลี่ยนแปลงโลกไปสู่โฉมหน้าและทิศทางใหม่ที่เชื่อกันว่า...น่าจะดีขึ้น

                   ปัญหากวนใจประการเดียวคือ ผมไม่ค่อยเชื่อว่าโลกที่คนเหล่านี้ดีไซน์ขึ้นมา และกำหนดสถานะตัวเองเข้าไปเป็นสมาชิกระดับตัดสินใจนั้น...จะเป็นโลกที่น่าอยู่จริง

                   ความสนุกกับเหลี่ยมคูทางการคิด รวมถึงการพิสูจน์เอาชนะคะคานระหว่างความคิดตนเองกับความคิดผู้อื่นนั้นอาจเป็นสิ่งท้าทายในเบื้องต้นก็จริง แต่ถึงที่สุดแล้ว โลกที่น่าอยู่ตามความเข้าใจของผมมันน่าจะมีองค์ประกอบอื่นที่สำคัญและจำเป็นมากกว่านั้น ซึ่งไม่ว่าเราจะเรียกขานมันในนามอื่นใดก็ตาม แต่รวมๆ แล้วล้วนเกี่ยวข้องกับสิ่งที่ฟังแล้วไม่ค่อยเป็นปัญญาชนสักเท่าไหร่ นั่นคือ...มันเป็นเรื่องของ ‘จิตใจ’

                   แต่คำเชยๆ คำนี้แหละ ที่จะคอยกำกับเหนี่ยวรั้งไม่ให้เรา ‘ใช้วิธีเดียวกัน’ กับผู้คนฝั่งตรงข้ามทางความคิด เป็นสิ่งที่ช่วยทำให้พื้นที่ในใจกว้างขวางขึ้น ไม่ด่วน ‘ผลักอก’ ใครต่อใครให้ไปยืนฝั่งตรงข้ามกับตัวเองด้วยเหตุผลหยาบๆ แค่ว่าคนเหล่านั้นสติปัญญาต่ำต้อยกว่าหรือกล้าหาญน้อยกว่า ขณะเดียวกันมันก็น่าจะเป็นช่องทางในการเปิดรับเรียนรู้ศิลปะในการ ‘ครองใจผู้คน’ ซึ่งเป็นกุญแจสำคัญยิ่งในการเคลื่อนไหวทางการเมือง รวมถึงช่วยให้เกิดสติปัญญาอันแจ่มใส สามารถ ‘ประเมินสถานการณ์’ ได้แม่นยำขึ้น ไม่ต้องผลิตประวัติศาสตร์บาดแผลซ้ำๆ ซากๆ

                   แต่ก็นั่นแหละ หากทั้งหมดนี้ไม่ใช่สเปก ไม่ใช่บุคลิกท่าบังคับของปัญญาชนฝ่ายก้าวหน้า ซึ่งต้องรักษาท่าทีเจ๊าะๆ แจ๊ะๆ จุกจิกหยุมหยิม พิพากษาผู้คนผิดๆ ถูกๆ สนุกกับการทุ่มเถียงแสดงปัญญา แต่พูดบาททำสลึง ห่วงอีโก้กลัววีรกรรมตนเองจะไม่ถูกจดจำ ซึ่งทั้งหมดนี้ก็เป็นคำอธิบายว่าเหตุใดคนที่เคยซ้ายระดับนำในประวัติศาสตร์ จึงได้เหนื่อยหน่ายกับคำว่าซ้ายจนถึงบัดนี้

                   เรื่องของเรื่องคือ ในเมื่อทั้งสองฝั่งต่างก็จัดทัพเตรียมทำสงครามกันแล้ว เหลือรอแค่เสียงปืนนัดแรก ในสถานการณ์เช่นนี้คนที่หดหู่และวังเวงที่สุดก็คือคนแบบผมนี่แหละ...ซึ่งน่าจะมีจำนวนไม่ใช่น้อยในสังคมนี้.

    ‘ศาสนา’ ของคนปลูกข้าว

    อธิคม คุณาวุฒิ
    Side Ways,
    ไทยโพสต์ วันอาทิตย์ที่ 27 เมษายน 2551
     
                  กลางสัปดาห์ที่ผ่านมา ผมมีโอกาสไปนั่งพูดคุยขอความรู้จากคุณเดชา ศิริภัทร ที่มูลนิธิข้าวขวัญ จังหวัดสุพรรณบุรี
     
                  คำถามประสาชนชั้นกลางที่ทำท่าเป็นเดือดเป็นร้อนจากราคาข้าวแพง (ทั้งที่วิถีชีวิตปกติมีค่าใช้จ่ายหมดเปลืองไปกับเรื่องสุรุ่ยสุร่ายไม่เป็นสาระมากกว่านั้น แต่ก็ไม่เห็นมีใครอยากปริปากสารภาพพฤติกรรมการใช้จ่ายของตัวเอง) ได้รับคำตอบจากคนปลูกข้าวว่า...ที่ถูกแล้วราคาข้าวจำเป็นต้องแพงขึ้นจริงๆ

                  ความรู้และประสบการณ์จากการปลูกข้าวปลอดสารพิษมาตลอดหลายสิบปี คุณเดชามีสูตรคิดราคาขายปลีกข้าวสารง่ายๆ ว่า ข้าวสารน้ำหนัก 1 กิโลกรัม ควรจำหน่ายในราคาใกล้เคียงหรือเท่ากับน้ำมันดีเซล 1 ลิตร แต่ที่ผ่านมา แนวนโยบายการกำหนดราคาถูกครอบงำด้วยวิธีคิดง่ายๆ เช่น เน้นส่งออกขายของถูกเอาปริมาณเข้าว่า รวมถึงเจตนาแอบแฝงที่จงใจทำให้ผลประกอบการของผู้ปลูกข้าวมีตัวเลขไม่น่าพิสมัย เพื่อทำลายแรงจูงใจในการอยู่กับสัมมาอาชีพนี้ และกวาดต้อนผู้คนจากภาคเกษตรให้ไหลไปขายแรงงานในภาคอุตสาหกรรมและบริการ ตามทิศทางแนวนโยบายขับเคลื่อนประเทศที่เขียนขึ้นตั้งแต่ 50 กว่าปีก่อน

                  เพราะฉะนั้น โดยสถานการณ์ราคาข้าวปัจจุบันเมื่อเทียบเคียงกับราคาน้ำมัน จึงควรยอมรับว่ามันต้องเป็นเช่นนั้น ถ้าไม่เป็น นี่ต่างหากที่ต้องถือเป็นเรื่องผิดปกติ

                  คนรับประทานข้าวจำนวนหนึ่งอาจมีจิตเป็นกุศลว่า การยอมควักกระเป๋าซื้อข้าวแพงขึ้นอีกหน่อยนั้นไม่ใช่ปัญหา หากมีหลักประกันว่าส่วนต่างราคาที่เพิ่มขึ้นจะตกถึงมือชาวนาเป็นกอบเป็นกำ ไม่ใช่ถูกเฉือนแบ่งโดยพ่อค้าข้าว พ่อค้ายา พ่อค้าปุ๋ย สุดท้ายคนปลูกข้าวก็เป็นเพียงทางผ่านของเม็ดเงิน

                  เดชา ศิริภัทร ตอบว่า หากคนปลูกข้าวใช้วิธีแบบเดียวกับที่เขาทำและสาธิตให้เห็นมาตลอดชีวิต รับประกันว่านอกจากผลผลิตต่อไร่จะสูงกว่าเกณฑ์เฉลี่ยของการทำนากระแสหลักที่ต้องพึ่งพายาฆ่าแมลงและปุ๋ยเคมีคืออยู่ราว 350 ไม่เกิน 400 กิโลกรัมต่อไร่แล้ว ต้นทุนในการผลิตยังสามารถลดลงจาก 6,000-8,000 บาทต่อไร่เหลือเพียงพันกว่าบาทไม่ถึง 2,000 บาท นี่คือยังไม่ต้องพูดถึงวิธีคิดในการสร้างตลาดของตัวเอง ลดการพึ่งพาช่องทางการขายแบบเดิมๆ ซึ่งล้วนมีส่วนสำคัญในการกำหนดราคาผลผลิตที่แท้จริง

                  อย่างที่ทราบกันในแวดวงเกษตรอินทรีย์ คุณเดชา ได้รับการยอมรับในฐานะผู้ศึกษา วิจัย คัดสรรพันธุ์ข้าว และลงมือปฏิบัติสาธิตการปลูกข้าวโดยไม่ใช้สารเคมี แต่ในช่วงหลังๆ นอกเหนือจากการไม่ใช้สารเคมีแล้วคุณเดชายังไปไกลถึงขั้นไม่ใช้ปุ๋ยคอก ไม่ใช้กระทั่งฉีดสมุนไพรควบคุมโรคระบาดและแมลงศัตรูพืช

                  ก่อนหน้าที่จะได้คุยกันในบ่ายวันนั้น ผมเคยร่วมวงเสวนาเล็กๆ กับคุณเดชา เคยได้ยินแนวความคิดในการปลูกข้าวในยุคหลังของท่านมาบ้าง ซึ่งฟังแล้วผมแอบตั้งชื่อเล่นให้ว่า...มันเป็นกรรมวิธีของ ‘ชาวนาชั้นเทพ’

                  แต่เดชา ศิริภัทร ก็คือเดชา ศิริภัทร ครับ ไม่ใช่คนระดับสมรักษ์ คำสิงห์ โดยเด็ดขาด ใครที่ได้ไปเห็นกรรมวิธีการคัดสรร การผสมพันธุ์ข้าว เห็นภาพการพินิจพิเคราะห์เมล็ดข้าวทีละเม็ด...ทีละเม็ด จนสามารถจำแนกรูปพรรณสัณฐานของข้าวแต่ละเมล็ดได้อย่างหมดจด ไม่ต่างอะไรกับการจำแนกลักษณะเฉพาะของใบหน้าผู้คน กิจวัตรนี้กระทำอย่างเพลิดเพลิน รื่นรมย์ มีสมาธิ ราวกับการทำงานศิลปะชนิดหนึ่ง พ้นจากนั้นจึงเป็นการค้นพบพลังงานและความลับของ ‘แม่โพสพ’ ด้วยการสื่อสารขั้นสูงกว่า ‘ระดับเหตุผล’ แต่ก้าวพ้นไปสู่ ‘ระดับจิตใจ’ สามารถเคลื่อนย้ายปัญหาเส้นผมบังภูเขาซึ่งคนปกติธรรมดาไม่สามารถขบคิดได้ จนนำมาสู่คำตอบของการไม่ต้องใช้ปุ๋ยคอกและสมุนไพรปราบศัตรูพืช ทั้งหมดนี้ทำให้ผมเชื่อจริงๆ ว่า...ไม่ได้โม้ และโดยเฉพาะอย่างยิ่ง...ไม่ใช่การคิดแบบโรแมนติก

                  ผลผลิตข้าวจากเครือข่ายมูลนิธิข้าวขวัญของคุณเดชา ที่ได้สาธิตให้เห็นเป็นประจักษ์มาโดยตลอด เป็นหลักฐานยืนยันมากกว่าคำพูดอื่นใด

                  คำถามคือ ในเมื่อพูดก็แล้ว เขียนก็แล้ว ลงมือทำให้ดูเป็นตัวอย่างก็แล้ว เหตุใดจึงไม่สามารถ ‘เปลี่ยน’ วิธีคิดวิธีทำของชาวนากระแสหลักได้

                  เรื่องนี้คุณเดชามีคำตอบว่า สำหรับชาวนาแล้ว การถูกปลูกฝังให้ทำเกษตรโดยพึ่งพิงสารเคมีนั้น ไม่ใช่เพียงความเชื่อ ความคาดหวัง หรือความเคยชิน แต่มันถูกทำให้เป็น ‘ศาสนา’ ชนิดหนึ่ง ซึ่งการเปลี่ยนศาสนาของคนนั้นเป็นเรื่องยากมาก

                  ผมยังทำใจให้ชอบคำตอบแบบนี้ไม่ได้ แต่รู้ว่านั่นคือบทสรุปตกผลึกจากประสบการณ์ของคนที่ ‘เคยพยายามแล้ว’ มาชั่วชีวิต

                  แต่สำหรับคนที่ยังหมกมุ่นครุ่นคิดกับเรื่องระดับกลไกและเหตุผลนั้น หากนี่คือศาสนาของคนปลูกข้าว มันทำให้ผมนึกภาพต่อไปถึงว่า แล้วใครเป็นผู้เผยแผ่และอุปถัมภ์ศาสนานี้ มันทำให้อดไม่ได้ต้องนึกไปถึงสายสัมพันธ์ระหว่างบริษัทเคมีเกษตรยักษ์ใหญ่ กับนักการเมือง และรัฐมนตรีที่เกี่ยวข้อง ไม่ต้องระบุตัวแต่สามารถไล่เรียงมาได้ตั้งแต่ปางบรรพ์จนถึงปัจจุบัน ไม่ต่างอะไรกับรัฐมนตรีกระทรวงสาธารณสุขตั้งคนของบริษัทยาเข้าไปนั่งเป็นบอร์ดองค์การเภสัช ไม่ต่างอะไรกับพวกที่ฉกฉวยจังหวะวิกฤติอาหารเพื่อผลักดันสร้างความยอมรับให้พืชดัดแปลงพันธุกรรม หรือพวกที่สร้างความสับสนชุลมุนระหว่างการปลูกพืชให้มนุษย์กิน กับปลูกพืชผลิตเชื้อเพลิงให้รถสูบ

                  ถึงแม้จะยังไม่ใช่ผู้บรรลุธรรม แต่ผมเริ่มเชื่อแล้วว่า เสี้ยววินาทีระหว่างขั้นตอนการตัดสินใจเลือกชะตากรรมตัวเองนั้น มันอาจไม่ใช่แค่การใช้วิธีคิดระดับเหตุผลกลไกมาตัดสิน แต่มีเรื่องระดับจิตใจและเวรกรรมมาเกี่ยวข้องจริงๆ...
    ---------------------------------------------------
     
    ตอนแรกเลย เราเข้าใจว่านี่คือ hint สำหรับ way เล่ม 16
    แต่ว่าทำไปทำมา แทบลอยด์ของไทยโพสต์ฉบับอาทิตย์นี้ (4 พ.ค.) ดันลงเรื่องนี้ไปแล้ว
    มีทุกอย่างเลยทั้งเรื่องราคาข้าวสารที่ควรเทียบได้กับราคาน้ำมันดีเซล 1 ลิตร
    ปลูกข้าวแบบไม่ต้องใส่ปุ๋ย-ฉีดยาทำยังไง จะไปเอากำไรมาจากไหน
    ทำคนเดียว(โดยที่แปลงข้างๆ เค้ายังใส่ปุ๋ยใส่ยา)ได้ไหม ฯลฯ
    เลยชักไม่แน่ใจแล้ว ว่าตกลงคุณบก.ไปคุยเพื่อเขียน way หรือเพื่อเขียนแทบลอยด์
    (แหม่...แต่สำนวนในแทบลอยด์นี่ไม่ค่อยเข้มเลยแฮะ จะใช่คนเดียวกันจริงรึเปล่า ?)
     
    เอาเป็นว่า ใครอยากรู้เรื่องข้าวๆ ให้ไปตามอ่านแทบลอยด์ที่มากะไทยโพสต์อาทิตย์ 4 พ.ค. ดูเองละกัน
    รับรอง สนุก !

    คนรุ่นใหม่กับความถ่อย

    อธิคม คุณาวุฒิ
    Side Ways,
    ไทยโพสต์ วันอาทิตย์ที่ 6 เมษายน 2551
     
                 ถึงแม้นว่าตามพจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถานจะให้ความหมายคำว่า ‘ถ่อย’ เอาไว้ว่า ‘ชั่ว, เลว, ทราม’ แต่หากยึดตามพจนานุกรมส่วนตัวของรองประธานสภาผู้แทนราษฎรคนที่สอง ซึ่งได้ทุบโต๊ะวินิจฉัยคำว่า ‘ถ่อย’ ว่าไม่ใช่คำไม่สุภาพ หากแต่เป็นเพียงคำวิเศษณ์ แปลว่า ‘ไม่ดี ไม่งาม’ ดูๆ แล้วก็น่าจะเป็นพจนานุกรมที่ยืดหยุ่น มีพลวัตทางภาษา สอดคล้องกับน้ำหนักผลประโยชน์ทางการเมือง และกลมกลืนข้อเท็จจริงทางสังคมอยู่...ไม่ใช่น้อย

                 พูดแบบนี้ไม่ใช่แค่จะประชดเอาสนุกปาก แต่หากพิจารณาสภาพความเคลื่อนไหวทางสังคมกันอย่างจริงๆ จังๆ เราน่าจะพบข้อเท็จจริงประการหนึ่งว่า ทัศนคติของผู้คนโดยเฉพาะหมู่ชนที่เรียกกันว่า ‘คนรุ่นใหม่’ นั้น ข้อถกเถียงส่วนใหญ่มันก็จะวนเวียนอยู่แถวๆ นี้แหละ นั่นก็คือคำว่า ‘ถ่อย’ ไม่ว่าจะยึดเอาตามความหมายในพจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถาน หรือพจนานุกรมส่วนตัวของรองประธานสภาฯ ก็ตาม ถึงที่สุดแล้วก็มักมาถึงทางตันกันตรงจุดที่ว่า คำว่า ชั่ว เลว ทราม ไม่ดี ไม่งาม นั้น มันเคย ‘มีจริง’ หรือไม่...ไอ้ที่ว่า ‘จริง’ นั้น เป็นความจริงของใคร...และความจริงของ ‘ใคร’ ที่ว่านั้น มันเอาไปใช้สวมแทน ‘ความจริง’ ของคนอื่นๆ ได้อย่างเสมอเหมือนถ้วนทั่วหรือไม่...อะไรทำนองนั้น

                 ฟังแล้วก็น่าเวียนหัว แต่ในยุคหนึ่งวงสนทนาทางความคิดของปัญญาชนคนรุ่นใหม่เขาเถียงเรื่องนี้กันอย่างเอาจริงเอาจังมาก

                 กระทั่งทุกวันนี้ถึงเวลาจะวินิจฉัย ‘เคาะ’ อะไรสักเรื่อง ก็ยังอุตส่าห์มีคนงัดเอาทฤษฎี ‘ผิดถูกชั่วดีไม่มีจริง’ มาใช้อยู่เสมอๆ...ซึ่งก็แน่นอน ในการใช้แต่ละครั้งก็มีทั้งพวกหลักแน่น และพวกที่มั่วหัวชนฝา

