เรื่อง > Ursa Major.
- 1 -
ถ้าหากคุณลองแหงนหน้าขึ้นมองบนฟากฟ้าเบื้องบนยามค่ำคืน เมื่อได้มีโอกาสออกไปเที่ยวพักผ่อนตามต่างจังหวัด เราจะได้พบกับดวงดาวสุกสกาวเต็มฟากฟ้า บางคราวถ้าโชคดีอาจจะได้เห็นทางช้างเผือกขาวพาดผ่านราวฟ้า ชวนให้เกิดจินตนาการกว้างไกล
ใน
อดีตกาลโลกและบรรดาดาวเคราะห์ทั้งหลายรวมทั้งดวงอาทิตย์ล้วนก่อกำเนิดมา
พร้อมกันเมื่อราว 4,600
ล้านปีมาแล้วในมุมหนึ่งของกลุ่มดาวมหึมาที่เราเองเรียกว่า ทางช้างเผือก หรือ Milky Way และโลกของเราก็เป็นดาวเพียงดวงเดียวในครอบครัวดวงอาทิตย์ที่ยังคงมีสิ่งมีชีวิตอาศัยอยู่ เราเชื่อว่าในบรรดาสิ่งมีชีวิตหลากหลาย มนุษย์ (Homo Sapien) ถือกำเนิดขึ้นมาหลังสุดในช่วงไม่ถึง 1 ล้านปีมานี้เอง
ด้วยชีวิตที่ต้องอาศัยพึ่งพิงกับสิ่งที่อยู่รอบกาย เพื่อการยังชีพด้วยอารยธรรมการรวมกลุ่มล่าสัตว์และเพาะปลูก ทำให้สังคมโบราณมีวัฒนธรรมร่วมกับสิ่งที่ดำรงอยู่ไม่ว่าจะเป็น แสงแดดอุ่น ผืนฟ้าคราม ป่าเขา ดวงดาวหรือสายน้ำ ซึ่งตัวอย่างดังกล่าวจะสามารถเห็นได้จากการรู้จักใช้สมุนไพรรักษาโรคภัยไข้เจ็บ การ
ตั้งถิ่นฐานบ้านเรือนในบริเวณสองฟากฝั่งลำน้ำและที่ลุ่มเพื่อการเพาะปลูกรวม
ถึงการปรับตัวและตั้งรับกับสภาพธรรมชาติอันโหดร้ายในบางคราว
แต่
ในระยะเวลาแค่เพียงราวๆ 100
ปีที่ผ่านมาที่โลกได้รู้จักกับน้ำมันผนวกเข้ากับวิทยาการต่างๆ
ที่สมองมนุษย์คิดค้นขึ้นมาเพื่อตอบสนองความต้องการอันไร้ขีดจำกัด
ของมนุษยชาติและสิ่งที่บังเกิดคู่ควบมากับความเจริญแบบก้าวกระโดดทำให้ ผืนฟ้าที่เคยสดใสก็กลับหม่นมัวลงจากควันพิษที่ถูกปลดปล่อยออกมา สายน้ำที่เคยแลใสไหลเย็นก็กลับขุ่นคล้ำจนใช้การอะไรไม่ได้นอกจากเป็นทางระบายน้ำทิ้ง ป่าไม้ที่เคยเป็นคลังยารักษาโรคแหล่งอาศัยของเหล่าเพื่อนร่วมโลกและคอยรักษาสมดุลแห่งธรรมชาติก็กลับลดพื้นที่ลงรวดเร็วอย่างน่าใจหาย ปรากฏการณ์ธรรมชาติอันเลวร้ายมีให้พบเห็นได้ไม่เว้นแต่ละวัน ซึ่ง
ทั้งหมดทั้งมวลนั้นเราคงอดกล่าวโทษไม่ได้ว่าเกิดเพราะการใช้และรูปแบบการ
ดำเนินชีวิตแบบเสพไม่หยุดใช้ไม่ยั้งของคนอย่างเราๆ ท่านๆ นี่เอง
ประมาณการกันว่า ในช่วงเวลาไม่กี่สิบปีมานี้ทรัพยากรภายในโลกกว่าครึ่งถูกดึงขึ้นมาใช้ บางส่วนก็เพียงเพื่อความดูดีของผู้ใช้และสิ่งของ แต่
มิได้ก่อให้เกิดสาระอันใดมากกว่านั้นเลยและบางส่วนก็แปรสภาพกลับกลายเป็นขยะ