                 การที่นักการเมืองวัย 40 ซึ่งโดยอายุอานามก็น่าจะถือว่าเป็นคนรุ่นใหม่ในสภาฯ ได้สร้างพาราไดม์ ชิพใหม่...คือไม่สนใจจะเถียงแล้วล่ะว่าอะไรแปลว่าถ่อย แต่หันมาเล่นถีบกันดื้อๆ ดิบๆ นั้น มันจะเป็นไปตามใบสั่งของใครหรือไม่ก็ตาม แต่ชั่วดีถี่ห่างอย่างไร สิ่งที่เกิดขึ้นก็ได้ทำหน้าที่เปิดคลี่ให้เราเห็นอีกครั้งว่า เรื่องถ่อยๆ แบบนี้มันมีอยู่จริงในการเมืองระบอบประชาธิปไตย ซึ่งในทัศนะของปัญญาชนฝ่ายก้าวหน้ารักประชาธิปไตยทั้งหลาย ก็คงต้องก้มหน้ายอมรับสภาพ อย่างน้อยก็ในฐานะที่เป็น...‘ความถ่อยที่มาจากการเลือกตั้ง’ หรือพูดอีกอย่างคือ เป็นความถ่อยที่มี ‘เสียงสวรรค์’ รองรับ...จำเป็นต้องฟูมฟักทะนุถนอมกันไป

                 เราอยู่กันในโลกแบบนี้จริงๆ ครับ

                 โลกแบบที่ว่าก็คือ มันไม่มีอะไรแยกส่วนตัดขาดออกจากกันอย่างสิ้นเชิงอีกต่อไป เมื่อตัดสินใจยื่นมือเลือกของอย่างหนึ่ง ก็จะต้องได้ของอีกอย่างพ่วงติดมาเสมอ ไม่ว่าเราจะอยากได้หรือไม่ก็ตาม เช่น อยากให้ลูกได้ความรู้จากอินเทอร์เน็ต ก็ต้องเตรียมรับมือกับเว็บโป๊ อยากได้ประชาธิปไตย ก็ต้องพ่วงนักการเมือง หรือถึงเวลาหน้าสิ่วหน้าขวานนึกอยากจะฟันปมทั้งปมด้วยดาบเดียว จะเพื่อรักษาชีวิตพลเมืองหรือเพื่อสร้างความเป็นปึกแผ่น ก็ต้องเตรียมรับมือข้อหาทรราช เป็นต้น

                 ภายใต้สภาพแบบนี้ ใช่หรือไม่ว่าความสามารถในการจำแนกแยกแยะผิดถูกชั่วดียิ่งเป็นสิ่งจำเป็น

                 คำถามคือ แล้วทำไมดูเหมือนว่าระยะหลังมานี้ เราชักจะเห็นเรื่องเถื่อนๆ ถ่อยๆ ถี่ขึ้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งมักเกิดขึ้นในกลุ่มคนที่เป็นพลเมืองรุ่นใหม่ๆ ในสังคม

                 ตอบแบบชั้นเดียว หยาบๆ ห้วนๆ ก็อาจเป็นไปได้ว่า พื้นที่และช่องทางการสื่อสารได้เปลี่ยนโฉมหน้าจากเดิมไปไกลมาก พฤติกรรมถ่อยของนักการเมืองหนุ่มเป็นเพียงหลักฐานยืนยันว่าผู้คนในแวดวงนี้เขาอยู่กันแบบไหน เขาดีลกันอย่างไร ซึ่งคนที่จะดีลกันได้นั้นมันก็คงมีลักษณะนิสัยหรือผลประโยชน์บางอย่างสอดคล้องต้องกันไม่มากก็น้อย แต่พ้นไปจากนั้นมันยังมีพื้นที่รองรับการส่งทอดเรื่องถ่อยๆ ทำนองนี้อีกมหาศาล

                 ที่เราเห็นชายไทยหน้าตาดีดูมีฐานะ แต่เที่ยวเอากล้องไปส่องง่ามก้นพริตตี้ตามงานมอเตอร์โชว์ จนทำให้จินตนาการต่อไปได้ว่าหากผู้จัดงานอนุญาตให้ข่มขืนได้ บรรดาชายไทยบริเวณนั้นก็คงร่วมมือทำกันไปแล้ว เรื่องแบบนี้ใช่ว่าไม่เคยมีปรากฏในประวัติศาสตร์ข่าวสาร

    ยังไม่ต้องนับพฤติกรรมหน้าไหว้หลังหลอก ฉ้อฉล ทุจริตทางต่อมศีลธรรม ประเภทเคยออกปากต่อว่านักร้องหญิงบางกลุ่มแต่งตัวถ่อย (แปลว่าไม่ดีไม่งาม ตามพจนานุกรมท่านรองประธานสภาฯ) แต่วันดีคืนดีก็ขอใช้บริการจากบารมีชื่อเสียง ด้วยการคัดเลือกให้เป็นพรีเซนเตอร์งานสงกรานต์ มันก็ยิ่งสร้างความงุนงงทางมาตรฐานเข้าไปใหญ่ กรณีแบบนี้ไม่ต่างอะไรกับพวกใส่เสื้อเหลืองขับรถแปะสติ๊กเกอร์แสคงความรักท้ายรถ แต่ขับแบบไม่เคยรักใครบนท้องถนน นึกอยากจะทำอะไรถ่อยๆ ก็ทำโดยไม่ต้องมีสิ่งใดมาเหนี่ยวรั้งยั้งคิด

                 เราอยู่กันกับเรื่องโกหกพกลมแบบนี้มานาน ถ้าคำว่า “ท่านสมาชิกสภาผู้ทรงเกียรติ” เป็นคำโกหก มันก็มีเรื่องโกหกอื่นๆ ซุกอยู่มุมนั้นมุมนี้อีกมหาศาล

                 เป็นเรื่องที่คาดเดาได้ไม่ยากว่า บรรดาคนรุ่นใหม่ที่มีรสนิยมดิบเถื่อน หรือกระทั่งค่อนไปทางถ่อยนี่แหละ ที่จะเป็นผู้ทำหน้าที่แฉและแก้ผ้าสังคมไทยออกมาให้เห็นโดยอาศัยเครื่องมือการสื่อสารสมัยใหม่เป็นช่องทางส่งทอดเนื้อหาที่เน่าเฟะออกมา และช่วยกันเติมน้ำหนักจนโครงสร้างเดิมของสังคมรับไม่ไหวและพังทลายลงมาในที่สุด

                 ถึงตอนนั้นเราจะวิเคราะห์ยากมากว่า...สิ่งที่เกิดขึ้นควรนับเป็น ‘วีรกรรม’ หรือ ‘เคราะห์กรรม’ กันแน่.

    ในราคาข้าวไม่เคยมีข่าวดี

    อธิคม คุณาวุฒิ
    Side Ways,
    ไทยโพสต์ วันอาทิตย์ที่ 30 มีนาคม 2551

                   ได้ยินรัฐมนตรีกระทรวงพาณิชย์ออกปากว่า โอกาสที่ราคาข้าวจะพุ่งสูงถึงตันละ 30,000 บาท ภายในระยะเวลา 3 เดือนนี้เป็นไปได้สูงอย่างยิ่ง คนที่เคยฟังข่าวเอาใจช่วยพี่น้องชาวนายุคที่ยังเรียกร้องขอประกันราคาข้าวอยู่ที่เกวียนละ 2,000 บาท น่าจะรู้สึกสับสนอยู่พอสมควรว่า...สรุปแล้วสมควรดีใจหรือตกใจกันแน่

                   สิ่งที่ชัดเจนก็คือ ราคาข้าวที่พุ่งสูงสุดในประวัติศาสตร์นี้ มันไม่ใช่ผลงานจากฝีมือการบริหารจัดการโดยรัฐบาลประเทศกระจอกๆ ที่รับจ้างปลูกข้าวส่งขายชาวโลกแม้แต่น้อย แต่มันคือผลกระทบต่อเนื่องจากภาพรวมหลากหลายปัจจัย

                   นับตั้งแต่ตัวแปรชั้นต้นจากประเทศผู้ส่งออกอันดับรองจากไทยอย่างเวียดนามและอินเดีย ที่พร้อมใจกันลดการส่งออกข้าวสู่ตลาดโลกเพื่อรักษาเสถียรภาพราคาข้าวในประเทศตัวเอง โดยเวียดนามตัดสินใจลดปริมาณการส่งออกข้าวถึง 22 เปอร์เซ็นต์ (จาก 4.5 ล้านตัน เป็น 3.5 ล้านตัน) ส่วนวิถีอินเดียนั้นใช้วิธีตั้งราคาขายขั้นต่ำให้สูงขึ้นกว่าเดิมถึง 50 เปอร์เซ็นต์

                   ทันทีที่ราคาข้าวพุ่งสูงขึ้นแบบที่รัฐมนตรีพาณิชย์ไทยใช้คำว่า “เป็นยุคที่ข้าวมีค่ามากกว่าทอง” นั้น ผลกระทบที่ตามมาลำดับแรกกลับไม่ใช่มาตรฐานความกินดีอยู่ดีของเกษตรกร แต่สิ่งที่นักวิเคราะห์ต่างมองคล้ายๆ กันก็คือ นอกจากผลประโยชน์จากส่วนต่างราคาจะตกอยู่กับผู้ส่งออกเป็นส่วนใหญ่แล้ว ผู้ปลูกข้าวทั่วทั้งโลก ไม่เฉพาะชาวนาไทยที่ต้องลงทุนพึ่งปุ๋ยพึ่งยาบวกกับแบกราคาน้ำมันเติมรถไถ เครื่องเกี่ยว เครื่องนวด แถมยังต้องหอบลูกหอบเมียมานอนเฝ้าข้าว รบรากับขโมยขโจร คนเหล่านี้ได้รับส่วนแบ่งจากราคาประวัติศาสตร์ในอัตราส่วนที่ต่ำมาก ในประเทศไทยชาวนาถึงขั้นต้องสลับเวรกันในครอบครัวเพื่อนอนเฝ้าข้าวในทุ่งนา แถมยังต้องรอลุ้นดูใจบรรดา “หัวขโมยใส่สูท” หากินกับสต็อกข้าวทำนาบนหลังคนอีกต่อ แต่ในฟิลิปปินส์และอีกหลายๆ ประเทศในเอเชียกำลังเผชิญกับสถานการณ์ที่โหดร้ายรุนแรงกว่านั้น โดยเริ่มพูดกันถึงการเตรียมรับมือภาวะจลาจลจากการแย่งชิงข้าวปลาอาหารกันแล้ว

                   ในแง่นี้ กลวิธีทางการตลาดประเภทเอะอะก็ “ปักธงฟ้า” จึงกลายเป็นการแก้ปัญหาระดับขำๆ เอาไว้คุยได้เฉพาะกับ “โดมอนแมน” หรือเด็กๆ ในสต็อกเท่านั้นเอง

                   สัญญาณจากราคาข้าวที่ฟังเผินๆ คล้ายจะเป็น “ข่าวดี” นี้ สอดรับอย่างยิ่งกับคำเตือนถึงวิกฤต 3 ข้อที่จะส่งผลต่อเนื่องเป็นลูกโซ่กระทบถึงวิถีชีวิตทุกผู้คนบนโลกใบนี้ วิกฤตที่ว่าได้แก่ วิกฤตการเงิน วิกฤตพลังงาน และวิกฤตอาหาร

                   จริงอยู่ว่าทั้ง 3 เรื่องนี้ใครๆ ต่างก็รู้...วิกฤตการเงินที่เกิดขึ้นกับศูนย์กลางทุนนิยมอย่างสหรัฐกระทบถึงเงินทุกสกุลที่โหนคลื่นลูกเดียวกัน...วิกฤตพลังงานและโลกร้อน ถูกเอาไปใช้ทำมาหากิน แถมทำไปทำมายิ่งดูเก๋ ดูโรแมนติกเข้าไปใหญ่...วิกฤตอาหารฟังแล้วก็ดูเหมือนจะสามารถพลิกผันเป็น “โอกาส” สำหรับประเทศปลูกข้าวส่งออกมิใช่หรือ

                   พูดอีกแบบ เราแทบไม่เคยรู้สึกว่าทั้ง 3 เรื่องนี้เป็นเรื่องเดียวกัน หรืออย่างน้อยก็ควรทำความเข้าใจ กำหนดกรอบปฏิบัติภายใต้แนวความคิดชุดเดียวกัน

                   ทันทีที่เกิดวิกฤตพลังงานซึ่งส่งผลกระทบโดยตรงต่อกระเป๋าเงินของประเทศและประชาชน สัญชาตญาณการแก้ปัญหาเบื้องต้นคือ เร่งหาพลังงานทดแทนราคาถูก ซึ่งเทคโนโลยีระดับบ้านๆ แต่พยายามพูดกันให้ฟังดูทันสมัยคือ การแปรรูปผลผลิตด้านการเกษตรให้เป็นเอทานอลผสมลงในน้ำมันเบนซิน แปรรูปจากน้ำมันพืชให้เป็นน้ำมันไบโอดีเซล ซึ่งแน่นอน ในแง่หนึ่งก็เป็นวิธีการแก้ปัญหาเฉพาะหน้าที่จำเป็นต้องเลือก

                   อย่างไรก็ตาม ไม่ค่อยมีใครกล่าวถึงข้อเท็จจริงว่า ตลอดระยะเวลาที่ผ่านมาภายใต้วิถีเศรษฐกิจทุนนิยมนั้น พื้นที่เพาะปลูกกว่า 1 ใน 3 ของโลกได้สูญเสียศักยภาพเดิมไปเรียบร้อยแล้ว การเพิ่มพื้นที่เพาะปลูกมีทางเลือกแค่ 2 อย่าง หนึ่งคือ ฟื้นสภาพที่ดินเดิมให้กลับอุดมสมบูรณ์อีกครั้ง อีกทางคือ รุกเข้าไปในพื้นที่ป่าเพื่ออาศัยความอุดมสมบูรณ์เดิมโดยไม่ต้องลงทุนทำอะไรใหม่ ซึ่งสัญชาตญาณของการคิดต้นทุนตามวิสัยหยาบๆ ถึงอย่างไรก็ย่อมต้องเลือกข้อหลัง

                   บทเรียนของการพยายามจะเป็นอะไรที่ใกล้เคียงกับ “โอเปกแห่งเอทานอล” ก็คือ พื้นที่ป่าลุ่มน้ำอะเมซอนในบราซิลถูกถางเตียน ไม่ใช่เป็นไร่ๆ แต่เป็นรัฐๆ เกิดการเกณฑ์แรงงานทาสสมัยใหม่เข้าไปสู่ระบบการผลิต คนงานในไร่มีคุณภาพชีวิตไม่ต่างอะไรจากสัตว์เถื่อน อินเดียเองที่พยายามเร่งปลูกอ้อยเพื่อผลิตเอทานอลก็มีสภาพไม่ต่างกัน รวมถึงประเทศไทย ที่ขาหนึ่งต้องค้ำยันสถานะผู้ส่งออกข้าวรายใหญ่ของโลก ส่วนอีกขาต้องแบ่งกำลังและจัดสรรพื้นที่มาใช้เพื่อเป็นแหล่งวัตถุดิบพลังงานทดแทน ตอบสนองผู้บริโภคที่พยายามแสดงจิตสำนึก พยายามหาช่องทางออกแรงช่วย

                   แต่กระทั่งคำว่า “พลังงานทดแทน” ก็ยังมีปัญหาข้อข้องใจในตัวมันเอง ทุกวันนี้บริษัทผู้ผลิตรถกระบะขายดีที่สุดในประเทศไทยก็ยังไม่กล้าพูดอะไรเสียงดังเกี่ยวกับไบโอดีเซล น้ำมันเบนซิน E20 ที่ผลิตเพื่อทดแทนและตอบสนอง “จริตรักษ์โลก” (และรักษ์กระเป๋าเงินตัวเอง) ของชนชั้นกลาง ก็มีข้อมูลจากการทดสอบบ้างแล้วว่า อัตราการบริโภคและการระเหยเมื่อเทียบสัดส่วนความประหยัดที่แท้จริง โดยไม่เอาประเด็นจิตวิทยาและราคารถที่ถูกลงมาเป็นตัวประกัน มันก็มิได้ประหยัดมากมายอย่างที่เข้าใจ หนำซ้ำยังตอบคำถามไม่ได้ว่า แล้วจะไปกระตุ้นยอดขายรถเพิ่มปริมาณบนท้องถนนไปทำไม ในเมื่อการแก้ปัญหาแท้จริงคือระบบขนส่งสาธารณะขนาดใหญ่ที่มีประสิทธิภาพ

                   ชาวนาถูกขโมยข้าว ชนชั้นกลางถูกปล้นค่าน้ำมัน แถมยังไม่มีใครกล้าพูดเรื่องจริงกันดังๆ ไม่กล้าแม้แต่จะถอนตัวเองออกจากช่องวิ่งเดิมๆ วิกฤต 3 ข้อที่ว่าจึงต้องสำแดงฤทธิ์เดชของมันต่อไป...

    ก่อนภาคประชาชนล่มสลาย

     
    คุณอธิคมออกตัวว่าไม่ได้โฆษณา
    แต่เราเอาลงเนี่ย จงใจจะโฆษณา !!!
     