และควันพิษปริมาณมหาศาลที่ส่งผลกลับมายังมนุษย์ไปอีกหลายร้อยปี ยังมิพักที่จะเอ่ยถึงว่า การที่ทรัพยากรส่วนมากถูกขนถ่ายจากประเทศต่างๆ ทั่วโลกไปสู่ประเทศอุตสาหกรรมเพื่อก่อผลประโยชน์ความมั่งคั่งทางเศรษฐกิจ พร้อม
ทั้งปลดปล่อยสารพิษออกสู่โลกในปริมาณมากก่อให้เกิดความเหลื่อมล้ำในการใช้
ทรัพยากรของโลกที่ทุกคนควรจะมีสิทธิ์ใช้ในปริมาณที่เท่าเทียมกันเนื่องจาก
ความจำกัดของทรัพยากรที่มีอยู่ตราบใดที่เรายังคงหาแหล่งทรัพยากรใหม่ไม่ได้
นอกจากโลกใบนี้
- 2 -
จวบจนถึงวันนี้ใช่ว่าอนาคตของเราจะหม่นมัวไร้ความหวังเสียเลยทีเดียวและวิถีทางที่น่าจะนำไปสู่ความยั่งยืนในการใช้ทรัพยากรในอนาคต ก็คือความเข้าใจและร่วมมือกันของประชาชนพลโลกแต่การที่จะทำอย่างที่กล่าวมาใช่จะเป็นเรื่องง่ายดายนัก เนื่อง
จากในวิถีชีวิตที่เราปลูกฝังลัทธิบริโภคนิยมขึ้นทั่วโลกนั่นคือการกระตุ้น
ให้แต่ละคนนำทรัพยากรมาใช้เพื่อตอบสนองความสะดวกสบายทุกๆ อย่าง ไม่เว้นแม้แต่สังคมเกษตรกรรมเช่น การทำนาปลูกข้าวที่แต่เดิมเคยทำกันแค่ปีละเพียงครั้งเดียว ก็ถูกเพิ่มขึ้นเป็น 2 ครั้งและ 3 ครั้งต่อปีในบางท้องที่ ทำให้เกิดการแย่งชิงน้ำในการทำการเกษตร รวมถึงผืนดินที่ถูกใช้อย่างต่อเนื่องก็ทำให้ดินเสียอย่างรวดเร็ว โดยที่ยังไม่ต้องเอ่ยถึงว่าปริมาณปุ๋ยเคมีและยาฆ่าแมลงที่ตกค้างอยู่ในดิน แหล่งน้ำและสัตว์น้ำอีกปริมาณมหาศาลขนาดไหน
การเริ่มต้นในการปลูกฝังค่านิยมความคิดในการใช้ทรัพยากรอย่างรู้คุณค่า เป็นสิ่งที่ง่ายที่จะทำให้เกิดขึ้นในเด็กและเยาวชน เพราะ
ถ้าจะกล่าวไปแล้วเด็กๆ
ก็คือเจ้าของทรัพยากรที่แท้จริงเพราะในอนาคตข้างหน้าคนเหล่านี้จะต้องเป็น
ผู้เผชิญกับปัญหาสภาวะแวดล้อมเป็นพิษและทรัพยากรธรรมชาติที่มีให้ใช้ใน
ปริมาณที่จำกัดยิ่งนัก
แต่สิ่งที่กล่าวมาทั้งหมดข้างต้นนี้ก็ใช่ว่าจะง่ายเสมอไป ใน
เมื่อเด็กส่วนใหญ่เติบโตมากับสภาพสังคมและชีวิตสมัยใหม่ที่แวดล้อมไปด้วย
ลักษณะการแข่งขันกันบริโภคและการโฆษณาชักชวนให้เกิดความต้องการที่