    อธิคม คุณาวุฒิ
    Side Ways,
    ไทยโพสต์ วันอาทิตย์ที่ 23 มีนาคม 2551
     
              ช่วงสัปดาห์สองสัปดาห์ที่ผ่านมา ผมง่วนอยู่กับงานพ็อกเกตบุ๊ค* 4-5 เล่ม หนึ่งในนั้นเป็นพ็อกเกตบุ๊คความหนา 200 กว่าหน้าเล่มหนึ่งที่เพิ่งไสกาวเสร็จสดๆ ร้อนๆ ต้องเร่งให้เสร็จเพื่อฝากไปกับคณะญาติมิตรของคุณวนิดา ตันติวิทยาพิทักษ์ ที่กำลังเดินทางไปร่วมงานบุญ 100 วัน ที่ปากมูล จังหวัดอุบลราชธานี
     
              หนังสือเล่มนั้นมีชื่อว่า “ก่อนภาคประชาชนล่มสลาย” เขียนโดยอาจารย์ประภาส ปิ่นตบแต่ง แห่งคณะรัฐศาสตร์ จุฬาฯ ตัวอาจารย์ประภาสได้สั่งการกำชับผมเร่งพิมพ์ให้แล้วเสร็จเพื่อเอาไปร่วมงานบุญครั้งนี้ให้ได้
     
              เนื้อหาทั้งหมดในหนังสือเล่มนั้น เป็นประเด็นที่เขียนขึ้นช่วงปี 2547-2548 ทยอยตีพิมพ์ครั้งแรกในนิตยสารข่าวรายสัปดาห์เล่มหนึ่งที่ผมเคยดูแลอยู่ พูดง่ายๆ คือเป็นบทความวิจารณ์นโยบายของรัฐบาลทักษิณ และบันทึกเรื่องราวขบวนการต่อสู้ของคนจนชายขอบในยุคที่ประชานิยมกำลังสำแดงอิทธิฤทธิ์
     
              คำอุทิศของผู้เขียนที่ปรากฏอยู่ในหน้าแรกๆ ของหนังสือระบุว่า “แด่ ...พี่มด วนิดา ตันติวิทยาพิทักษ์ พี่สุวิทย์ วัดหนู และพี่น้องสมัชชาคนจน”
     
              ผมอ่านคำอุทิศนี้กลับไปกลับมาหลายรอบ...ด้วยความรู้สึกหดหู่
     
              ความรู้สึกรันทดหดหู่นี้ มิใช่แค่เพราะ 2 คนแรกที่กล่าวถึงได้เสียชีวิตไปแล้ว ส่วนคมกลุ่มหลังก็กำลังถูกต้อนเข้ามุม ถูกสงสัย ถูกหมิ่นหยามในฐานะตัวอะไรสักอย่างที่นับวัน “ราคา” ในทางการเมืองจะค่อยๆ เสื่อมด้อยถอยลงในสายตาผู้คนส่วนใหญ่ในสังคม โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อคนเหล่านี้ถูกผลักอกแบ่งขั้วทางการเมืองให้ไปยืนอยู่ข้างใดข้างหนึ่ง
     
              คน 2 คน กับอีก 1 คณะ เริ่มต้นต่อสู้นับหนึ่งมาด้วยกัน มันสมองและสองมือสองเท้าของทั้งสองคนเคยช่วยกันฟูมฟักบ่มเพาะขบวนการเคลื่อนไหวจนเป็นปึกแผ่นแข็งแรง แต่เมื่อถึงวาระสุดท้าย เงื่อนไขรายละเอียดทางการเมืองระหว่างกลุ่มขั้วกลับทำให้ผู้คนที่เคยเป็นเพื่อนเป็นพี่เป็นน้อง เคยเคียงบ่าเคียงไหล่สู้รบตบมือกับอำนาจรัฐมาด้วยกัน จำเป็นต้องรักษาระยะห่างต่อกันจนกระทั่งไม่มีพื้นที่สำหรับสิ่งที่เรียกว่า...งานบุญ
     
              ในทัศนะผม พิษภัยร้ายแรงที่สุดจากผลงานของรัฐบาลที่ได้รับความนิยมสูงสุดในประวัติศาสตร์การเมืองสมัยใหม่ก็คือตรงนี้
     
              ย้อนหลังกลับไป 4-5 ปีก่อน แม้นว่าบรรยากาศทางสังคมระหว่างการบริหารประเทศโดยรัฐบาลทักษิณ 1 และทักษิณ 2 จะอุดมไปด้วยข้อคิดเห็น ทัศนะ ข้อเสนอ หรือถ้อยคำวิพากษ์วิจารณ์การทำงานของรัฐบาล ทั้งจากผู้คนฝั่งที่เรียกตัวเองว่าเป็นภาคประชาชน รวมถึงผู้คนที่เรียกตัวเองหรือถูกเรียกขานในนามอื่นใดก็ตาม แต่อย่างน้อยที่สุด ภายใต้สภาพที่ว่านั้น ก็ยังพอจะสังเกตเห็นความพยายามที่จะรักษาความเป็น “เนื้อเดียว” หรือพยายามที่จะสงวนจุดต่างซึ่งกันและกัน เพื่อเป้าหมายใหญ่คือตรวจสอบนโยบายการทำงานของรัฐบาล โดยเฉพาะนโยบายที่จะส่งผลกระทบโดยตรงต่อคนเล็กคนน้อยที่ถูกกดหัว คนเล็กๆ ที่ถูกจำกัดพื้นที่การแสดงออกถึงสิทธิและอำนาจของตัวเองมาโดยตลอด
     
              แต่ก็อย่างที่เห็น มาถึงวันนี้คำว่าประชานิยมอาจไม่ได้ส่งผลกระทบโดยตรงต่อ “ระดับปากท้อง” ผู้คนชนชั้นรากหญ้าเท่านั้น แต่ยังขยายผลไปถึงพื้นที่ “ระดับความคิด” ของผู้คนทั้งพวกที่เสวยสุขอยู่บนยอดพีระมิดทางเศรษฐกิจ รวมถึงบรรดาผู้คนที่เร่าร้อนวิชาความรู้ที่ส่งเสียงตะโกนด่ากันข้ามหลังคาโบสถ์วิหารทางความคิดที่ตัวเองยึดมั่นถือมั่น ยิ่งเมื่อถูกเร่งปฏิกิริยาและเหยียบขยี้ซ้ำจากเหตุการณ์รัฐประหารเมื่อวันที่ 19 กันยายน 2549 ความพยายามรักษาท่วงท่ากิริยา ถนอมความเป็นเนื้อเดียวตลอดระยะเวลาที่ผ่านมาก็ดำเนินมาถึงจุดแตกหัก เมื่อถึงเวลานี้จึงไม่มีใครนับถือประวัติศาสตร์ของใครอีกต่อไป
     
              แต่พูดอย่างเป็นธรรม การจะโยนบาปเรื่องไปให้คนแบบทักษิณ พรรคไทยรักไทย พลังประชาชน หรือนโยบายประชานิยมรับเหมาไปทั้งหมดก็อาจไม่ถูกต้องนัก บางทีมันอาจต้องสำรวจกันถึงขั้นย้อนกลับไปทบทวนสภาพพื้นฐานทางจิตใจของบรรดาผู้คนที่หายใจเข้าออกเป็นการเมือง
     
              ก็เหมือนที่มีผู้ตั้งข้อสังเกตเอาไว้ว่า คนอ่านสามก๊กจบ 3 รอบก็ใช่ว่าจะเฉลียวฉลาดเชิงยุทธศาสตร์ยุทธวิธีจนคบไม่ได้กันทุกคน คนอ่านคัมภีร์ไบเบิลก่อนนอนทุกคืนก็ใช่ว่าจะเกิดความเข้าอกเข้าใจและสามารถปฏิบัติต่อเพื่อนมนุษย์ด้วยความรักเสมอไป กระทั่งคนที่ประกาศตัวเป็นแฟนพันธุ์แท้เจ้าชายน้อยหรือต้นส้มแสนรัก ก็ไม่แน่ว่าถึงเวลาต้องตัดสินใจเรื่องสำคัญๆ พวกเขาเหล่านั้นจะใช้ความอ่อนโยนทางความรู้สึกเป็นหลักคิดเบื้องต้น ของแบบนี้มันขึ้นอยู่กับ “ต้นทุน” เดิมที่แต่ละคนมีและสะสมต่อเนื่องมา ว่าท้ายที่สุดแล้วต้นทุนที่ว่านั้นมันจะไปปะทะกับเรื่องที่อ่าน เรื่องที่ศึกษา เสร็จแล้วจะเกิดปฏิกิริยาเป็นผลลัพธ์บั้นปลายอย่างไร
     
              บรรดานักทฤษฎีทางรัฐศาสตร์ นักประชาธิปไตย หรือแม้แต่คนที่ถูกตราหน้าว่าเป็นลิ่วล้อเผด็จการเองก็น่าจะมีอะไรคล้ายๆ กันอยู่ไม่น้อย กล่าวคือ การที่จะเกิดอาการ “อิน” กับสำนักคิดฝั่งใดฝั่งหนึ่งมากๆ กระทั่งสามารถนำสิ่งที่ตัวเองรับรู้และศรัทธาไปหักโค่นกลุ่มความคิดอื่น บางทีมันก็ต้องพิจารณาร่วมกับต้นทุนเดิมหรือสันดานเดิมของคนคนนั้นประกอบด้วย มิเช่นนั้นเราจะไม่มีทางเข้าใจได้เลยว่า เหตุใดนักประชาธิปไตยบางคนจึงไม่เคยมองเห็นหัวคนอื่น ไม่เคยให้ราคาทัศนะที่แตกต่างด้วยสายเท่าเทียมเวลาจะถกเถียงเอาชนะคะคาน หรือเหตุใดนักสู้เพื่อสิทธิและเสรีภาพจึงเชื่อว่าสิทธิเสรีภาพมีแบบเดียวเท่าที่ตัวเองเข้าใจและถือครองนิยามเท่านั้น จนกระทั่งสามารถกระทำการจาบจ้วงล่วงเกินผู้อื่นโดยไม่เก็บอาการเมามันส่วนตัว...เหล่านี้เป็นต้น
     
              การกล่าวถึงหนังสือ “ก่อนภาคประชาชนล่มสลาย” ค่อนข้างสุ่มเสี่ยงต่อข้อหาผลประโยชน์ทับซ้อนอยู่พอสมควร เนื่องจากผมเองเป็นทั้งบรรณาธิการและผู้จัดพิมพ์ แต่ด้วยความบริสุทธิ์ใจครับ ผมหวังว่าหากมีใครได้กลับไปอ่านหนังสือเล่มนี้ เราอาจได้ทบทวนเหตุการณ์ย้อนหลัง ทบทวนบรรยากาศเก่าๆ เมื่อ 4-5 ปีก่อน...บางทีสิ่งเหล่านี้มันน่าจะช่วยสร้างสติยับยั้งชั่งใจ เผื่อว่าเราอาจทะเลาะและเกลียดชังกันน้อยลง.
     
    * พจนานุกรมศัพท์บัญญัติ เขียนคำว่า pocket ว่า พ็อกเก็ต
    (เบื่อจริงๆ จำไอ้วิธีเขียนคำทับศัพท์ทั้งหลายเนี่ย - -')

    1 ประเทศ 2 นายกฯ - แล้วไง ?

    อธิคม คุณาวุฒิ
    Side Ways,
    ไทยโพสต์ วันอาทิตย์ที่ 2 มีนาคม 2551
     
                   ตอนแรกที่ได้ยินนักวิชาการผู้สันทัดกรณีในรายการนิวส์ทอล์กคนหนึ่ง ได้พูดเอาไว้ตั้งแต่ต้นสัปดาห์ว่า...เมื่อมีการจัดตั้งรัฐบาลใหม่ ก็ย่อมมีการแต่งตั้งโยกย้ายข้าราชการระดับสูง กรณีนี้ถือเป็นเรื่องธรรมดา ทุกรัฐบาลก็ทำเช่นนี้...ผมก็เกิดความรู้สึกขุ่นๆ และเข้าใจว่าในสถานการณ์ปัจจุบัน ทัศนะเช่นนี้ฟังแล้วคงไม่ค่อยเข้าหูใครต่อใครพอสมควร
     
                   อย่างไรก็ตาม หากรับฟังด้วยใจสงบนิ่งและเป็นธรรม แม้จะยังไม่ได้สำรวจข้อมูลย้อนหลังยืนยันเป็นทางการ แต่ก็ต้องยอมรับว่าทัศนะดังกล่าวน่าจะ 'เป็นจริง' อยู่หลายส่วน อย่างน้อยที่สุดในแง่ประสิทธิภาพและความคล่องตัวเชิงบริหาร คงไม่มีใครอยากทำงานหรือต้องคอยทำหน้าที่กำกับนโยบายภายใต้เงื่อนไขบรรยากาศที่รู้อยู่เต็มอกว่า กลไกระดับผู้ลงมือหรือผู้ปฏิบัติการนั้นยืนอยู่คนละฝั่ง แถมยังแสดงท่าทีชัดเจนว่าพร้อมที่จะแข็งขืนกับคำสั่งหรือนโยบาย
     
                   ใช่ครับ - เอาแค่ระดับนโยบาย ยังไม่ต้องพูดถึงจุดยืนหรือผลประโยชน์ในทางการเมือง
     
                   เพราะฉะนั้น ด้วยตรรกะนี้เพียงชั่วระยะเวลาสัปดาห์เศษๆ กับคำสั่งย้ายข้าราชการระดับสูง 4 คนรวด ก็ต้องถือว่า...เป็นเรื่องปกติธรรมดา คำสั่งโฉ่งฉ่างหรือการตวัดปากกาเซ็นสั่งย้ายอย่างเอะอะมะเทิ่งโดยไม่เกรงใจว่าใครจะครหาแบบที่เราเห็น อาจเป็นเพียงผลข้างเคียงจากกาลเทศะช่วงที่สังคม ‘เฝ้าจับตามองเป็นพิเศษ’ เท่านั้นเอง
     
                   เป็นธรรมดา...ทั้งผู้จับตามอง ผู้ถูกปลด ผู้ถูกโยกย้ายย่อมรู้สึกถึงความไม่ยุติธรรม แต่พูดแบบแฟร์ๆ ภายใต้เกมอำนาจ มันก็ต้องเป็นเช่นนั้น ในเมื่อฝ่ายหนึ่งได้อำนาจมาแล้ว การจะไปปล่อยให้เสี้ยนหนามทางการเมืองอย่างอดีตอธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ ซึ่งมีส่วนเกี่ยวข้องกับคดีความโดยตรง คนอย่างอดีตอธิบดีกรมประชาสัมพันธ์ซึ่งแสดงท่าทีไม่เป็นมิตรตั้งแต่สมัยม็อบ นปก. คนแบบอดีต ผบ.ตร. ซึ่งมีที่มาคนละขั้วอำนาจ ท่านๆ เหล่านี้ถ้าไม่ถูกกระทำก็ต้องถือว่าแปลกแล้ว
     
                   แต่ทั้งหมดนี้ต่อให้ตัดเรื่องท่าที จุดยืน และผลประโยชน์ทางการเมืองออกไป เอาให้เหลือแค่เรื่องระดับนโยบายอย่างกรณีซีแอล ก็ไม่แน่ว่าข้อยุติจะขมวดปลายทางอยู่แค่ ‘ตัวละครทางการเมือง’ แบบรัฐมนตรีนิสัยเด็กช่างกล ซีแอลอาจเป็นช่องทางช่วยเหลือคนยากไร้ให้เข้าถึงยาได้ก็จริง แต่อย่าลืมว่าทุกวันนี้ กระทั่งคนเมือง คนมีการศึกษา คนมีเวลาว่างเว้นจากการทำมาหากินไปนั่งโต้เถียงแสดงความเห็นผ่านเว็บบอร์ด ก็ยังติดอยู่กับทัศนะเดิมที่ว่า...เรื่องนี้เป็นประเด็นทรัพย์สินทางปัญญาที่ควรได้รับการคุ้มครอง
     
                   พักเรื่องนี้ไว้ก่อน มาพูดถึงฉากบีบคั้นหัวใจแม่ยกละครจำเลยรักเมื่อวันอังคารที่ผ่านมา...
     
                   ใครจะเห็นว่าฉากก้มกราบแผ่นดินแม่ที่ตีพิมพ์ขึ้นหน้าหนึ่งหนังสือพิมพ์เกือบทุกฉบับจะเป็นการแสดงละคร ใครจะสงสัยในความจริง-ไม่จริงหรือไม่ แค่ไหนก็ตาม แต่หากพูดในเชิงมาร์เก็ตติ้งทางการเมือง ชายใดที่ ‘กล้าแสดงออก’ ถึงขั้นนั้น อย่างน้อยก็ต้องมีความมั่นอกมั่นใจในปริมาณแฟนคลับแม่ยกของตัวเองอยู่ไม่ใช่น้อย มิเช่นนั้นจะแสดงไปให้ใครดู และโดยข้อเท็จจริงก็คือเขามีแฟนคลับมีคนที่รักอยู่จริง...จริงจนกระทั่งกลายเป็น ‘ความกลัว’ ของใครต่อใคร ทั้งกลัวว่าความรักนี้จะพัฒนาไปสู่รูปแบบอื่นใดซึ่งสูงส่งกว่าสถานะปกติ ทั้งกลัวว่าด้วยปริมาณความรุนแรงของฝ่ายคนรักและคนชัง จะนำไปสู่การสูญเสียเลือดเสียเนื้อ
     
                   พูดก็พูดครับ เราอาจมีสิทธิ์ตั้งข้อสงสัยในความรักของผู้คนที่มีให้อดีตนายกฯ ผู้นั้น แต่ถ้าจะให้ดีก็ควรตั้งข้อสงสัยต่อไปว่า อะไรเป็นเครื่องมือในการสร้างบารมีจนสามารถครองใจผู้คนได้ถึงเพียงนั้น คนเมืองที่ไม่เคยรู้จักคนต่างจังหวัด อาจมีจินตนาการเกี่ยวกับคนต่างจังหวัด คนรากหญ้า หรือคนบ้านนอก เป็นภาพอะไรสักอย่างที่แบนๆ ใกล้เคียงกับความโง่ ความซื่อ ความไร้เดียงสา และถูกหลอกง่าย แต่ด้วยตรรกะนี้เราจะอธิบายความนิยมในหมู่บรรดามอเตอร์ไซค์รับจ้าง โชเฟอร์แท็กซี่ แม่ค้าหาบเร่ในเมืองหลวงอย่างไร ในเมื่อเราต่างก็มีประสบการณ์ร่วมกันว่า อย่างน้อยพวกเขาก็ไม่ใช่คนโง่ กระทั่งบางเวลาอาจมีเหลี่ยมคูและชั้นเชิงการต่อรองสูงกว่าคนแบบเราๆ อยู่หลายขุม
     
                   กล้ายอมรับหรือไม่ว่า แท้จริงแล้ว เราอาจสังกัดประเทศเดียวกันก็จริง แต่ในแง่ผลประโยชน์ ในแง่สิ่งที่จะได้และสิ่งที่จะเสีย เราแทบไม่มีอะไรเกี่ยวข้องกัน หนำซ้ำยังมีแนวโน้มด้วยว่าอาจขัดแย้งกันอย่างรุนแรงด้วยซ้ำไป
     
                   การที่ผู้เฒ่านายกรัฐมนตรีจะใช้ ‘ลูกยัวะ’ ออกอาวุธเลี่ยงไม่ตอบคำถามของนักข่าว แถมสาดสายตาและฝีปากแสดงความหมิ่นแคลนสติปัญญาคนทำงานสื่อนั้น ในแง่หนึ่งก็อาจเป็นวิธีเอาตัวรอดจากคำถามที่กระทบกระเทือนจิตใจ แต่ทั้งนี้ จินตนาการเปรียบเปรยถึงประเทศใดก็ตามที่วิปริตถึงขั้นมีนายกรัฐมนตรีพร้อมกัน 2 คนนั้น มันอาจจะได้ผลในเชิงการเมืองช่วงสั้นๆ ก็จริง
     
                   แต่ความวิปริตที่ว่านั้น ก็คงไม่หนักหนารุนแรงไปกว่าข้อเท็จจริงที่ว่า เราไม่เคยมีอะไรเป็น ‘หนึ่งเดียว’ มาตั้งแต่ต้น เพราะมันไม่ใช่ความเป็นหนึ่งเดียวที่สามารถท่องคำว่า ‘สมานฉันท์ทางการเมือง’ แล้วจะแก้ปัญหาเอาตัวรอดได้ แต่หมายถึงความเป็นหนึ่งเดียวในเชิงผลประโยชน์ที่เกี่ยวข้องกับปากท้องและจับต้องเป็นรูปธรรมได้
     
                   หากจะเกิดอะไรขึ้นภายภาคหน้า สิ่งที่จะช่วยเตือนใจผ่อนหนักเป็นเบาก็คือ ลึกๆ แล้วความขัดแย้งแตกต่างของผู้คนในสังคมนั้น มันไม่ใช่แค่ความรักหรือความชังในเชิงตัวบุคคล ไม่ใช่แค่เรื่องของจุดยืนอุดมการณ์ทางการเมืองแบบที่คุยกันเอามันปากในร้านกาแฟหรือในวงเหล้า แต่มันคือปัญหาส่วนแบ่งที่ไม่เป็นธรรมที่ฝังลึกในสังคมเรามานาน
                  
                   พูดง่ายๆ คือ ที่ผ่านมาเราทิ้งให้เพื่อนร่วมสังคมกลุ่มหนึ่งหิวโหยมานานเกินไป จนกระทั่งเดินทางมาถึงวันนี้...
     

    “ข้าราชการ” หรือ “ข้าทักษิณาการ” ?

     
    ระหว่างที่ยังขี้เกียจพิมพ์ "1 ประเทศ 2 นายก - แล้วไง"
    ก็ขอ copy-paste บทความเถ้าแก่เปลวจากไทยโพสต์วันนี้มาลงไปพลางๆ ก่อน =)
     
             ถึงวันนี้-๓ มีนาคม ๒๕๕๑ ถือว่าประเทศไทยอยู่ใน “เครื่องทรงประชาธิปไตย” เต็มรูปแบบแล้ว สภาก็มีครบแล้ว ๒ สภา คือสภาผู้แทนฯ และวุฒิสภา นายกฯ ก็มีครบแล้ว ๒ นายกฯ คือนายกฯ ตัวจริง และนายกฯ ร่างทรง จะกะพล่องกะแพล่งบ้างนิดหน่อยก็ตรงที่ “ประธานรัฐสภา” อยู่ระหว่างถูกใบแดง!
     
             เลือกตั้ง ส.ว. “จังหวัดใคร-จังหวัดมัน” คงทราบผลกันไปแล้วนะครับ สำหรับที่ กทม.เห็นเปิดหีบปุ๊บ “รสนา โตสิตระกูล” เบอร์ ๕ ก็โกยอ้าวแบบ
    “เจ๊มาคนเดียว”
     
             การเลือก ส.ว.สูตร สนช.นี้ ก็เหมือน “แกงป่า” ที่หนักไปทางจืดกับเผ็ด ไม่มีกะทิ ก็อย่าไปคิดอะไรกันมาก เลือกๆ มีๆ กันไปซะให้จบๆ จะได้ใช้เป็นหลักฐาน “เคลมฝรั่ง” แลกเงินช่วยเหลือว่า
     
             “ไทยเป็นประชาธิปไตยแล้ว”!
     
             นี่..ผมได้ยินข่าวทางโทรทัศน์วันก่อน “นายณัฐวุฒิ-นางศุภรัตน์” แถลงว่า ประธานาบดีบุชจะมาเยือนประเทศไทย ผมก็เป็นปลื้ม
     
             ช่วยลุ้นครับ ถ้ามาจริง วันนั้น..มือที่เชกแฮนด์กับประธานาธิบดีบุช ในฐานะนายกรัฐมนตรีประเทศไทย ขอให้เป็นมือนายสมัครเทอะ..เจ้าประคู้น!
     
             รัฐบาลสมัคร ๑ หรือพูดให้ชัด รัฐบาลผสม ๖ พรรคที่มี “พลังประชาชน” เป็นแกนนำนี่น่ะ
     
             “อำนาจ นอก” ไม่ว่าอำนาจมือที่มองไม่เห็น ไม่ว่าอำนาจพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย ไม่ว่าอำนาจเผด็จการทหาร ไม่ว่าอำนาจไหนๆ ทั้งนั้น
            
             ทำให้รัฐบาลนี้ล้ม (เร็ว) ไม่ได้หรอกครับ!
     
             แต่ “อำนาจใน” ระหว่าง “ร่างทรง” กับ “องค์ลง” ผ่านตำแหน่งนายกรัฐมนตรีนี่แหละ..ต้องระวัง
     
             พวกสาวกผู้เลื่อมใสจะยึดเป็นแกน “ฝ่ายข้า-ฝ่ายเอ็ง” ตั้งแยกเป็นศูนย์ศรัทธา สุดแต่ว่าองค์ไหนจะเฮี้ยนและบันดาลประโยชน์ให้ได้มากกว่า
     
             แล้วอย่างสาวกเนวิน สาวกเฉลิม สาวกเลี้ยบ สาวกหน่อย สาวกยงยุทธ สาวกนพดล และ ฯลฯ จะแยก “สมัคร-ทักษิณ” ไปชูเป็นองค์ศาสดาประจำสำนัก “ของข้า-ของเอ็ง”
     
             ใหม่ๆ ก็เป็นเจ้าร่วมหิ้ง พอนานๆ ก็จะมีพวกแยกไปตั้ง “ตี่จู๋เอี๊ยะ” ขึ้นมาแซมเชิงบันได
     
             เหมือนอย่างบางลัทธิ แรกๆ ก็มีศาสดาองค์เดียว นานไปก็มีคนแยกไปบูชาลูก บูชาพ่อ บูชาแม่ สาวไปก็รากเดียวกัน แต่ต่างผลประโยชน์ของพวกศานุศิษย์
     
             หนักๆ เข้าก็ยกพวกตีกันเอง!
     
             พูดถึงประธานาธิบดีบุช ถ้าจะมาเยือนไทย ก็ไม่ใช่เรื่องแปลก ไม่มาซีถึงจะแปลก เพราะถ้าต้องการเป็น “หนึ่งอำนาจครองโลก” การมีอำนาจเหนือ “แหล่งพลังงาน” ในแต่ละภูมิภาคของโลกจึงเป็นสิ่งจำเป็น
     
             จะสะกด “มังกรจีน” ให้เป็น “มังเกี้ยม” ไม่กล้ามีฤทธิ์ต่อต้านแผน “อำนาจเดียวครองโลก” ทางเดียวที่ชะงัด..ต้องตัดเส้นเลือดใหญ่ที่หล่อเลี้ยงจีน คือ
     
             น้ำมัน!
     
             น้ำมัน ก็ยังไม่สำคัญเท่า “เส้นทางขนส่งน้ำมัน” โดยเฉพาะน้ำมันที่มาจากตะวันออกกลาง ซึ่งต้องลำเลียงผ่านช่องแคบฮอร์มุซ ออกมหาสมุทรอินเดีย เข้าอ่าวไทย เลียบภูเก็ต ลัดเลาะเข้า “ช่องแคบมะละกา” ที่มาเลย์-สิงคโปร์-อินโดฯ เป็นนักเลงคุมถิ่นอยู่
     
             ตัดโลกไปทะลุออก “ทะเลจีนใต้” ที่มหาสมทุรแปซิฟิกโน่น!
     
             หมายความว่า ถ้าสหรัฐต้องการครอบครองภูมิภาคนี้โดย “จีน” ไม่กล้าหือ ก็ต้องแผ่อิทธิพล-อำนาจเหนือ “ช่องแคบฮอร์มุซ” ไม่เพียงคุมเส้นทางลำเลียงน้ำมันเท่านั้น ยังสยบ “อิหร่าน” ไปในตัวด้วย
     
             แค่ “ฮอร์มุซ” ยังไม่เบ็ดเสร็จ ต้องคุม “ช่องแคบมะละกา” ให้ได้ด้วยจึงจะมั่นใจได้ว่า “ตัดเส้นเลือดจีน” ได้อยู่หมัด!
     
             เพราะอย่างนี้แหละ “บุชต้องมา” ตีซี้ “กับเมืองไทย” ผ่านรัฐบาลที่ทักษิณเป็นนายใหญ่ เพราะใครๆ ก็รู้ว่า ทักษิณเป็นเพื่อนกับพ่อ!?
     
             สหรัฐจะเข้ามาเลย์โดยตรงไม่ได้หรอกครับ มีแต่ต้องเลี่ยงเข้าประเทศไทยนี้เท่านั้น ถ้าต้องการมีอิทธิพลเหนือ “ช่องแคบมะละกา”
     
             พูดกันแบบน้ำลายแตกคอ ก็ต้องโยงไปถึงว่า ถ้ารีพับลิกัน คือพรรคของประธานาธิบดีบุชต้องการให้ “จอห์น แม็กเคน” ชนะนายโอบามา หรือนางคลินตัน พรรคเดโมแครตในเดือนพฤศจิกา.นี้
     
             อีกหนทางหนึ่งที่จะปลุก “เลือดคลั่งชาติ” ให้อเมริกันหันกลับมาเลือกรีพับลิกัน ก็คือ
     
             สร้างเงื่อนไขสงครามด้วย “เงื่อนไขอำนาจ” แบบนี้แหละ!
     
             ชักไปไกลทำเนียบเพนนินซูล่า กับทำเนียบตึกไทยคู่ฟ้าไปหน่อยนะครับ กลับเข้าประเด็นบ้าง ก่อนอื่นต้องอัพเดตข้อมูล “บ้าอำนาจ” กันก่อน
     
             ๒๐ กว่าวันที่เป็นรัฐบาล ในขณะที่ใครพูดถึงการทำงาน ก็อ้างว่า “เพิ่งมาเป็นรัฐบาลไม่กี่วัน” แต่ในความเป็น “ไม่กี่วัน” นั้น
     
             จาก ๖-๒๙ ก.พ.ย้ายข้าราชการระดับสูงไปแล้ว ๔ นายรวด!
     
             อำนาจ การเมือง “ระบอบทักษิณ” คืบคลานเข้ายึดครอง-ครอบงำ ระบบ “ข้าราชการประจำ” เหมือนอนาคอนดาค่อยๆ เขมือบระบบประเทศเข้าท้องทีละน้อย..ทีละน้อย
     
             ๒๒ ก.พ.๕๑ ย้ายอธิบดีกรมสอบสวนฯ “นายสุนัย มโนมัยอุดม”
     
             ๒๖ ก.พ.๕๑ ย้ายเลขาฯ อย. “นพ.ศิริวัฒน์ ทิพย์ธราดล”
     
             ๒๘ ก.พ.๕๑ ย้ายอธิบดีกรมประชาฯ “นายปราโมช รัฐวินิจ”
     
             ๒๙ ก.พ.๕๑ ย้าย ผบ.ตร. “พล.ต.อ.เสรีพิศุทธ์ เตมียาเวส”
     
             และ รัฐบาล โดยนายสมัคร และรัฐมนตรีบางท่าน เช่น รัฐมนตรีต่างประเทศ “นายนพดล ปัทมะ” ประกาศว่า จะโยกย้ายข้าราชการระดับสูง “เพื่อความเหมาะสม” อีกหลายตำแหน่ง
     
             ข้าราชการคนไหนจะเป็นรายที่ ๕ รายที่ ๖ รายที่ ๗ รายที่ ๘ ก็ตามดูกันไป ระบบราชการคงจะค่อยๆ สูญสลายจิตวิญญาณ “ข้า-ราชะ-การ” ลงไปเรื่อยๆ เพราะในเมื่อ “อำนาจการเมือง” แผ่บารมีครอบคลุม “ระบบข้าราชการ”
     
             ใคร “ยอมเรา-ยัง ใครขวางเรา-ตาย”
     
             ข้าราชการคนไหนที่ไม่มั่นคงในคำว่า “ข้าราชการ” ก็จะค่อยๆ หันไปแสวงหาความเจริญก้าวหน้าให้กับตัวเอง ด้วยยอมสยบให้กับระบอบ “ข้าทักษิณาการ”
     
             อย่างกระทรวงการต่างประเทศ นายนพดลอหังการ ประกาศได้สง่างามว่าจะปรับเปลี่ยนอีกหลายตำแหน่ง “เพื่อความเหมาะสม”
     
             “อะไรคือรูปธรรมมาตรฐานของคำว่า “เพื่อความเหมาะสม”?”
     
             ต้อง ระวัง ด้วยตระหนักให้ลึกซึ้งนะครับ ข้าราชการกระทรวงการต่างประเทศ ทั้งงาน ทั้งประวัติ ทั้งเส้นทางการมารับตำแหน่งต่างๆ ของบุคคลเหล่านี้
     
             ประหนึ่ง “หน้าตา” ที่บ่งบอกถึงชาติสกุล บ่งบอกชั้นวรรณะของประเทศ นายนพดลต้องระวัง อย่าสับสน อย่าเผยอเอาหน้าตาตัวเอง เอาหน้าตาระบอบทักษิณไปเป็น
     
             “หน้าตาประเทศ”
            
             กรณีย้าย พล.ต.อ.เสรีพิศุทธ์จาก ผบ.ตร.ไปปฏิบัติราชการที่สำนักนายกฯ พร้อมตั้งคณะกรรมการสอบสวนวินัยร้ายแรง ๓ เรื่อง เป็นเหมือนเอาชนักแทงปักหลังไว้ กันหันมาต่อสู้ นั้น
     
             คนมีอำนาจ ทำอะไรย่อมไม่ผิด ว่างั้นเถอะ แต่ผมสงสัยบางคำพูดของท่านที่ตอบนักข่าวที่ถาม..จะชี้แจงใหัสังคมสบายใจได้ อย่างไรว่า ที่ย้ายเพราะไม่ใช่เรื่องการเป็นสมาชิก คมช. ซึ่งท่านตอบไว้ว่า
     
             “โอ๊ย.. ผมเนี่ยนะ ถ้าคุณดูไมตรีของผมนะ เขาเสนอมาดุเดือดเลือดพล่าน หนึ่ง สอง สาม ผมเลือกทำอันที่สาม ที่เบาที่สุด รักษาไมตรีไว้ดีที่สุด และคุณเสรีพิศุทธ์ก็ปลอดภัยที่สุด เพราะผมคิดว่า ยังไงต้องป้องกันคุณเสรีพิศุทธ์ไว้ ผมเคยเป็นผู้บังคับบัญชาของตำรวจมาก่อน.....”
     
             ครับ..นี่คือคำ ยอมรับของนายกฯ เองว่า ที่ย้าย พล.ต.อ.เสรีพิศุทธ์นี้ เพราะ “มีมือที่มองเห็นเสนอมาให้ย้าย” ก็เป็นที่สงสัยกันทั่วไปว่า
     
             ๑.”ที่ว่าเขา” เสนอมา “เขาคนนั้น” คือใคร?
     
             ๒.แสดงว่า “เขา” คนนั้นมีอำนาจเหนือที่คนเป็นนายกฯ “ต้องปฏิบัติตาม” ทุกกรณีใช่ไหม?
     
             ๓.นายกฯ นอมินี มีหน้าที่ทำตามที่เขาเสนอได้แค่นั้นน่ะหรือ?
     
             ๔.ทำไมจึงไม่ตั้งคณะกรรมการสอบสวนให้ได้ข้อเท็จจริงก่อนที่จะใช้อำนาจสั่งการอย่างใดอย่างหนึ่ง?
     
             ๕.ใครไม่ชอบหน้าใคร ใครจะกลั่นแกล้งใคร ใครอยากชิงตำแหน่งใคร แค่ทำเรื่องกล่าวหากันเสนอขึ้นมา นายกฯ ต้องเชื่อ แล้วสั่งย้ายทันที แล้วค่อยไปสอบสวนหาความจริงกันทีหลัง ทุกกรณี ทุกรายไปเช่นนี้หรือ?
     
             ก็ถามไว้เป็นความรู้สำหรับนักข่าวโง่ๆ อย่างผมเท่านั้นแหละครับ และที่ว่าเสนอมาดุเดือดเลือดพล่าน หนึ่ง สอง สาม แล้วท่านเลือกอันที่เบาที่สุด ไว้ไมตรีที่สุด
     
             คือย้าย แถมด้วยการตั้งข้อหาร้ายแรง ๓ ข้อหา นั้น
     
             ขนาดเบาที่สุดยังขนาดนี้ ทำให้อยากรู้จังว่า อันที่หนึ่ง ที่สอง มันจะหนักกว่าขนาดไหน?
            
             คงถึงขั้น ๑.ประหารชีวิต ๒.ดีดไข่ เนอะ?
     
             ก็ดูเขาไปครับ ดูว่าเขาจะไปกันสุดๆ ได้ถึงไหน ก็บอกแล้ว เลือกตั้งครั้งนี้ ไม่ใช่เลือกตั้ง ส.ส.แต่เป็นการเลือก “อำนาจยึดประเทศ” และที่พิเศษเอามากๆ ก็ด้วยปรากฏการณ์แห่งรัฐบาล “ข้า ๒ เจ้า-บ่าว ๒ นาย” ก็ต้องใจเย็นๆ ในการชม.
     