ถูกกระตุ้นขึ้น (Generated Demand) ซึ่งเป็นเพียงการสร้างภาพของตัวตนด้วยเปลือกภายนอก กลับทั้งยังไม่สามารถเข้าใจถึงแหล่งที่มาของทรัพยากรซึ่งเป็นต้นทุนทางธรรมชาติทั้งปวงไม่ว่าจะเป็นน้ำอาบ ดื่มกิน หรือการลดลงของพื้นที่ป่าในชนบท ไม่เคยเห็นว่าในยามหน้าแล้งการขาดน้ำในการใช้อุปโภคบริโภคนั้นเป็นเช่นไร ในเมื่อเปิดก๊อกน้ำทุกครั้งก็มีน้ำไหลให้ใช้สะดวกดาย หรือการที่จะเชื่อมโยงปัญหาและความเดือดร้อนของผู้คนที่ต้องถูกไล่ที่หมดหนทางทำกินจากการสร้างเขื่อน เพื่อนำน้ำมาป้อนสังคมเมืองในยามหน้าแล้ง รวมทั้งการผลิตกระแสไฟฟ้าเพื่อให้ในเมืองมีไฟสว่างเรืองรองทุกตรอกซอกซอย ในขณะที่ตนเองนั้นมีเพียงหลอดไฟบ้านละดวง ซึ่งการที่จะทำให้เด็กๆ ที่เติบโตมาด้วยภาวะปัจจัยเช่นนี้จินตนาการและรู้ซึ้งถึงสาเหตุในการแบ่งปันกันใช้ เป็นเรื่องไม่ง่ายนัก
แต่ข้อเสนอที่เป็นไปได้คือเริ่มจากความรู้สึก ผิด ชอบ ชั่ว ดี และการทำความเข้าใจถึงประโยชน์ส่วนรวมของคนหมู่มาก ซึ่งเป็นภูมิปัญญาโบราณแบบสังคมตะวันออกที่นับวันจะลดน้อยถอยลงไปทุกที โดยแทนที่ด้วยความคิดแบบปัจเจกชนนิยมผสมกับลัทธิบริโภคนิยมแบบตะวันตก ที่
ทำให้คนทั้งหลายคิดว่าตนเองไม่ได้ทำอะไรให้คนอื่นเดือดร้อนก็น่าจะเพียงพอ
แต่ไม่เคยรู้เลยว่าสาเหตุมาจากการบริโภคโดยไม่สนใจคนรอบข้างของตนเอง หรือไม่ก็มักโยนความผิดให้กับรัฐหรือเอกชนไป
แต่ใช่ว่าข้อความข้างต้นผมจะกล่าวหาสังคมและแนวคิดแบบตะวันตกว่าไม่ดี เพียงแต่เรารับเอามาไม่ครบถ้วนทั้งกระบวนการเท่านั้นเอง เพราะ
ในสังคมตะวันตกการบริโภคต่างๆ
จะถูกควบคุมด้วยระบบการจัดเก็บค่าตอบแทนในการบริโภคและการรับบริการของแต่ละ
ชนิดด้วยราคาต้นทุนอันแท้จริงซึ่งเป็นการจำกัดการบริโภคไปโดยปริยาย แต่ในประเทศเรากลับไม่ใช่เช่นนั้น แต่กลับกลายเป็นสวัสดิการหรือการบริการของรัฐหรือรัฐอุปถัมภ์ไปเสียส่วนใหญ่ โดยการอ้างถึงการจ่ายภาษีแล้วก็ควรจะได้รับการบริการไปทุกๆ อย่าง
หัน
กลับมามองที่เยาวชนที่เราคาดหวังไว้กับปัญหานี้เราเริ่มได้จากการฝึกสำนึก
ผิด ชอบ ชั่ว ดี
ให้เกิดขึ้นก่อนด้วยสังคมของครอบครัวและโรงเรียนเพราะผมเองเห็นว่าในโลกนี้
ไม่มีใครที่ไม่อยากเป็นคนดี แต่บางอย่างที่คนส่วนมากนิยามความดีไว้สูงเสียจนทำได้ยากกระทั่งเด็กบางคนเกิดการต่อต้านและไม่เห็นด้วย
จากนั้นถึงจะมองในเรื่องของการปลูกฝังสำนึกรักและดูแลส่วนรวม แต่
ทั้งหมดทั้งมวลนี้จะเกิดขึ้นไม่ได้เลยหากปราศจากผู้ใหญ่ที่เข้าใจและคอย
ประคับประคองดูแลและต้องช่วยกันลดค่านิยมของการบีบคั้นให้เด็กเป็นคนเก่ง ซึ่งบางทีอาจจะมีความเห็นแก่ตัวติดตามมาด้วย ซึ่งผมคิดว่าคงไม่มีพ่อแม่ผู้ปกครองท่านใด อยากเห็นลูกของท่านเป็นคนไม่ดีหรอก จริงไหมครับ?