     
    >> จากคอลัมน์ เขียนแผ่นดิน โดย เปลว สีเงิน
    >> ตีพิมพ์ครั้งแรก: หนังสือพิมพ์ไทยโพสต์ ฉบับวันที่ 3 มีนาคม 2551
    >> ตีพิมพ์ออนไลน์: http://www.onopen.com/2008/01/2687
     

    ประชาธิปไตยยุค 'ฟาร์มเหี้ย'

    อธิคม คุณาวุฒิ
    Side Ways,
    ไทยโพสต์ วันอาทิตย์ที่ 3 กุมภาพันธ์ 2551
     
               ทำเป็นเล่นไปนะครับ...ไอเดียของท่านผู้อำนวยการกองอนุรักษ์สัตว์ป่า กรมอุทยานแห่งชาติฯ ที่ออกข่าวว่ามีการหารือวางแผนจะส่งเสริมให้เลี้ยงเหี้ยในเชิงพาณิชย์ จนถูกนักธรรมชาติวิทยาอย่างอาจารย์จารุจินต์ นภีตะภัฏ เอาข้อมูลทางวิชาการมาซักค้านจนเสียผู้เสียคน ตามที่เอ็กซ์ไซท์ไทยโพสต์เสนอข่าวนี้ไปเมื่อปลายสัปดาห์ที่ผ่านมา...เอาเข้าจริงแล้ว ถ้าอ่านข่าวกันแบบมีจินตนาการสักเล็กน้อย ก็อาจจะพบว่านี่เป็นการแซทไทร์เสียดเย้ย 'ระดับเทพ' หรืออาจเป็น 'การแสดงชนิดหนึ่ง' ของท่านผอ.ก็เป็นได้

               อย่างที่หลายท่านคงพอจินตนาการกันได้ ที่ผ่านมาเวลาเราจะหาเครื่องมือทางเศรษฐกิจมาชี้วัดว่าช่วงเวลาไหนเศรษฐกิจฝืดเคืองข้าวยากหมากแพง เรามักใช้ 'ดัชนีไข่ไก่' ในรัฐบาลยุคนั้นๆ เป็นเกณฑ์ แต่ในชั่วโมงนี้ไม่ต้องรอเคาะราคา 'ไข่หมัก' เอาแค่ผลกระทบจากระบบการเงินโลกาภิวัตน์ทั้งซับไพรม์ ทั้งวิกฤตแฮมเบอร์เกอร์ นักลงทุนขนเงินเข้าขนเงินออกตลอดช่วงหลายวันที่ผ่านมา ก็มีแนวโน้มแล้วว่า มันอาจวกฤตถึงขั้นใช้เครื่องมือชี้วัดเก่าๆ อย่างไข่ไก่ไม่ได้อีกต่อไป แต่ถึงขั้นต้องเปลี่ยนไปใช้ 'ดัชนีไข่เหี้ย' วัดกันแทน...คิดดูเถิดว่าหนักหนาสาหัสขนาดไหน

               แต่นั่นมันก็แค่แซทไทร์เชิงเศรษฐกิจปากท้องแบบ...ชั้นเดียว

               ที่ลุ่มลึก ยอกย้อน และเข้มข้นกว่า ก็คือรายละเอียดของแนวความคิด ซึ่งระบุว่าการเลี้ยงเหี้ยในเชิงพาณิชย์นี้ จะใช้วิธีเลี้ยงไว้บนเกาะกลางทะเล จากนั้นก็นำเหี้ยไปปล่อย โดยเปิดสัมปทานให้ชาวบ้านเข้าไปเก็บไข่ขาย ซึ่งกลุ่มเป้าหมายทางการตลาดระบุชัดเจนว่า ผู้ที่จะซื้อและบริโภคนั้นไม่ใช่ใครอื่น แต่คือ 'คนภาคอีสาน' เพราะถือว่าไข่เหี้ยนั้นเป็นอาหารชั้นสุดยอด

               เรียบร้อยเลยครับ เป้าประสงค์แท้จริงของท่าน ผอ. จะเป็นอย่างไร ต้องการให้เลี้ยงเหี้ยไว้กินไข่ด้วยบริสุทธิ์ใจจริงหรือไม่ อันนั้นก็เป็นอีกกรณีหนึ่ง แต่อีกด้านหนึ่งปฏิเสธได้อย่างไรว่านี่มิใช่การเสียดเย้ยในมิติทางการเมือง โดยฝีมือบุคคล 'ชั้นเทพ'

               อย่าลืมว่า เราได้อ่านข่าวนี้ในเวลาไล่เลี่ยกันกับข่าวความเคลื่อนไหวการจัดตั้งคณะรัฐบาล ซึ่งถ้าหากมีโอกาสเข้าไปสำรวจ 'ปฏิกิริยา' และ 'น้ำเสียง' ของบรรดาชนชั้นกลางในเมืองที่นิยมแสดงความคิดเห็นตามเว็บบอร์ดจะพบว่า คนเมืองจำนวนไม่น้อยได้เปิดเผยตัวตนและแสดงเจตจำนงอย่างแจ่มชัดโดยไม่เกรงข้อหาเหยียดชาติพันธุ์หรือ racism แม้แต่น้อยว่า เนื่องจากคนอีสานเป็นเสียงส่วนใหญ่ที่ให้การสนับสนุนการก่อตั้งรัฐบาลพลังประชาชน เพราะฉะนั้นต่อจากนี้เป็นต้นไป ในฐานะคนเมืองในกรุงเทพฯ พวกเขาจะบอยคอตต์คนอีสานทุกวิถีทาง ตั้งแต่ไม่สนับสนุนสินค้าจากท้องถิ่นนี้ ไม่แสดงความอารีอารอบในเวลาที่ต้องพบปะเสวนากับคนอีสานที่เข้ามาทำงานในเมืองกรุง ไล่เรื่อยไปถึงพร้อมจะตอบโต้ด้วยวิธีใดก็ได้ เพื่อแสดงตัวตนในทางการเมืองว่า - เราไม่ใช่พวกเดียวกัน

               ในเวลาไล่ๆ กันนั้นเอง ผมได้รับอีเมล์จากพรรคพวกที่จัดตัวองอยู่ในสังกัด 'ฝ่ายก้าวหน้า' เป็นอีเมล์แนะนำให้เข้าไปอ่านบทความของนักวิชาการฝ่ายซ้ายท่านหนึ่ง ข้อเสนอของท่านในบทความชิ้นนั้นก็คือ ชัยชนะของพรรคพลังประชาชนคือข้อพิสูจน์ให้เห็นว่า ประชาชนชั้นล่างทั้งในเมืองหลวงและชนบททั่วประเทศคือทัพหลวงของประชาธิปไตยที่พึ่งพาและไว้ใจได้ ภารกิจต่อไปของทัพหลวงประชาธิปไตยนอกเหนือจะต้องเรียกร้องรัฐธรรมนูญปี 2540 กลับมาเพื่อนำไปสู่การยุบสภาเลือกตั้งใหม่โดยเร็วแล้ว ในทางการเคลื่อนไหวนอกสภา ก็ต้องเตรียมพร้อมรับมือกับแนวร่วมขวาจัดอันประกอบไปด้วย สื่อมวลชน นักวิชาการ คอลัมนิสต์ ราษฎรอาวุโส นักเคลื่อนไหวองค์กรเอกชน และองค์กรรัฐตามพ.ร.บ.ความมั่นคง เพื่อผลักดันภารกิจชิงธง 3 ผืนคือ เดินหน้าสู่โลกาภิวัตน์ สร้างประชาธิปไตย และเฉลี่ยความเป็นธรรมในสังคม (พิชิต ลิขิตกิจสมบูรณ์, ภารกิจของขบวนการประชาธิปไตยหลังการเลือกตั้ง 23 ธันวาคม 2550 : เว็บไซต์ประชาไท)

               อ่านบทความจบ ผมกดโทรศัพท์กลับไปหาพรรคพวก ถามสั้นๆ ว่า...เพื่อนจะเอาอย่างนี้จริงเหรอ...พรรคพวกหัวเราะลงลูกคอ ตอบสั้นๆ เหมือนกันว่า - ขำ...ขำ

               สิ่งที่ขำไม่ได้เป็นอันขาดก็คือ ถึงเวลานี้ไม่เพียงชัดเจนว่าจุดยืนและความคิดทางการเมืองจะกลายเป็นเครื่องมือแยกคนในสังคมออกจากกันแล้ว ผู้คนในแต่ละฝั่งหรือทั้งสองฝั่ง ต่างก็แสดงท่าทีคล้ายคลึงกันว่า ต่างฝ่ายต่างแบ่งข้างคู่ต่อสู้ของตัวเองไว้เสร็จสรรพ ซ้ำร้ายต่างก็แสดงความกระหายอยากมีเรื่องด้วยกันทั้งคู่

               ที่ผ่านมา ผมเคยมีความเชื่อความเข้าใจส่วนตัวว่า กลุ่มคนที่น่าจะสื่อสารทำความเข้าใจกันได้ยากก็คือ คนส่วนใหญ่ในสังคมที่เติบโตทางความคิดอันฝังรากลึกมาจากฝั่งอนุรักษนิยม คลั่งไคล้ศรัทธาวิธีใช้อำนาจจากเบื้องบน ซึ่งถึงวันนี้ความเข้าใจดังกล่าวก็คงหลงเหลือส่วนที่ถูกต้องอยู่บ้าง

               แต่ช่วงหลังๆ มานี้ หลายต่อหลายปรากฏการณ์ก็ได้ตอกย้ำให้เห็นว่า กระทั่งฝั่งก้าวหน้าปัญญาชนเอง ก็ไม่ใช่ผู้คนที่จะสื่อความกันได้ง่ายเท่าไหร่นัก ยังไม่ต้องพูดถึงรายละเอียดระดับท่าทีระหว่างมนุษย์ต่อมนุษย์ ไม่ต้องพูดถึงลักษณะบุคลิก 'พิมพ์นิยม' เอะอะก็ใช้วิธีผลักอกให้คนที่คิดไม่เหมือนตัวเองมีสถานะโง่งมต่ำต้อยเลวทรามสมบูรณ์แบบ...เอาแค่ระดับตรรกะและกรรมวิธี บางทีก็ถึงขั้นชวนอ้วกได้ง่ายๆ

               โดยเปรียบเทียบก็คือ หาก 'ประชาธิปไตย' เปรียบเหมือน 'สารอาหาร' ในไข่ที่ร่างกายต้องการ เมื่อถึงคราววิกฤติทุกข์ยากขึ้นมา ก็มิพึงดัดจริตรังเกียจที่มาของมัน ไม่ว่าเจ้าของไข่นั้นจะเป็นไก่หรือเหี้ย พูดอีกอย่างก็คือ โลกไม่ได้อนุญาตให้เราตีสองหน้าเกลียดตัวกินไข่ รักจะเป็นนักประชาธิปไตยก็ต้องเข้าอกเข้าใจพรรคและนักการเมือง

               ประชาธิปไตยในยุคสร้างฟาร์มเหี้ยเอาไว้กินไข่...มันจึงมีลักษณะแบบนี้

               ส่วนใครที่ยังมีจริตพะอืดพะอม ยอมไม่ก้าวหน้า ยอมไม่เป็นปัญญาชน ก็คงต้องก้มหน้าก้มตาเก็บผักเก็บหญ้าปะทังชีวิตกันต่อไป

               ถ้าเปลี่ยวเหงานัก ก็ใช้วิธีท่องคาถาของท่านพุทธทาสเอาไว้ปลุกปลอบใจตัวเองว่า - กูไม่เอากับมึงแล้ว !
     
    ---------------------------------------------------------------------------------------------
     
    >> แหม่...นามสกุลอาจารย์จารุจินต์นี่ ช่างเหมาะกะการเป็นนักธรรมชาติวิทยา
    เพราะเห็นแล้วเรานึกถึงคำว่า 'กีฏวิทยา' ขึ้นมาเลย
    เอ้า ! แมลงตัวนั้น ตัวนี้ มีเยอะมากมาย (อ่าว..เลยรู้เลยว่าโตทันดูจักรยานสีแดง :P)
     
    >> ช่วงนี้ชักจะอ่านการ์ตูนการเมืองและ Side Ways มันขึ้นเรื่อยๆ
    - เป็นสัญญาณอันตรายว่าการเมืองไทยกำลังอยู่ในภาวะน่าเหนื่อยหน่ายอย่างยิ่ง
     
    >> อ่านหนังสือพิมพ์เมื่ออาทิตย์ก่อน เค้าบอกว่า ตัวเงินตัวทอง เป็นชื่อที่คนเรียกกันไปเอง
    จริงๆ แล้วที่ถูกต้อง ต้องเรียกว่า เหี้ย
     
    ลองไปเปิดพจจี้ปี 25 (ฉบับ copy มาจากศูนย์คอมวิศวฯ)
    ไม่มีตัวเงินตัวทองในพจนานุกรมจริงๆ ด้วย มีแต่ไอ้เนี่ย...
     
    เหี้ย
    น. ชื่อสัตว์เลื้อยคลานขนาดใหญ่ชนิด Varanus salvator ในวงศ์ Varanidae
    เป็นสัตว์สกุลเดียวกับตะกวด ตัวอ้วนใหญ่สีดำ มีลายดอกสีเหลืองพาดขวาง หางยาว
    ชอบอาศัยและหากินบริเวณใกล้น้ำ โตเต็มวัยยาวได้ถึง ๒.๕ เมตร.
     
    ส่วนที่ว่า ทำไมชื่อสัตว์ชนิดนี้ถึงกลายเป็นเป็น "คำชม" ได้
    เราก็ไม่รู้เหมือนกัน รู้แต่ว่า ตั้งแต่รู้ความ คำนี้มันก็ถูกใช้เป็นคำชมแล้วอะ -_-'
     
    >> จากพจนานุกรมศัพท์บัญญัติ ของราชบัณฑิตฯ
    e-mail (electronic mail)
    ๑. อีเมล (ไปรษณีย์อิเล็กทรอนิกส์)  
    ๒. ส่งอีเมล (ส่งไปรษณีย์อิเล็กทรอนิกส์)
     
    >> จากพจจี้ 42 อีกเช่นกัน
    ประทัง
    ก. ทำให้ทรงอยู่ได้, ทำให้ดำรงอยู่ได้, เช่น กินพอประทังชีวิต เรือนโย้เอาเสาไปค้ำพอประทังไว้ก่อน.

    มาถูกทางแล้ว

    อธิคม คุณาวุฒิ
    Side Ways, ไทยโพสต์ วันอาทิตย์ที่ 10 กุมภาพันธ์ 2551
     
               ใครก็ตามที่ยังรู้สึกมึนงงกับข้อมูล หลักฐาน รวมถึงเหตุผลคำอธิบายข้อดี-ข้อเสียจากการประกาศสิทธิเหนือสิทธิบัตรยา หรือซีแอล มีรายงานข่าวในช่วงปลายสัปดาห์ ซึ่งแม้นว่าอาจจะไม่ต้องลงลึกถึงข้อถกเถียงเชิงข้อมูลรายละเอียดมากนัก แต่ภายใต้คำพูดง่ายๆ นั้นมันก็ได้สะท้อนให้เห็นถึงความแตกต่างระหว่าง 'พื้นฐานจิตใจ' ของอดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุขกับรัฐมนตรีคนปัจจุบัน...
     
               เมื่อมีข่าวว่ารัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุขคนใหม่มีนโยบายจะทบทวนการทำซีแอล หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์ฉบับวันศุกร์ที่ 8 กุมภาพันธ์ ตีพิมพ์คำให้สัมภาษณ์ของนายแพทย์มงคล ณ สงขลา อดีตรัฐมนตรีผู้ผลักดันการทำซีแอล หรือพูดอีกแง่คือเป็นรัฐมนตรีที่มาจากการแต่งตั้ง ไม่ได้เป็นคนที่มาจาก 'เสียงส่วนใหญ่' ในประเทศแต่อย่างใด หมอมงคลพูดถึงเรื่องนี้ว่า
     
               "คนไม่เคยเห็นคนตายแบบที่ไม่มีเงินสักบาทเดียวเลยในครอบครัว ก็คงไม่ทราบว่าจะเป็นอย่างไร การที่จะบอกให้คนรวยเข้าใจและเห็นสภาพดังกล่าวก็คงเป็นเรื่องยาก เพราะพวกเขาเสียเงินเป็นแสนเป็นล้านก็เป็นเรื่องเล็ก"
     
               "หากใครมาเปลี่ยนตรงนี้ถือเป็นเรื่องน่าเสียดายที่คนยากไร้ไม่สามารถเข้าถึงยาได้ และต้องตายอย่างไม่มีศักดิ์ศรี เมื่อได้วางรากฐานไว้ดีแล้ว ประชาชนต่างรู้ว่าไทยสามารถทำซีแอลได้ เราก็ต้องปกป้องคนของเรา ถ้าใครไม่ทำซีแอลแล้วยังมายกเลิกอีกก็เป็นสิ่งที่ประชาชนรับรู้ว่าใครทำเพื่อใคร ผมได้ทำสิ่งที่ดีให้กับคนทุกข์ยากในช่วงหนึ่ง ถ้าเกิดความเปลี่ยนแปลงก็คงไม่สามารถทำอะไรได้ เพราะเราไม่สามารถคงกระพันได้ แม้แต่ร่างกายเรายังไม่ถาวรเลย แล้วสิ่งที่เราทำหากไม่จีรังด้วยแล้ว...ก็ไม่ใช่เรื่องแปลก"

               วันเดียวกันนั้นเอง บรรดาตัวแทนเครือข่ายผู้ได้รับผลกระทบโดยตรงจากปัญหาราคายา ไม่ว่าจะเป็นมูลนิธิเข้าถึงเอดส์ กลุ่มเครือข่ายโรคเรื้อรัง มูลนิธิเพื่อผู้บริโภค และคณะกรรมการองค์กรพัฒนาด้านเอดส์ (กพอ.) ก็ได้รวมตัวกันเข้าพบรัฐมนตรีสาธารณสุขคนใหม่เพื่อชี้แจงและให้ข้อมูลเกี่ยวกับการทบทวนการทำซีแอลยารักษามะเร็ง 4 รายการ เนื่องจากพบว่าท่าทีเกี่ยวกับการทบทวนเรื่องนี้ มีข้อมูลจากฝั่งกระทรวงพาณิชย์เป็นหลัก

               โดยที่มาของข้อมูลและเหตุผลดังกล่าวก็คงพอ 'เดาทาง' ได้อยู่ว่า ภายใต้เงื่อนไขข้อต่อรองทางการค้านั้น...ก็คงเป็นการพูดกันคนละภาษา ไม่สามารถเอาเรื่องศักดิ์ศรีและโอกาสของคนจนไปอธิบายถกเถียงได้...นี่คือไม่ต้องพูดไปไกลถึงท่าที 'ภาษาพระ' แบบที่หมอมงคลท่านทิ้งท้ายถึงความไม่จีรัง...ซึ่งเรื่องแบบนี้ บรรดาสิ่งมีชีวิตที่เป็นอาหารเต่าอาหารปลาไม่มีทาง 'เก็ต' เป็นอันขาด

               บรรยากาศการชี้แจงในวันนั้นค่อนข้างตึงเครียดและน่าเศร้า เว็บไซต์กรุงเทพธุรกิจ รายงานว่ารัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุขคนใหม่ ตอบคำถามข้อสงสัยเรื่องการล็อบบี้โดยบริษัทยาเพื่อให้ทบทวนการทำซีแอลว่า

               "ขอบอกว่า บริษัทยายังไม่รวยเท่าผม ไปดูบ้านผมซิ บริษัทยายังไม่รวยถึงขนหน้าแข้งของผมเลย"

               ในรายงานข่าวระบุอีกว่า ก่อนแยกย้ายเดินทางกลับ รัฐมนตรีคนใหม่เดินเข้ามาทักทายกลุ่มเครือข่ายผู้ติดเชื้อ เมื่อได้ยินผู้ติดเชื้อบางคนเปรยว่าหากมีการทบทวนซีแอลจริง พวกเขาอาจต้องหันไปกินยาฆ่าหญ้าแทนยาราคาแพง ท่านรัฐมนตรีผู้มีอารมณ์ขัน ยิงมุกสวนทันทีว่า - "ถ้าเป็นผมจะกินดอกไม้จันทน์แทน"

               นี่คือยังไม่ต้องพูดถึงท่าทีต่อผู้ป่วยมะเร็งปอดและมะเร็งตับตามจำนวนตัวเลขทางการ 15,000 คน ซึ่งดูเหมือนรัฐมนตรีคนใหม่จะเคยพูดถึงคนเหล่านี้ด้วย 'การให้ค่า' และ 'อารมณ์ขัน' ในลักษณะคล้ายๆ กัน

                 ครับ - ในสังคมที่ซีเรียสเอาจริงเอาจังข้อมูล เราสามารถสืบค้นหาหลักฐานข้อดีข้อเสียเกี่ยวกับเรื่องนี้ได้ไม่ยาก ฝั่งกระทรวงพาณิชย์ก็มีข้อมูลในมือเรื่องการต่อรองทางการค้าระหว่างประเทศชุดหนึ่ง ฝั่งคณะกรรมการดำเนินการบังคับใช้สิทธิเหนือสิทธิบัตรยาโดยรัฐ ซึ่งมีนายแพทย์วิชัย โชควิวัฒน เป็นแกนหลักก็ได้ทำสมุดปกขาวชี้แจงรายละเอียดข้อเท็จจริงเรื่องนี้เอาไว้แล้วอีกชุดหนึ่ง

               แต่ก็อย่างที่เรียนไว้ตั้งแต่ต้น ภายใต้การตัดสินใจใดๆ ไม่ว่ามันจะซับซ้อนยอกย้อนเต็มไปด้วยรายละเอียดแค่ไหนก็ตาม แต่ท้ายที่สุดแล้วเครื่องมือชี้วัดที่แจ่มชัดและเห็นผลชัดเจนที่สุดก็ไม่ใช่อะไรอื่น แต่มันคือเจตนาและเป้าประสงค์ปลายทางว่า ทั้งหมดนั้นทำไปเพื่อผลประโยชน์ของคนกลุ่มใด อันจะเป็นเครื่องสะท้อนให้เห็นถึงพื้นฐานจิตใจผู้มีอำนาจกำหนดนโยบายแต่ละรายว่ากว้างขวางและสูงต่ำขนาดไหน

               ความจริงแล้ว ภายในระยะเวลาสั้นๆ ช่วง 2-3 วันของการเข้ารับตำแหน่งรัฐมนตรีในรัฐบาลใหม่ หากเราพิจารณาการแสดงออกของคนเหล่านี้ด้วยสติปัญญาแจ่มใส อย่างน้อยก็มีข้อดีคือ ในบรรดารัฐมนตรีหน้าใหม่ซึ่งหลายคนไม่เคยเห็นบทบาทและจุดยืนกันมาก่อน ต่อไปนี้ก็จะได้ไม่ต้องเสียเวลากับการแอบจิต ม้วนหาง เก็บเขี้ยว สู้แสดงตัวตนให้เห็นเสียตั้งแต่ต้นก็จะได้ช่วยประหยัดระยะเวลาขึ้น

               ที่กระทรวงสาธารณสุขมีการทบทวนซีแอล ที่สำนักนายกรัฐมนตรี คุณจักรภพ เพ็ญแข ประกาศตัวว่าจะดำเนินการจัดระเบียบสื่อ และในฐานะปัญญาชนฝ่ายก้าวหน้าผู้เป็นแฟนพันธุ์แท้สถานีโทรทัศน์พีบีเอสฉบับอเมริกัน เพราะฉะนั้น สื่อมวลชนอย่างคุณเทพชัย หย่อง นักสู้เพื่อสิทธิเสรีภาพสื่อ...เตรียมตัวรับมือได้

               ไม่ว่ารัฐบาลชุดที่แล้วจะมีความชอบธรรม หรือกินข้าววันละ 2 มื้อเช้าชามเย็นชามตามที่ถูกใครต่อใครวิจารณ์ก็ตาม แต่ประเด็นซีแอลและทีวีสาธารณะก็เป็นผลผลิต 2 ประการที่พอจะเอามาพูดจากันได้...พูดจากันได้ในความหมายที่ว่ามันสัมผัสแตะต้องโดยตรงถึงอารมณ์ 'ความเป็นเจ้าของ' ของผู้คนหลากหลายหลุ่ม

               หากใครคิดจะเล่นกับ 2 ประเด็นนี้ก็ต้องถือว่า 'มาถูกทางแล้ว' เพราะมันจะช่วยย่นระยะเวลาของการขัดแย้งเร่งเร้าความไม่พอใจของประชาชนจนนำไปสู่การแตกหัก...เร็วขึ้น.
     

    IDOL GMOs

    อธิคม คุณาวุฒิ
    Colourful planet ? , CLASSROOM   No.7  December 2005 (HERO issue)
     
                   ถึงจะมีหลักฐานองค์ความรู้ทางการค้าขายมารองรับสนับสนุนว่ายุคสมัยนี้เป็นยุคของ idol marketing ตามตัวอย่างการขายสินค้านานาประการที่โอบล้อมเรา ว่ากันมาตั้งแต่โทรศัพท์มือถือ มอเตอร์ไซค์ น้ำอัดลม เครื่องดื่มชูกำลัง ฯลฯ แต่ถ้าเรานั่งมองกระบวนการความเคลื่อนไหวเหล่านี้ด้วยสติไตร่ตรอง เราอาจพบว่ามีข้อสังเกตสมควรถูกตั้งคำถามอยู่บางประการ...
     
                   ลำพังการเอาคนเก่ง คนดัง คนมีความสามารถมาช่วยขายของนั้น พูดไปแล้วมันก็ไม่ใช่เรื่องใหม่ เพราะฉะนั้นการจะไปสงสัยว่า คุณทาทา ยัง เธอจะช่วยให้ยอดขายรถมอเตอร์ไซค์พุ่งกระฉูดเหมือนที่พี่แอ๊ด ‘บาวแดง แกทำกับเครื่องดื่มเชิดชูวีรชนหรือไม่...ระหว่างตัวสินค้ากับตัว idol ใครเป็นฝ่ายได้ประโยชน์...ใครเป็นฝ่ายห้อยโหนกระแสใคร...หรือต่างฝ่ายต่างก็ได้กันแบบวิน-วิน...บางทีข้อสงสัยทำนองนี้มันก็เป็นเพียงประเด็นระดับปรากฏการณ์
     
                   ประเด็นที่น่าสนใจก็คือ กระบวนการ ‘สร้าง’ และ ‘ใช้’ idol ประเภทนี้ มันยืนอยู่บนพื้นฐานเจตนาและข้อเท็จจริงชนิดใด เราอาจจะต้องคุยกันด้วยน้ำเสียงนุ่มนวลสุภาพเสียก่อนว่าบรรดานักการตลาดที่ทำมาค้าขายกับคนรุ่นใหม่นั้น เป็นกลุ่มคนที่ขยันวิเคราะห์พฤติกรรมและจัดหมวดหมู่ผู้คน โดยเฉพาะผู้คนที่เกี่ยวข้องสัมพันธ์กันในทางธุรกิจ ถึงขั้นมีการจัดแบ่งหมวดหมู่รสนิยม ความสนใจ ความเชื่อในการใช้ชีวิต ออกเป็นกลุ่มๆ
     
                   ยกตัวอย่างเช่น กลุ่มที่ชอบใช้ชีวิตหรูหราติดข้าวของแบรนด์เนม กลุ่มโหยหาอดีต กลุ่มเรียบง่ายชอบใช้ชีวิตกลางแจ้ง กลุ่มปีเตอร์แพนเด็กไม่ยอมโต กลุ่มฟิวชั่นนิยมเอานั่นมาผสมนี่ กลุ่มตื่นเต้นข้อมูลเห่อของใหม่ แม้กระทั่งกลุ่มที่ฟังชื่อออกจะเชยไปแล้วแต่ยังมีตัวตนอยู่จริง คือพวกพี่ๆ อินดี้แหวกขนบทั้งหลาย ฯลฯ
     
                   ใครเป็นใครในกลุ่มนี้บ้าง ลองไล่เปิดคอลัมน์สัมภาษณ์บุคคลตามนิตยสารทุกหัวทุกประเภทบนแผงหนังสือตอนนี้...คงช่วยให้เราจินตนาการได้ง่ายขึ้น ผมเดาประสาซื่อว่า หนึ่งในกระบวนในการควานหาตัวแทนหรือไอดอลของคนแต่ละกลุ่มที่ว่านี้ก็คงใช้วิธีคล้ายๆ กัน
     
                   แต่ในโลกหลากสีหลายด้านที่เราสังกัดอาศัยอยู่นั้น ก็มักมีช่องทางมีประตูหน้าต่างหลายบานให้คนเลือกใช้ และคนส่วนใหญ่ก็รู้ดีว่าการทำอะไรสักอย่างเพื่อให้บรรลุเป้าหมายนั้น มีทางเลือกมากกว่าหนึ่งวิธีเสมอ เพราฉะนั้นกระบวนการเพื่อให้ได้มาซึ่งไอดอลจึงไม่จำเป็นต้อง ‘รอ’ ให้เกิดขึ้นและเป็นไปตามธรรมชาติเสมอไป แต่ผู้หลักผู้ใหญ่ที่ทำมาหากินกับคนรุ่นใหม่หรือวัยรุ่นนั้น เขาสามารถเร่งกระบวนการโดยใช้วิธีดัดแปลงพันธุกรรมเพื่อ ‘ผลิต’ และ ‘สร้าง’ ไอดอลตามจินตนาการของพวกเขาขึ้นมาเอง...ก็ย่อมได้
     
                   บรรดาเวทีประกวดประชันแข่งขันหน้าตาและความสามารถเท่าที่มีอยู่เวลานี้ คงเพียงพอที่จะทำให้เราเห็นรูปธรรมของการผลิตไอดอลทำนองนี้ อย่างไรก็ตาม กระบวนการดังกล่าวยังถือว่าประเจิดประเจ้อจับติดง่าย เพราะอย่างน้อยเราก็เห็นอยู่ตำตาว่ามันถูกสร้างและผลิตขึ้นมาอย่างเป็นระบบ ส่วนที่ว่าเห็นแล้วจะเอนจอยเออออห่อหมกไปด้วยหรือไม่นั้น...อันนี้ก็แล้วแต่รสนิยมของแต่ละคน
     
                   ที่ว่าประเจิดประเจ้อก็เพราะมันมีวิธีผลิตไอดอลจีเอ็มโออีกรูปแบบหนึ่งที่เนียนกว่านั้นเยอะ นั่นก็คือการสร้างบุคลิกและตัวตนของคนคนหนึ่งขึ้นมา โดยที่เจ้าตัวก็รู้เห็นเป็นใจ ยินยอม และยินดีที่จะเป็นอย่างนั้น โดยยอมรับกติกาว่าการสร้างบุคลิกและตัวตนในกระบวนการดังกล่าว ย่อมเลี่ยงไม่ได้ที่จะต้องปรุงและแต่งของบางอย่างเพิ่มลงไปจากต้นทุนจริงที่มีอยู่เดิม นี่คือเหตุผลอธิบายว่า ทำไมคนที่ถูกยกให้เป็นไอดอลส่วนใหญ่ (วงเล็บไว้หน่อยก็ดีว่า โดยเฉพาะอย่างยิ่งในยุคสมัยนี้) จึงมีบุคลิกบางประการคาบเกี่ยวใกล้เตียงกับความเป็น ‘ดารา’
     
                   แน่นอนครับ คุยกันแบบเปิดใจกว้างก็คงต้องยอมรับและทำความเข้าใจร่วมกันว่า โลกได้หมุนเคลื่อนไปจากเดิมที่เคยเชื่อกันแบบโบร่ำโบราณว่าของบางอย่างที่มีลักษณะเป็น ‘แบบ’ และ ‘เบ้า’ ให้ใครๆ อยากเดินตามนั้นควรเป็นสิ่งที่เกิดขึ้นโดยธรรมชาติ ถึงตอนนี้เราอาจต้องทำใจยอมรับว่ามันไม่จำเป็นต้องเป็นเช่นนั้นเสมอไป และที่สำคัญมันอาจไม่เกี่ยวข้องอะไรกับผิดถูก ดีหรือไม่ ตราบใดที่ยังไม่มีใครรุกล้ำใคร
     
                   แต่ข้อเตือนใจที่ผู้บริโภคอย่างเราๆ อาจจะเคยชินและยอมรับในชะตากรรมร่วมกันก็คือ เราไม่มีสิทธิมีเสียงอะไรมากนัก สินค้าบางชนิดถูกผลิตขึ้นมาโดยไม่มีการแจ้งข้อมูลรายละเอียดที่แท้จริงให้ทราบ...กระทั่งอาหารสุขภาพที่ใช้ถั่วเหลืองเป็นวัตถุดิบ ยังไม่แน่ใจว่าเมล็ดถั่วเหลืองนั้นดัดแปลงพันธุกรรมมาหรือเปล่า กระทั่งต่อให้รู้ก็ใช่ว่าจะรู้สึกรู้สาเดือดร้อน
     
                   นับประสาอะไรกับการบริโภคไอดอล
     
     

    แล้วเราจะมีปัญหากับใคร

    อธิคม คุณาวุฒิ
    Colourful Planet ?, CLASSROOM  No.6  November 2005 (NEW LIFE issue)
     
    ผมไม่ค่อยมีปัญหานักกับข้อสงสัยที่ว่า สื่อมวลชนทุกวันนี้เป็นกลางหรือไม่ สามารถชี้นำ ครอบงำความเชื่อผู้คนในสังคมหรือไม่ โดยเฉพาะในกรณีที่ความสนใจของผู้เสพข่าวสารยุคปัจจุบันหันมาบริโภคข่าวที่มีผู้ ‘ย่อย’ ให้เป็นที่เรียบร้อย ผ่านรูปแบบรายการ ‘เล่าข่าว’ ประดามีตั้งแต่เช้าสายบ่ายค่ำ สุดแท้แต่ว่าผู้รับข่าวจะมีรสนิยมไปในทางใด หรือสะดวกจะบริโภคเวลาไหน...โดยไม่ต้องกลัวว่าจะตกข่าวแล้วพาลจะไม่มีเรื่องเมาธ์กับเพื่อนบนโต๊ะอาหารเที่ยง
     
    ที่ว่าไม่มีปัญหาเพราะผมมีความเชื่อส่วนตัวมาตั้งแต่ต้นว่า คาถาว่าด้วยความเป็นกลางนั้น...มันไม่เคยมีจริง และผมเองก็ไม่แน่ใจว่าจำเป็นต้องมีหรือไม่ เพราะถึงที่สุดแล้ว อย่าว่าแต่ในวงจรวิชาชีพที่มีกฎ กติกา มารยาทคอยกำกับอยู่เลย กระทั่งในฐานะมนุษย์ปุถุชน ก็ยังไม่มีใครกล้ายืนยันว่าวิถีชีวิตแบบครูระเบียบ ประเภทเดินตรงตามเส้น ตามกรอบโดยไม่เคยแวะเวียนคดเคี้ยวเบี้ยวออกนอกเส้นทางแม้แต่ครั้งเดียว ใช้ชีวิตกลางๆ ไม่นิยมรสชาติเปรี้ยวหวานหวือหวา จะหมายความว่าเป็นชีวิตที่ดี และเหมาะสมกับมนุษย์ทุกผู้ทุกนาม
     
    อธิบายเพิ่มเติมเพื่อป้องกันความเข้าใจผิดก็คือ ลำพังแค่การผลิตข่าวผ่านหน้าสื่อสิ่งพิมพ์ ก่อนที่จะมีผู้หยิบหนังสือพิมพ์ไปอ่านหน้าจอโทรทัศน์นั้น ยังมีการให้น้ำหนักกับข่าวแตกต่างกัน มีความจำเป็นต้องตัดบางข่าวทิ้ง จำเป็นต้องตัดทอนบางข่าวให้สั้น แล้ววางเป็นข่าวย่อยระดับเส้นก๋วยเตี๋ยวเล็กๆ ลีบๆ หรือเพิ่มน้ำหนักใส่สีสันให้ความสำคัญกับข่าวบางข่าวในระดับที่เรียกว่าข่าวลีด ทั้งหมดนี้ล้วนมี ‘วาระ’ บางประการกำกับอยู่ทั้งสิ้น
     
    เมื่อข่าวเหล่านั้นเดินทางมาถึงมือผู้เล่าข่าว เราต่างก็รู้ดีว่า ไม่มีทางเป็นไปได้ที่ข่าวทุกข่าวจะถูกพูดถึงภายใต้เงื่อนไขเวลาอันจำกัด เพราะฉะนั้นระหว่างกระบวนการ ‘เลือก’ ที่จะพูดหรือไม่พูดถึงข่าวใด ย่อมมีนัยสำคัญให้ถกเถียงกันได้ไม่รู้จบ ยังไม่ต้องพูดถึงการทิ้งน้ำเสียงในลักษณะต่างๆ ทั้งเคร่งครัดจริงจัง หรือถากถางเย้ยหยัน ซึ่งเป็นพฤติกรรมชั้นนอกที่เราสามารถสัมผัสและรู้สึกกันได้โดยไม่จำเป็นต้องใช้ความพยายามมากนัก
     
    เพราะฉะนั้นหากมีสิทธิจะข้องใจกันบ้าง มันก็คงไม่ใช่ความข้องใจในลักษณะที่ว่าเป็นกลางหรือไม่เป็นกลาง... ชี้นำหรือเล่าให้ฟังเฉยๆ แต่เราคงมีสิทธิสงสัยกันเล็กน้อยว่า สิ่งที่คอย ‘กำกับ’ น้ำหนักของ ‘เรื่องเล่า’ เหล่านั้นให้ไหลเลื่อนไปทางนั้นทีทางนี้ที...มันคืออะไร
     
    อย่างไรก็ดี มันคงเป็นเรื่องหยาบและง่ายเกินไป หากจะจำกัดความสนใจให้หดแคบเหลือเพียงมิติทางการเมืองในความหมายที่ว่าผู้เล่าข่าวเหล่านั้นมีผลประโยชน์ได้เสียกับบรรดาผู้มีอำนาจทางการเมืองมากน้อยแค่ไหนอย่างไร เป็นพวกฝักใฝ่และมีผลประโยชน์ร่วมกันมาตั้งแต่ต้น หรือกำลังพยายามทำตัวให้น่ารักน่าเอ็นดูเคล้าแข้งเคล้าขาผู้มีอำนาจ เผื่อว่าจะได้เศษได้เลยกันในอนาคต
     