เริ่มจากการชักจูงในสิ่งดีที่ทำได้ง่าย เช่นการไม่ทิ้งขยะเกลื่อนกราด การปฏิเสธถุงพลาสติกใส่ของในยามที่เห็นว่าของที่ซื้อไม่จำเป็นต้องใส่ถุงก็ได้ การไม่เปิดน้ำเปิดไฟทิ้งไว้
- 3 -
ธรรมชาติ คำคำนี้ถูกนำมาใช้และอ้างถึงบ่อยมากในนามของสิ่งที่ดีงามตามสายตาของนักสิ่งแวดล้อมและเป็นสิ่งที่ทุกคนพยายามใฝ่หา ถ้าจะถามว่าธรรมชาติคืออะไรใครตอบได้บ้าง? อาจจะยากไป แต่ถ้าถามว่าอะไรบ้างที่เป็นธรรมชาติ? คงจะตอบได้ง่ายกว่า
หาก
จะมองโลกกลมๆ ใบนี้ที่มีอายุจากก่อเกิดจนถึงวันนี้ก็ราว 4,600
ล้านปีมาแล้วตั้งแต่มวลสารและบรรดากลุ่มก๊าซต่างๆ
พากันหมุนวนและก่อตัวเป็นระบบสุริยะ
จากเดิมในบรรยากาศของโลกล้วนเต็มไปด้วยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์และไอน้ำปกคลุมเต็มชั้นบรรยากาศ แต่พอโลกเริ่มเย็นตัวลงบรรดาไอน้ำต่างพากันควบแน่นตกลงมาเป็นฝนและไหลรวมลงสู่ที่ต่ำกว่าจนเป็นทะเลและมหาสมุทรในปัจจุบัน
จาก
นั้นจึงจะเกิดสิ่งมีชีวิตชนิดต่างๆ
ขึ้นบนโลกที่มีโครงสร้างสลับซับซ้อนเพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ
จนก่อเกิดสิ่งมีชีวิตที่เรียกตัวเองว่า Homo Sapien ขึ้นเมื่อราว 4 -5 แสนปีที่ผ่านมานี่เอง และในช่วงเวลาเพียงแค่ราว 100 ปีที่ผ่านมาบรรดา Homo Sapien ทั้งหลายนี้ก็ได้ทำให้สภาพแวดล้อมทางธรรมชาติเปลี่ยนแปลงอย่างมากมาย จาก
ความคิดพื้นฐานที่เชื่อว่าพวกตนนั้นเป็นสายพันธุ์ของสิ่งมีชีวิตที่ฉลาดที่
สุดจนสามารถที่จะเปลี่ยนแปลสภาพธรรมชาติต่างๆ
ของโลกให้เหมาะสมกับความอยู่รอดของเผ่าพันธุ์ได้ แต่ในปัจจุบันความเชื่อเหล่านั้นก็ได้รับการพิสูจน์แล้ว จากสภาพความวิปริตผิดเพี้ยนของฤดูกาลและวิบัติภัยในรูปแบบต่างๆ รวมถึงโรคร้ายที่เกิดขึ้นเพียงชั่วข้ามคืน แล้วย้อนกลับมาทำลายชีวิตมนุษย์เอง
ถ้าหากเปรียบระยะเวลา 4,600 ล้านปีลงเหลือเพียง 365 วันบรรดา Homo Sapien ทั้งหลายก็เพิ่งเกิดขึ้นมาเดินบนโลกแค่เพียง 1 ชั่วโมงที่ผ่านมา และแค่เวลาเพียง 1 วินาที มนุษย์ก็ได้ทำให้โลกใบนี้ย่อยยับได้ในชั่วพริบตา
วันใดคุณได้แหงนหน้าขึ้นมองฟากฟ้ายามค่ำคืนที่มีดวงดาวสุกสกาว คุณจะรับรู้ได้ทันทีว่าโลกเป็นเพียงเสี้ยวธุลีในอวกาศมหาศาล ขอให้จำไว้ว่าถ้าหากดาราจักรทางช้างเผือกมีขนาดเทียบเท่ากับโลก โลกเราจะมีขนาดแค่เพียง 0.2 ไมครอน หรือเล็กเพียงไวรัสเท่านั้นเอง แล้วคุณยังจะคิดเอาชนะธรรมชาติอีกหรือ มนุษย์โลกทั้งหลาย