    มันก็ใช่...ของแบบนี้ยังมีอยู่จริง เพียงแต่ว่าลำพังการสงสัยนั้นมันอาจไม่ได้นำมาสู่สิ่งที่เรียกว่าภารกิจร่วมในการตรวจสอบและออกแรงไต่ถามตัวเอง ในฐานะที่เป็น ‘ส่วนหนึ่ง’ ซึ่งสัมพันธ์เกี่ยวข้องกับปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้น...ไม่ใช่เป็นแค่ ‘ผู้ชม’ เฉยๆ
     
    ผมอาจจะมองโลกในแง่ดีก็ได้ เพราะผมเชื่อว่าถ้าจำเป็นต้องเลือกระหว่างการเป็นที่น่าเอ็นดูในสายตาผู้มีอำนาจในบ้านเมือง กับการเป็นที่รักเป็นขวัญใจมหาชน คนทำสื่อส่วนใหญ่คงต้องการเป็นอย่างหลัง อันนี้พูดกันทั้งประสาซื่อและทั้งบวกลบคูณหารอย่างรอบคอบบนต้นทุนข้อเท็จจริงที่ว่าผู้มีอำนาจนั้นมาแล้วก็ไป แต่มหาชนผู้เป็นกำลังหลักของการบริโภคสื่อต่างหากจะยังอยู่ค่อนข้างถาวร
     
    ในแง่นี้มันก็คงมีการ ‘เดาทาง’ กันอยู่ในที...เดาทางว่าผู้บริโภคสื่ออย่างเราๆ นั้นน่าจะชอบอกชอบใจข่าวไหน ซีเรียสกับข่าวไหน หรือหากจะใส่น้ำเสียงถากถางเย้ยหยัน ควรเลือกบรรจุลงในข่าวแบบไหน จึงจะสามารถเรียกเสียงเฮจากท่านผู้ชมทางบ้าน
     
    นี่คือนับรวมไปถึงการสร้างบุคลิกเฉพาะตน และพยายามกลบลบความเคร่งครัดจริงจังของ ‘ข่าวสาร’ ให้โน้มตัวเข้าใกล้ ‘ความบันเทิง’ จนกระทั่งการเสพรับข่าวสารกลายเป็นความบันเทิงชนิดหนึ่ง เราจะเห็นว่า ชิ้นส่วนข่าวที่ถูกหยิบมาเล่านั้น เมื่อนำมาต่อเรียงกันจะได้ทั้งฉากแอ็คชั่น ดราม่า คอมเมดี้ อีโรติก ครบทุกรสชาติ ไม่ต่างอะไรกับการเสพมหรสพชนิดหนึ่ง
     
    เรื่องเศร้าคือ การเดาทางกันลักษณะนี้ ย่อมมีทั้งเดาถูกและดูถูก
     
    เพราะในขณะที่เราได้รับความบันเทิงครบทุกรสชาติผ่านการรับฟังข่าวเล่า เราก็ต้องยอมรับว่าจะมีข่าวบางประเด็นถูกตัดทอนทิ้งไป เพราะประเมินแล้วว่าเล่าแล้วไม่เฮ ทั้งที่มันอาจเป็นข่าวที่มีนัยสำคัญมากก็ได้
     
    พูดง่ายๆ ท่ามกลางความพยายามที่จะทำให้ข่าวสารเป็นเรื่องครื้นเครง เราแทบไม่มีโอกาสรู้ด้วยซ้ำว่าระหว่างทางมีใครทำอะไรตกหล่นสูญหายไปบ้าง
     
    ทั้งนี้ก็ไม่ได้หมายความว่าเราจะต้องขมวดคิ้วเคร่งขรึมทุกครั้งเวลารับฟังข่าวสาร ขำๆ ชิลๆ บ้างก็ย่อมได้ แต่ที่ต้องซีเรียสคือ นอกเหนือจากหน้าที่มอนิเตอร์ข่าวให้เราเกาะโหนกระแส สามารถออกความเห็นประเด็นทอล์ค ออฟ เดอะ ทาวน์แล้ว เราพอมีสิทธิคาดหวังได้ไหมว่า มันน่าจะช่วยเปิดโลกทัศน์ไปสู่การรับรู้เรื่องอื่น สร้างความรู้สึกร้อนหนาวในฐานะที่ผู้มีพันธะร่วมกับคนสังกัดอื่นๆ ในสังคม ซึ่งก็ต้องทำใจว่าข่าวประเภทนี้บางทีก็ไม่มีสีสันหวือหวา ซ้ำร้ายยังอยู่ห่างไกลคำว่าง่ายและครื้นเครง
     
    แต่ก็นั่นแหละ ผมรู้ดีว่าความเห็นและรสนิยมแบบที่ว่า...มันอาจไม่ใช่ความต้องการของมหาชนคนส่วนใหญ่ และไม่มีผลใดๆ ต่อการขยับตัวของเส้นดีมานด์-ซัพพลาย
     
    ซึ่งเรื่องนี้...มันก็คงมีคนเดาทางถูกอีกตามเคย
     

    ...ถึงจะเขียนไว้นานแล้ว แต่จนป่านนี้เราก็ยังไม่เลิกเถียงกันเลยว่าสื่อควรจะเป็นกลาง หรือเลือกข้างความถูกต้อง
    ปิดท้ายปีนี้ด้วยเรื่องเมื่อปลายปีก่อนนู้นเลยละกันเนอะ

    สวัสดีปีใหม่ครับ :)

    ด้วยความปรารถนาดี

    อธิคม คุณาวุฒิ
    Side Ways, ไทยโพสต์ วันอาทิตย์ที่ 15 ธันวาคม 2550
     
              คำพิพากษาศาลปกครองสูงสุดกรณีการแปรรูปปตท.นั้น แม้ว่าโดยน้ำหนักอาจจะไม่ได้ ‘ถึงใจ’ พ่อยกแม่ยกเหมือนกรณีที่มูลนิธิเพื่อผู้บริโภคและเครือข่ายเคยฟ้อง กฟผ.ในประเด็นเดียวกัน แต่โดยภาพรวมแล้วก็ต้องถือว่า ผลลัพธ์จากการเคลื่อนไหวผ่านกระบวนการยุติธรรมของเครือข่ายผู้บริโภคนั้น ได้ล้วงเอาทรัพย์สินผลประโยชน์ที่สมควรเป็นของประชาชนกลับคืนมาได้เป็นน้ำเป็นเนื้ออยู่พอสมควร
     
              ส่วนการที่กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ปตท. และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน ท่านจับมือกันออกมาแถลงข่าวข่มขู่ด้วยความสุภาพนุ่มนวลว่า ผลจากการต้องโอนกรรมสิทธิ์ท่อส่งก๊าซและที่ดินกลับคืนเป็นสมบัติของรัฐ อาจทำให้ราคาก๊าซหุงต้มในประเทศต้องขยับตัว และกระทบกับนักลงทุนในตลาดหลักทรัพย์นั้น...คนที่ติดตามข่าวนี้มาตลอดก็คงจะเริ่ม ‘ชิน’ แล้ว กับสูตรสำเร็จท่าไม้ตายของผู้บริหารองค์กรนี้ ประเภทเอะอะคิดไม่ออกไปไม่เป็นก็ ‘จับประชาชนเป็นตัวประกัน’ อยู่ร่ำไป
     
              ภายใต้รายละเอียดระหว่างกระบวนการแปรรูปจากรัฐวิสาหกิจเป็นบริษัทในตลาดหลักทรัพย์ ภายใต้กรรมวิธีการบริหารเพื่อตอบโจทย์การสร้างผลกำไรให้ผู้ถือหุ้นตลอดหลายปีที่ผ่านมา น่าสนใจว่า...หากไม่มีองค์กรผู้บริโภคหรือที่เห็นหน้าเห็นตากันในนามเครือข่ายเอ็นจีโอทั้งหลายไม่ลุกขึ้นมาเอะอะโวยวาย ถึงตอนนี้ก็ไม่ทราบว่าเม็ดเงินจำนวนหมื่นล้านแสนล้านที่ว่ากันว่าจะหวนกลับมาคืนเป็นสมบัติของชาติบ้านเมืองนั้น...จะไปตกหล่นจมหายอยู่ ณ ที่แห่งใดบ้าง
     
              คำถามพื้นๆ นี้ผุดขึ้นมาระหว่างที่ผมนั่งดูภาพข่าว เห็นคุณรสนา โตสิตระกูล...คุณสารี อ๋องสมหวัง จับมือชูแขนแสดงความยินดีหลังฟังคำพิพากษา รวมกระทั่งถึงคนแบบคุณศิริชัย ไม้งาม ซึ่งจับงานเคลื่อนไหวคัดค้านการแปรรูปรัฐวิสาหกิจมาอย่างต่อเนื่อง
     
              2 วันก่อนศาลปกครองสูงสุดจะอ่านคำพิพากษา เครือข่ายคนเหล่านี้เพิ่งเข้าไปปิดล้อมรัฐสภา บุกเข้าไปเรียกร้องให้สภานิติบัญญัติแห่งชาติยุติการประชุมพิจารณาร่างกฎหมายที่ยังค้างอยู่ในสภา เนื่องจากเห็นว่าทั้งทิศทางเนื้อหา ทั้งกระบวนการความเร่งรีบทั้งหลายทั้งปวงนั้น รังแต่จะทำให้กฎหมายที่ออกมาสร้างปัญหาต่อไปในอนาคต
     
              เท่าที่สำรวจ ‘น้ำเสียง’ ของสื่อมวลชนเกี่ยวกับเหตุการณ์ในวันนั้น โดยเฉพาะ ‘สื่อในปะเทศ’ ดูเหมือนว่าส่วนใหญ่จะแสดงความเป็นห่วงเป็นใยต่อสภาพบรรยากาศที่เกิดขึ้นจนต้องออกปากทักท้วง แต่ก็มีสื่อต่างประเทศจำนวนหนึ่งซึ่งพอจะเข้าอกเข้าใจกรรมวิธีดื้อแพ่ง อารยขัดขืน หรือพอจะคุ้นเคยกับรูปแบบการเคลื่อนไหวในนามกลุ่มอนาธิปไตยใหม่อยู่บ้าง แต่โดยรวมแล้วสำหรับคนที่อยู่ในบ้านหลังเดียวกันก็ต้องถือว่า...ต้องตอบคำถามมากพอสมควร
     
              แตกต่างจากชัยชนะแบบไม่เอกฉันท์เมื่อวันศุกร์ที่ผ่านมา ซึ่งเชื่อว่านอกจากไม่มีใครเคลือบแคลงสงสัยแล้ว ที่ถูกคือเราต้องเอ่ยคำ ‘ขอบคุณ’ ด้วยซ้ำไป
     
              ทั้ง 2 กรณีนั้นนอกเหนือจากความชอบธรรมในแง่ ‘ช่องทาง’ และ ‘กรรมวิธี’ ในการต่อสู้ต่อรองโดยเฉพาะในช่วงที่ผู้คนในสังคมต่างก็ตระหนักรู้ดีว่า อยู่ในระยะเปลี่ยนผ่านหัวเลี้ยวหัวต่อไม่ต้องการเห็นเงื่อนไขใหม่ (ซึ่งมักเป็นเงื่อนไขที่อยู่เหนือการควบคุม) แต่ในแง่หนึ่งนั้น ‘คุณภาพของประเด็น’ และ ‘ความประณีตรัดกุม’ ในการเคลื่อนไหวก็เป็นอีกเงื่อนไขที่ควรพิจารณา
     
              ถึงแม้จะเข้าใจได้อยู่ว่า ร่างกฎหมายหลายฉบับที่อยู่ระหว่างพิจารณานั้นมีแนวโน้มที่จะก่อให้เกิดผลกระทบต่อสิทธิและเสรีภาพของประชาชนในอนาคต แต่ร่างกฎหมายบางฉบับที่เป็นปัญหา แท้จริงแล้วก็ชงและเขียนโดยตัวแทนผู้ใกล้ชิดภาคประชาชน แต่เมื่อถึงขั้นตอนแปรญัตติกลับถูกดัดแปลงพันธุกรรมจนคลาดเคลื่อนผิดเพี้ยนเจตนารมณ์เดิม สนช.บางคนที่มีเจตนาดีและมีความเชื่อว่าพอจะทำงานท่ามกลางศูนย์อำนาจ อาศัยฐานะและความสัมพันธ์สอดยัดปรับเปลี่ยนเนื้อหาไปในทางที่ดีได้ แต่ขณะที่ต้องเดินแบกอะไรต่อมิอะไรบนไหล่บ่า แถมระหว่างทางยังถูกชี้หน้าด่าถูกผลักอกให้ไปยืนขั้วตรงข้าม...ทั้งหมดนี้แม้จะสะท้อนให้เห็นถึงเงื่อนไขความยากลำบาก หรือกระทั่งจะถูกฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งสรุปว่าเป็นความล้มเหลวก็ตาม แต่คำถามก็คือ แล้วถ้าอย่างนั้นข้อต่อระหว่างภาคประชาชนกับการเมืองภาคทางการจะเชื่อมต่อผ่านเครื่องมือใด หรือต้องกระโจนเข้าไปเล่นด้วยตัวเองกันทั้งขบวน
     
              ในเชิงตรรกะเอง การเคลื่อนไหวอันมีจุดยืนว่าต้องการปิดสภาในขณะที่ สนช.ประกาศว่าจะหยุดพิจารณาร่างกฎหมายก่อนถึงวันเลือกตั้ง โดยก้าวข้ามเหตุผลเรื่อง ‘ที่มา’ และ ‘ความชอบธรรม’ ของ สนช. เพราะถ้าอ้างก็ต้องย้อนกลับไปใหม่ตั้งแต่ต้น ถ้าเช่นนั้นแล้ว ข้อสรุปคือกฎหมายใดที่ผ่านแล้วค่อยไปเสนอ 10,000 รายชื่อแก้ทีหลัง แต่ขอยับยั้งไม่ให้ออกกฎหมายใหม่เพิ่ม และไม่ให้ออกเพิ่มด้วยการ ‘ปิดสภา’ ...ประเด็นอำนาจการปิดสภาในสังคมไทยเป็นเรื่องละเอียดอ่อนจำเป็นต้องประณีตรัดกุม ไม่เช่นนั้นโอกาสลุกลามบานปลายกลายเป็นน้ำผึ้งหยดเดียวก็จะมีสูง
     
              นี่คือยังไม่ต้องพูดถึงลูกเล่นเพื่อสร้างความหวือหวาให้กับข่าว...ประเภทยกตัวเลข 12 นาทีขึ้นมาพูด ซึ่งได้ความหวือหวาเร้าใจแต่ไม่สามารถพูดความจริงได้ครบถ้วน (ขึ้นกับวิธีนับร่างกฎหมาย แบบคนแกล้งไม่รู้กระบวนการในสภา) ซึ่งหากมีใครเอาจริงเอาจังขึ้นมาก็จะถูกตั้งคำถามถึง ‘คุณภาพ’ บนความหวือหวาที่เกินเลยข้อเท็จจริง ไล่รวมไปถึงนักอุดมคติผู้ผิวบางและหวงแหนสิทธิเสรีภาพปานชีวิต แต่พื้นฐานจิตใจค่อนข้างมีปัญหา เนื่องจากยึดถือความถูกต้องชอบธรรมตัวเองสูงสุด พร้อมจะผลักคนอื่นให้เลวโดยสมบูรณ์อย่างรวดเร็ว ซึ่งก็ยืนปะปนอยู่ในนั้นไม่ใช่น้อย...อาจต้องรบกวนนิมนต์หลวงพี่ไพศาล วิสาโล มาช่วยเทศน์ขัดเกลาจิตใจบ่อยๆ
     
              ทั้งหมดนี้ด้วยความปรารถนาดีครับ ภายใต้ข้อเท็จจริงที่ว่าเราหวังอะไรไม่ได้กับการเลือกตั้ง เข็ดหลาบกับระบบราชการ หวาดระแวงอำนาจเผด็จการ...การเมืองภาคประชาชนจำเป็นต้องเร่งสร้างพื้นที่การยอมรับให้กว้างขวาง ซึ่งนั่นหมายถึงการเคี่ยวกรำคุณภาพของตัวเองและแนวร่วมไปพร้อมๆ กัน.

    สารจากคนแปลกหน้า

    ถ้าสุดท้ายแล้วเธอไม่สามารถหาคำตอบได้ ก็จงหาทางเอาตัวรอดให้ได้
     
    ในความเป็นจริง เราไม่สามารถหาคำตอบทุกเรื่องภายในเวลาอันจำกัดได้ทุกครั้งหรอก
     
    หาคำตอบไม่ได้ ก็จงหาทางออกที่ปราศจากคำตอบให้ได้
     
    นี่แหละชีวิตจริง
     
                                              - คนแปลกหน้า -

    ในสังคมอุดมความรู้ (เทียม)

    อธิคม คุณาวุฒิ
    Side Ways, ไทยโพสต์ วันอาทิตย์ที่ 25 พฤศจิกายน 2550
     
               นายแพทย์สมศักดิ์ ชุณหรัศมิ์ เลขาธิการมูลนิธิสาธารณสุขแห่งชาติ ให้เกียรติเขียนคอลัมน์รับเชิญในนิตยสาร way ที่ผมดูแลอยู่ โดยหยิบบทวิเคราะห์ของผู้สันทัดกรณีที่บอกว่า หากอังกฤษไม่สามารถผ่านเข้าไปเล่นฟุตบอลยูโรรอบสุดท้ายในปีหน้า จะก่อให้เกิดความเสียหายทางเศรษฐกิจกว่า 800 ล้านยูโร...
     