เพราะถ้าหากวันใดสมดุลธรรมชาติที่เสียไปถูกโลกปรับสมดุลใหม่ ใครจะรู้ว่าเมื่อวันนั้นมาถึงจะมีใครมาคอยเรียกดาวเคราะห์สีน้ำเงินนี้ว่า โลกมนุษย์อีก
ธรรมชาติ คำคำนี้เป็นคำที่มักถูกอ้างถึงบ่อยๆ แต่แท้จริงแล้วยิ่งใหญ่เกินใครจะควบคุมได้ เพราะ ธรรมะ ที่แปลว่าความจริง กับชาตะ ที่แปลว่าเกิดนั้นเมื่อรวมความแล้ว truth birth จะหมายถึง ความเป็นจริงที่เกิดขึ้น นั่นคือ ธรรมชาติ
- 4 -
ครับผมเริ่มต้นบทความนี้จากการมองจักรวาล สู่โลกในอดีตและปัจจุบัน และแคบลงมาในระดับประเทศ จนกระทั่งถึงหน่วยที่ย่อยที่สุดของสังคม คือ ครอบครัว เนื่อง
จากว่าผมเชื่อว่าสิ่งเหล่านี้ร้อยโยงเกี่ยวเนื่องเป็นเรื่องราวอันเดียวกัน
และสิ่งที่จะช่วยให้โลกใบนี้ยังคงสดสวยได้คงต้องเริ่มกันจากผู้ใหญ่ของทุก
ครอบครัวเข้าใจโดยเริ่มบอกแก่เด็กๆ ที่บ้านถึงเรื่องราวเหล่านี้ และผมเชื่อเป็นอย่างยิ่งว่าการเริ่มทำเช่นนี้ไม่ใช่สิ่งที่ยากเย็นเลยหากเราช่วยกัน
เพราะถ้าเราลองนึกกันดูเล่นๆ ว่าในอีก 20 – 30 ปีข้างหน้าในยามที่คุณแก่ตัวลง และในวันนั้นลูกๆ ของคุณเติบโตขึ้นมาเรายังจะมีน้ำทะเลใสๆ ป่าสีเขียวสวย อากาศดีๆ ไว้ให้หลานของเราที่จะเกิดขึ้นมาก็คงดี ใช่ไหมครับ? เราจะได้พาหลานของเราไปเล่นน้ำทะเล เล่นน้ำตก ดูนก เหมือนกับที่เราเคยได้สัมผัสมาในวัยเด็ก มันก็คงเป็นอีกช่วงชีวิตที่ดีก่อนที่เราจะลาโลกใบนี้ไป ใช่ไหมครับ?
หากคุณลองแหงนหน้าขึ้นมองบนฟากฟ้าเบื้องบนยามค่ำคืน เมื่อได้มีโอกาสออกไปเที่ยวพักผ่อนตามต่างจังหวัด เราจะได้พบกับดวงดาวสุกสกาวเต็มฟากฟ้า บางคราวถ้าโชคดีอาจจะได้เห็นทางช้างเผือกขาวพาดผ่านราวฟ้า ชวนให้เกิดจินตนาการกว้างไกล เกิดตายในช่วงชีวิตคนเราเป็นเวลาแค่พริบตาในปฏิทินกาลเวลาของจักรวาล แต่เวลาแค่เพียงชั่วพริบตานั้นคุณเลือกที่จะทำสิ่งดีๆ ให้เกิดขึ้นกับลูกหลานและพื้นแผ่นดินเดียวกันที่เราอาศัยอยู่ที่ชื่อว่า โลก .......
........ใช่ไหมครับ?
* * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * *
นี่คือ 1 ใน 27 เรื่อง 'ต้นฉบับ' ของบทความทั้งหมดในแคมเปญ April Truth's Day
แคมเปญที่พูดความจริงเรื่องโลกร้อนกันในวันที่มีแต่คนพูดเรื่องหลอกลวง
นอกจากบทความชิ้นนี้แล้ว ยังมีเรื่องราวอีกมากมายที่ถูกเขียนอยู่ในเว็บไซต์กว่าร้อยแห่ง
และกิจกรรมอีกมากมาย ดูรายละเอียดได้ที่นี่เลย http://www.lonelytrees.net/?p=984
**
บทความทั้งหมดในแคมเปญอยู่ภายใต้สัญญาของ Creative Common เชิญเอาไป post
ต่อกันตามสบายจ้า (แต่อย่าลืม mention เจ้าของเรื่องเค้าด้วยนะ)