              ตอนที่คุณหมอสมศักดิ์ท่านเขียนถึงประเด็นนี้ อังกฤษยังไม่ได้พกความหวังลงไปเตะกับโครเอเชีย เพราะคู่รัสเซีย-อิสราเอล ซึ่งจะเป็นนัดชี้ชะตาก่อนหน้าว่าอังกฤษยังพอเหลือความหวังเฮือกสุดท้ายหรือไม่ก็ยังไม่ได้เริ่ม แต่ถึงเวลานี้บรรดาแฟนบอลประเทศอาณานิคมก็คงรับรู้ผลไปเรียบร้อยโรงเรียนแมคลาเรนกันแล้ว
     
              อย่างไรก็ตาม ประเด็นที่คุณหมอสมศักดิ์สนใจไม่ได้อยู่ที่ว่าอังกฤษจะผ่านเข้าไปเล่นรอบสุดท้ายฟุตบอลยูโร 2008 หรือไม่ (เพราะดูๆ แล้วท่านคงไม่ได้เป็นแฟนอังกฤษ) แต่อยู่ที่ว่าตัวเลขความสูญเสีย 800 ล้านยูโรนั้น มันไปเอามาจากไหน...แล้วใครเป็นคนเคาะ
     
              คุณหมอท่านตั้งข้อสังเกตว่า คนเคาะตัวเลขนี้ก็คงเป็นคนที่เกี่ยวข้องได้เสียใกล้ชิดกับธุรกิจกีฬาในอังกฤษนั่นแหละ และสมมติต่อให้ตัวเลข 800 ล้านยูโรมีจริงๆ แต่การที่อังกฤษไม่ได้เข้ารอบก็ไมได้หมายความว่ามันจะหายไปดื้อๆ เฉยๆ ทั้ง 800 ล้านยูโร เพราะประเทศที่เข้ารอบแทนอังกฤษก็คงมีประชากรบ้าฟุตบอลหรือมีกำลังซื้อของตัวเองอยู่พอสมควร ส่วนจะมากน้อยกว่านั้นแค่ไหน ใครที่นึกสนุกกับตัวเลขก็คงต้องไปควานหารายละเอียดมาถกเถียงกันอีกที
     
              ประเด็นคือ วิธียกข้อมูลตัวเลขมาสร้างความตื่นเต้นหวือหวาให้กับข่าวนี้ มันไปสอดรับกับคำพูดฝรั่งที่บอกว่า “what get measured get done” หรือแปลแบบถูๆ ไถๆ ก็อาจจะประมาณว่า...อยากจะให้ใครทำอะไร ต้องวัดออกมาให้เห็นกันจะจะเสียก่อน มันจึงจะเกิดพลังในการโน้มน้าว...ขืนใครยังมัวแต่อรรถาธิบายหลักการ ปรัชญา หรือแนวคิด...ส่วนใหญ่แล้วมักจะไม่เวิร์ก เพราะ ‘จับต้องไม่ได้’ แม้ว่าสิ่งที่เชื่อว่าเป็นตัวเลขจาก ‘การวัด’ และ ‘จับต้องได้’ นั้นมันอาจจะไม่ใช่ข้อมูลจริงเลยก็ตาม
     
              พูดแล้วก็ขำ...เพราะหลักการ “what get measured get done” นี้ นักการเมืองอาวุโสอย่างน้าหมัก (ผู้ร่วมเมถุนทางการเมืองกับวีรชนเดือนตุลาอย่างหมอมิ้ง-หมอเลี้ยบ-สุธรรม-จาตุรนต์) แกรู้จักใช้มาตั้งแต่สมัยอภิปรายในสภาเมื่อ 20-30 ปีก่อนนั่นแล้ว...ยิ่งระดับน้าหมักไม่ใช่แค่อ้างตัวเลขกลมๆ แต่แกเล่นโชว์ถึงจุดทศนิยม ทำเอานกเอี้ยงแถวสภาแย่งกันบินเกาะหลังท่านสมาชิกผู้ทรงเกียรติที่นั่งฟังอยู่ในนั้นแทบไม่ทัน
     
              ในสังคมที่ทำท่าทำทางตื่นเต้นกับข้อมูลความรู้ที่ท่วมประดังโดยไม่ตั้งสติแยกแยะ ‘ของจริง’ กับ ‘ของปลอม’ มันจึงผลิตข่าวสารสร้างความโกลาหลที่ฟังแล้วทั้งเศร้าทั้งขำอยู่เสมอๆ
     
              ไล่มาตั้งแต่ข่าวลือตามฟอร์เวิร์ดเมล์ประเภท...กินกุ้งพร้อมกับวิตามินซีแล้วจะตายเฉียบพลันเพราะของ 2 อย่างจะประกอบกันกลายเป็นสารหนู...ข่าวลือเรื่องมีคนเอาเข็มฉีดยาไปวางตามที่นั่งสาธารณะพร้อมเขียนโน้ตเขย่าขวัญว่าคุณติดเอดส์แล้ว...หรือกระทั่งความรู้เรื่องดาราศาสตร์ระดับพื้นฐานที่ผู้ใช้อินเทอร์เน็ต (ซึ่งว่ากันว่าส่วนใหญ่เป็นชนชั้นกลางที่มีการศึกษา) พากันกิ๊บก๊าบว่าจะได้เห็นดาวอังคารขนาดใหญ่น้องๆ ดวงจันทร์เมื่อไม่กี่เดือน ทั้งที่เป็นเรื่องเก่าและไม่ได้มีอะไรใกล้เคียงกับความคาดหวังว่าจะได้เห็นดาวอังคารดวงใหญ่คู่ๆ กันกับดวงจันทร์แม้แต่น้อย...แต่ก็สามารถสร้างความตื่นเต้นให้กับบรรดา ‘เป็ด-ไก่ซีพี’ ที่บ้าคลั่งความรู้เทียม พากันคลิกฟอร์เวิร์ดเมล์ ขยะจ้าละหวั่น สภาพอาการไม่ต่างอะไรกับ ‘คนป่ามีปืน’ สักเท่าไหร่
     
              โทษข่าวลืออย่างเดียวก็ไม่ได้ เพราะแม้กระทั่งการประชาสัมพันธ์หรือให้ข้อมูลโดยบุคคลและองค์กรที่มีตัวมีตนเป็นทางการก็ยังมีส่วนผสมโรงสร้างความรู้เทียมให้กับผู้คนโดยมีสาระซ่อนเร้นอยู่ในนั้นเสมอๆ
     
              ในสภาพที่ราคาน้ำมันในตลาดโลกแตะอยู่แถวๆ 100 เหรียญต่อบาร์เรล และมีแนวโน้มที่จะดีดสูงขึ้นกว่านั้น แต่ข้อมูลข่าวสารที่ผู้เสพน้ำมันผู้ใช้รถยนต์จะเอามาตัดสินใจว่าควรเปลี่ยนไปใช้พลังงานอื่นอย่าง LPG หรือ NGV (CNG) ดี...ก็ยังสับสน ยิ่งหากพิจารณาที่มาของความสับสนก็จะยิ่งน่าเศร้า เพราะพฤติกรรมขององค์กรพลังงานที่โหมโฆษณาให้คนหันไปใช้ NGV พร้อมๆ กับกั๊กการเจริญเติบโตของ LPG นั้น เกี่ยวพันไปถึงระบบผูกขาดการขายและการเติบโตของราคาหุ้นในตลาด โดยมีชะตากรรมของแมลงเม่าผู้เสพน้ำมันเป็นปุ๋ยชั้นดี
     
              กระทั่งข้อมูลการวิเคราะห์ของคนระดับผู้ดูแลนโยบายพลังงาน ที่คาดเดาตัวเลขราคาน้ำมันในตลาดโลกว่ามีโอกาสพุ่งสูงถึง 200 เหรียญต่อบาร์เรล ไม่ว่ามันจะพาดพิงเชื่อมโยงกับท่าทีเอะอะมะเทิ่งของอูโก ชาเวซ ประธานาธิบดีจอมซ่าแห่งอเมริกาใต้ กับจิ๊กโก๋อาหรับอย่างประธานาธิบดีอะห์มาดีเนญาดที่พากันกวักมือท้าบุช จูเนียร์ ให้เข้าไปลุยอิหร่าน แต่ข่าวนี้ก็สร้างความแตกตื่นโกลาหลให้กับชนชั้นกลางที่กลัวจะต้องจุดเทียนกินข้าว พากันดีดดิ้นเรียกร้องโรงไฟฟ้านิวเคลียร์อย่างทันอกทันใจ ทั้งที่โรงไฟฟ้านิวเคลียร์นั้นสร้างขึ้นเพื่อตอบโจทย์ภาคอุตสาหกรรมไม่ใช่ครัวเรือน... แต่ถึงจะไม่เรียกร้องเขาก็ล็อกสเปกจะสร้างอยู่ในแผน PDP 2007 ทั้ง 9 โมเดลอยู่แล้ว ที่เหลือก็รอแค่ว่าจะจิ้มไปลงที่บ้านใคร จากนั้นค่อยมารบราฆ่าฟันกันอีกทีแบบที่คนจะนะ คนบ่อนอก คนแม่กลอง หรือคนระยอง เขากรำศึกกันมา
     
              ข้อแตกต่างสำคัญของข้อมูลความรู้เทียมเหล่านี้ก็คือ แบบแรกเป็นแค่ข่าวลือขำๆ อย่างมากก็สังเวชใจกับการเล่นสนุกบนความแตกตื่นและความไม่รู้ของคน
     
              แต่การยัดเยียดความรู้เทียมโดยองค์กรที่มีตัวตนมีตำแหน่งแห่งที่ใหญ่โตในประเทศนั้น มันจะสร้างความเสียหายถึงลูกถึงหลาน และผลของความผิดพลาดนั้นจะไม่มีใครเสนอหน้าแบกรับได้โดยลำพัง.

    ระหว่างสัญญาณไฟแดง

    อธิคม คุณาวุฒิ
    ขมเป็นยา,
    ไทยโพสต์ วันอาทิตย์ที่ 7 ตุลาคม 2550
     
              เส้นทางปกติที่ผมเดินทางจากบ้านมาสำนักงานนั้น จะต้องอาศัยถนนลาดพร้าวซึ่งขึ้นชื่อลือนามมาก ในฐานะเส้นทางที่สามารถทำให้ผู้คนป่วยไข้วิกลจริตได้ง่ายๆ หากคิดจะใช้ถนนสายนี้โดยบุ่มบ่ามตามใจไม่รู้จักวางแผนสับหลีกเวลาให้ถูกต้อง
     
              ตามเส้นทางนี้ต้องผ่านสามแยกไฟแดงเล็กๆ แต่มีรถราปริมาณไม่น้อยต่อแถวรอคอยจังหวะไฟเขียวเพื่อเลี้ยวขวาเข้าซอย ซึ่งโดยตารางชีวิตปกติของผมต่อให้พยายามหลีกเลี่ยงชั่วโมงเร่งด่วนแล้วก็ตาม แต่วันร้ายคืนร้ายการต่อแถวในเลนขวาสุดเพื่อเตรียมเลี้ยวนั้นก็อาจต้องใช้เวลาในการฟังเพลงฆ่าเวลาร่วมๆ 3-5 เพลง กว่าจะได้รับอนุญาตให้เคลื่อนตัวผ่านไปได้
     
              แรกๆ ผมก็พยายามปฏิบัติตามกติกาด้วยตบะสำรวม แต่ผ่านไปสักระยะก็ค่อยๆ ค้นพบข้อเท็จจริงว่า ทุกครั้งที่เห็นสัญญาณลูกศรไฟเขียวอนุญาตให้เลี้ยวขวาได้ จังหวะนั้นรถยนต์หลายต่อหลายคันที่เคยต่อแถวเป็นระเบียบในเลนขวาสุดก็จะรีบเบี่ยงออกเลนกลาง จากนั้นต่างคนก็ต่างกระทืบคันเร่งแข่งตะบึงไปข้างหน้าเพื่อเลี้ยวขวาให้ทันจังหวะไฟเขียวนั้นให้ได้ เนื่องจากในบรรดารถที่ต่อคิวอยู่เลนขวาสุดหลายคันก็ไม่ได้เลี้ยวขวาแต่รอจังหวะยูเทิร์น ซึ่งกรณีหลังก็ยิ่งทำให้การเคลื่อนตัวช้าหนักเข้าไปอีก
     
              แน่นอนครับ เดิมทีผมก็มองพฤติกรรมนี้ด้วยท่าทีอิดหนาระอาใจในความเอาแต่ใจตัวเองของคนประเทศนี้ เพราะกติกาตามลูกศรบอกทิศทางที่เขียนอยู่บนพื้นถนนระบุว่า รถที่อยู่ทางช่องขวาสุดเท่านั้นจึงจะมีสิทธิเลี้ยวได้ ส่วนเลนกลางกับเลนซ้ายลูกศรเขาบอกให้ขับตรงได้เพียงอย่างเดียวเท่านั้น
     
              เวลาเห็นรถคันไหนมีพฤติกรรมแบบที่ว่านี้ขับแซงซ้ายฉีกผ่านออกไป ผมเคยแสดงปฏิกิริยาบิดไหล่เอียงซ้ายส่งสายตาหมิ่นแคลนหยามหยันทะลุผ่านกระจกตั้งใจส่งคลื่นกระแสจิตไปอบรมด่าทอคนเหล่านี้อยู่หลายครั้ง ซึ่งก็อย่างว่า...นอกจากจะไม่ได้ผลแล้ว บ่อยครั้งผมยังพบว่าความหมายในสายตาเย็นชาของอีกฝ่ายที่ส่งผ่านสวนกลับมานั้น มันทำราวกับว่า...มีนกเอี้ยง 2-3 ตัวเกาะอยู่บนหลังบนไหล่ผมด้วยซ้ำไป
     
              กลายเป็นเรื่องปกติไปแล้ว ที่พรมแดนระหว่าง ‘คนโง่’ กับ ‘คนรักษากติกา’ จะมีระยะห่างกันแค่นิดเดียว
     
              อย่างที่บอกครับว่า ทั้งหมดนั้นเป็นเพียงพฤติกรรม ‘แรกเริ่มเดิมที’ ของผมต่อสถานการณ์แบบนี้ เพราะหลังๆ มาผมก็ชักจะไม่ไหวต้องเริ่ม ‘เอาบ้าง’ เหมือนกัน เห็นจังหวะไฟเขียวไกลๆ รถเลนซ้ายโล่งๆ ก็รีบฉีกออกมาจากแถวขวาสุดเพื่อไปให้ทัน
     
              ทุกครั้งที่ทำแบบนี้ผมอดเวทนาตัวเองไม่ได้ หลายครั้งต้องปลอบใจตัวเองนึกขำๆ ไปถึงสติ๊กเกอร์ท้ายรถออดี้คันหรูของครูบาอาจารย์มหาวิทยาลัยท่านหนึ่ง ซึ่งแทนที่จะติดสติ๊กเกอร์มหาวิทยาลัยดังในต่างประเทศประเภท...คอร์เนล...เคมบริดจ์...เบิร์กลีย์...สแตนฟอร์ด แบบที่นักเรียนนอกขี้โอ่ชอบทำกัน แต่อาจารย์จิ๊กโก๋ท่านนี้กลีบติดสติ๊กเกอร์ ‘กูก็รีบ’ ไว้ท้ายรถ...อารมณ์เดียวกับแท็กซี่ลิโม่รักทักษิณยังไงยังงั้น
     
              พูดให้ดูดีมีเหตุมีผล มันก็ไม่ใช่แค่เรื่อง ‘รีบร้อน’ หรือ ‘กลัวโง่’ หรอกครับ เพราะพฤติกรรมการตัดสินใจบนท้องถนนแบบนี้ ถ้ากระทำโดยระมัดระวัง ยึดถือความปลอดภัย และไม่เบียดเบียนเพื่อนร่วมทางจนเกินไปนัก อย่างน้อยมันก็ช่วยให้การจราจรบริเวณนั้นลื่นไหลขึ้น เผาผลาญเวลาและพลังงานน้อยลง เหมือนที่บางแยกก็อนุโลมให้เลี้ยวขวาได้ 2 ช่องทางเพื่อความคล่องตัว
     
              ผมเข้าใจว่าตำรวจจราจรที่นั่งคุมสัญญาณไฟอยู่ในป้อมก็เข้าใจสภาพ เพราะไม่เคยเห็นท่านออกมาจับหรือเอาเรื่องเอาราวกับรถคันไหนที่ทำแบบนี้ ผ่านได้ก็ผ่านไป แต่ถ้าเคราะห์ร้ายคาดการณ์จังหวะผิดไปไม่ทันสัญญาณไฟเขียว ก็ควรเคารพเงื่อนไขว่าต้องขับตรงแล้วไปเสียเวลากลับรถเอาข้างหน้าสถานเดียวเท่านั้น ห้ามหน้าหนาหยุดรอขวางรถทางตรงดื้อๆ โดยเด็ดขาด
     
              คำถามคือ หากวันดีคืนดีตำรวจผู้รักษากฎหมายท่านเกิดเปลี่ยนใจ เดินออกจากป้อมไปยืนดักรถที่เลี้ยวขวาจากเลนกลางเพื่อจับและปรับ กรณีแบบนี้เราจะหาคำอธิบายกันอย่างไร ใครกันแน่ที่สมควรถูกตำหนิมากที่สุด
     
              ถ้ายึดตามกติกาที่ลูกศรบอกทิศทางบนท้องถนนเขียนเอาไว้...งานนี้ ‘คนใช้ถนน’ ผิดแน่ๆ
     
              ถ้ายึดตาม ‘เหตุผล’ และ ‘ประสิทธิภาพ’ การใช้พื้นที่บนท้องถนน ก็คงต้องอะลุ้มอล่วยผู้ใช้ถนน แถมดีไม่ดีอาจมีรายการตั้งคำถามยั่วยุโทสะหมิ่นประมาทกันต่อว่าหากผู้รักษากติกาอยากได้ ‘ค่าเครื่องดื่มชูกำลัง’ ...บอกกันตรงๆ ก็ได้
     
              หรือถ้าจะคุยกันถึงระดับ ‘การออกแบบ’ ระเบียบกติกา ก็ต้องไปตั้งคำถามเอากับผู้เขียนเครื่องหมายจราจรตรงจุดนั้นว่า อาศัยเหตุผลกลใดจึงออกแบบระเบียบกติกาไว้หละหลวม ขาดแคลนจินตนาการ และน่ากังขาเช่นนั้น
     
              โชคดีที่นั่นเป็นเพียงคำถามที่ผมบังเอิญคิดขึ้นมาเล่นๆ ฆ่าเวลาระหว่างติดอยู่ในสัญญาณไฟแดง ซึ่งตัวละครทุกคนที่อยู่บริเวณนั้นก็คงมีเป้าหมายคล้ายๆ กันคือ...ก็แค่อยากเคลื่อนตัวไปข้างหน้าเสียที
     
              เรื่องของเรื่องจึงยังไม่มีใครตัดพ้อตัวเองว่าเป็นโจร ยังไม่มีใครร้อนวิชาบ้าระเบียบ ยังไม่มีใครเล่นบทผู้พิทักษ์กติกาแต่ลึกๆ อยากตบเอาทรัพย์สินลาภยศ หาเศษหาเลย จิกๆ ทึ้งๆ ตามนิสัยไก่ในเข่ง...ในภาพสังคมระดับที่ใหญ่ขึ้นไปกว่านั้น.